40 ประโยคพื้นฐานภาษาอังกฤษ สำหรับผู้เริ่มต้น

ปัจจุบันภาษาอังกฤษมีความสำคัญเป็นอย่างมากในสังคม คนส่วนใหญ่จึงเริ่มสนใจที่จะเรียนรู้ภาษาอังกฤษกันมากขึ้น และหลายคนยังคงไม่แน่ใจว่าจะต้องเริ่มต้นเรียนเรื่องไหนก่อน วันนี้เราจึงนำ 40 ประโยคพื้นฐานสำหรับผู้เริ่มต้นมาฝากกัน จะมีประโยคไหนบ้างนั้นตามไปดูกันเลย…

 

1. What’s your name? คุณชื่ออะไร

2. Where are you from? / Where do you come from? คุณมาจากไหน / I’m from … I come from … ฉันมาจาก…….

3. What’s your surname / family name? คุณนามสกุลอะไร

4. What’s your first name? คุณชื่ออะไร

5. What’s your address? ที่อยู่ของคุณคือที่ไหน

6. Where do you live? คุณอาศัยอยู่ที่ไหน / I live in… ฉันอาศัยอยู่ที่…

7. What’s your (tele) phone number? คุณหมายเลขโทรศัพท์อะไร

8. How old are you? คุณอายุเท่าไหร่ / I’m….years old. ฉันอายุ…ปี

9. Where were you born? คุณเกิดเมื่อไหร่ / I was born in…. ฉันเกิดในปี….

10. Are you married? คุณแต่งงานหรือยัง

11. What do you do? / What’s your job? คุณทำอาชีพอะไร

12. Where did you go? คุณไปไหนมา

13. What did you do? คุณทำอะไร

14. What are you going to do tomorrow / this evening / next week / etc.? คุณกำลังจะทำอะไรพรุ่งนี้ / เย็นนี้ / สัปดาห์หน้า / ฯลฯ

15. Where were you? คุณอยู่ที่ไหน

16. Have you got a car / job / house / etc.? คุณมีรถ / งาน / บ้าน ฯลฯ หรือเปล่า

17. Have you got any children / friends / books / etc.? คุณมีบุตร / เพื่อน / หนังสือ ฯลฯ บ้างไหม

18. Can you play tennis / golf / football / etc.? คุณเล่นเทนนิส / กอล์ฟ / ฟุตบอล / ฯลฯ เป็นไหม

19. Can you speak English / French / Japanese / etc.? คุณพูดภาษาอังกฤษ/ ฝรั่งเศส / ญี่ปุ่น ฯลฯ ได้ไหม

20. How do you do. Pleased to meet you. ยินดีที่พบคุณ

21. How are you? คุณสบายดีไหม / Fine, thanks. And you? สบายดี ขอบคุณ แล้วคุณล่ะ

22. How can I help you? / May I help you? จะให้ช่วยอะไรบ้าง

23. Can I try it on? ฉันขอลองใส่ได้ไหม (กรณีซื้อของ)

24. How much does it cost? / How much is it? คนซื้อ : ราคาเท่าไหร่

25. How would you like to pay? คนขาย : คุณจะจ่ายยังไง / By credit / cash ด้วยเครดิต / เงินสด

26. Can I pay by credit card / check / debit card? คนซื้อ : ฉันจะจ่ายโดยใช้ บัตรเครดิต / เช็ค / บัตรเดบิต ได้ไหม

27. Have you got something bigger / smaller / lighter / etc.? คนซื้อ : คุณมีตัว ที่ใหญ่กว่า / เล็กกว่า / เบากว่า / ฯลฯ หรือไม่

28. What’s that? นั่นอะไรน่ะ / อะไรนะ?

29. What time is it? เวลาเท่าไร

30. Can / May I open the window? ฉันขอเปิดหน้าต่างได้ไหม / Certainly. It’s hot in here! ได้เลย ข้างในนี่ร้อน

31 Are there any apples / sandwiches / books / etc.? มีแอปเปิ้ล / แซนด๋วิช / หนังสือ / ฯลฯ บ้างไหม

32. Is this your / his / her / etc. book / ball / house / etc.? นี่คือ หนังสือ / ลูกบอล / บ้าน / ฯลฯ ของคุณ / ของเขา / ฯลฯ ใช่ไหม

33. Whose is this / that? สิ่งนี้ / สิ่งนั้น เป็นของใคร

34. What do you like? คุณชอบอะไร / I like playing tennis, reading and listening to music. ฉันชอบเล่นเทนนิส, อ่านหนังสือ และฟังเพลง

35. What does he look like? เขามีลักษณะเป็นยังไง / He’s tall and slim. เขาสูงและผอม

36. What would you like? คุณชอบอะไร

37. What is it like? มันมีลักษณะเป็นอย่างไร

38. What’s the weather like? อากาศเป็นอย่างไร / It’s raining at the moment. ตอนนี้ฝนกำลังตก

39. Would you like some coffee / tea / food? คุณจะรับกาแฟ / ชา / อาหาร บ้างไหม

40. Would you like something to drink / eat? จะรับอะไรดื่ม / ทานอะไรไหม

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: lifestyle.campus-star.com

ปริศนาคำทาย Game : What am I ? Guess

วันนี้เรามีเกมสนุกๆที่ช่วยฝึกภาษาอังกฤษ และฝึกการคิดไปพร้อมๆกัน จะสนุกขนาดไหนไปดูกันเลย…

กติกาง่ายๆ อ่านประโยคให้เข้าใจและทายว่าฉันป็นสัตว์ชนิดไหน

ปล. ห้ามเปิดดูเฉลยก่อนนะ สู้ๆทุกคน!!

1. A massive plantigrade carnivorous or omnivorous mammals with long shaggy coats and strong claws.

What am I ? Guess

 

2. A very large four-legged animal that has a very long flexible nose called a trunk, large ears, and two ivory tusks, and lives in Africa or India.

What am I ? Guess

 

3. A large kind of ox, especially the Asian and African varieties.

What am I ? Guess

 

4. A desert animal with one or two humps on its back, used for carrying goods and/or people.

What am I ? Guess

 

5. A kind of large, grass-eating animal, the male of which sometimes has antlers a herd of deer.

What am I ? Guess

 

6. A type of reddish-brown wild animal which looks like a dog.

What am I ? Guess

 

7. An African animal with a very long neck, long legs and spots.

What am I ? Guess

 

8. An animal of the type most like man, especially those which are small and have long tails.

What am I ? Guess

 

9. A large African animal with very thick skin living in or near rivers.

What am I ? Guess

 

10. A large four-footed animal which is used to pull carts etc or to carry people etc.

What am I ? Guess

 

11. A type of large Australian animal with very long hind legs and great power of leaping, the female of which carries her young in a pouch on the front of her body.

What am I ? Guess

 

12. A type of Australian tree-climbing animal that looks like a small bear, the female of which carries her baby in a pouch.

What am I ? Guess

 

13. A type of large, flesh-eating animal of the cat family, the male of which has a long, coarse mane.

What am I ? Guess

 

14. A domestic, meat-eating animal related to the wolf and fox.

What am I ? Guess

 

15. A small, four-legged, fur-covered animal often kept as a pet.

What am I ? Guess

16. A large black and white bear-like animal of the raccoon family, which lives in the mountains of China.

What am I ? Guess

 

17. A young dog.

What am I ? Guess

 

18. A type of small long-eared burrowing animal, found living wild in fields or sometimes kept as a pet.

What am I ? Guess

 

19. A small animal with a long tail, like a mouse but larger.

What am I ? Guess

20. A large wild animal of the cat family, with a striped coat.

What am I ? Guess

 

 

 

เฉลย 1. bear – หมี 2. elephant – ช้าง 3. buffalo – ควาย 4. camel – อูฐ

5. deer – กวาง 6. fox – สุนัขจิ้งจอก 7. giraffe – ยีราฟ 8. monkey -ลิง

9. hippopotamus – ฮิปโปโปเตมัส 10. horse – ม้า 11. kangaroo – จิงโจ้

12. koala – หมีโคอาลา 13. lion – สิงโต 14. dog – สุนัข 15. cat – แมว

16. panda – หมีแพนด้า 17. puppy – ลูกสุนัข 18. rabbit – กระต่าย

19. rat – หนู 20. tiger – เสือ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก www.gotoknow.org

หลักการใช้ verb to be

ความหมายของ verb to be

เรามักเข้าใจว่า verb to be อันได้แก่ is, am, are, was, were, be และ been มีความหมายว่า ‘เป็น, อยู่, คือ’ แต่ความจริงแล้ว verb to be มีความหมายมากมายกว่านี้หลายเท่า เพราะความหมายที่แท้จริงของ verb to be ขึ้นอยู่กับโครงสร้างประโยคของ verb to be ซึ่งมีอยู่ 11 โครงสร้างด้วยกัน

ดังนั้น การที่เราจะใช้ verb to be ได้เก่งแบบเจ้าของภาษาจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำ 3 คำ ว่า ‘เป็น, อยู่, คือ’ เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการได้ทราบว่า verb to be มีโครงสร้างประโยคกี่โครงสร้างเป็นสำคัญ แล้วเราก็จะนำ verb to be มาใช้ตามโครงสร้างประโยคเหล่านี้ เราก็จะเก่งภาษาอังกฤษแบบเจ้าของภาษาได้และโครงสร้างประโยคทั้ง 11 โครงสร้างนี้ก็เป็นโครงสร้างที่ใช้บ่อยในภาษาพูดและภาษาเขียน เราจึงจำเป็นต้องทำความรู้จักไว้ทั้ง 11 โครงสร้าง

โครงสร้างประโยคทั้ง 11 โครงสร้างของ verb to be และประโยคตัวอย่าง

โครงสร้างประโยคของ verb to be ซึ่งมีอยู่ 11 โครงสร้างนี้ จะทำให้เราทราบได้ทันทีว่า เวลาเราจะใช้คำกริยา verb to be นั้น จะใช้กันในรูปโครงสร้างประโยคอะไรบ้าง และเมื่อเราได้เห็นประโยคตัวอย่างประกอบด้วย เราก็จะเข้าใจการใช้ verb to be ได้อย่างกระจ่างแจ้งทันที

ความสำคัญของประโยคตัวอย่างของ verb to be

Verb to be เป็นคำกริยาที่ครอบคลุมการใช้ในเกือบทุกสถานการณ์การใช้ Verb to be จีงเป็นคำกริยาสารพัดประโยชน์ที่เจ้าของภาษาทุกคนต้องมีติดไว้ในสมองเสมอ เพราะมีโอกาสที่จะต้องใช้อยู่ตลอดเวลา

ดังนั้น จึงขอให้ท่านผู้อ่านให้ความสนใจกับประโยคตัวอย่างของ verb to be ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นพิเศษ เพราะประโยคตัวอย่างดังกล่าวนี้จะเป็นแนวทางให้ท่านผู้อ่านสามารถนำ verb to be ไปใช้ได้ในเกือบทุกสถานการณ์ของการสื่อสารได้เช่นเดียวกับ
เจ้าของภาษานั่นเอง

1. S + be + adverb

เราสามารถใช้ verb to be กับคำวิเศษณ์ (adverb) ได้ดังต่อไปนี้

–The kids are outside.
ลูกๆอยู่ข้างนอกกัน

–I’ll be there in ten minutes.
ฉันจะออกไปที่นั่นในอีก 10 นาที

–Where are my glasses?
แว่นตาของฉันอยู่ที่ไหน?

–The game was over.
การแข่งขันได้จบลงแล้ว

–The power is out.
ไฟฟ้าดับ

–TV is still on.
โทรทัศน์ยังคงเปิดอยู่

–All prices are up.
ราคาสินค้าทั้งหมดสูงขึ้น

–You walk a lonely road. Oh! How far you are from home.
เธอเดินบนเส้นทางสายเปลี่ยว โอ้…เธอช่างมาไกลจากบ้านเสียเหลือเกิน
(Enya, May It Be)

 

2. S + be + adjective

เราสามารถใช้ verb to be กับคำคุณศัพท์ (adjective) ได้ดังต่อไปนี้

–I’m done.
ผมทำเสร็จแล้ว/ใช้เสร็จแล้ว

–I’m frightened.
ดิฉันกลัว

–My hair is dry.
ผมของฉันแห้งกรอบ

–She was born pretty.
เจ้าหล่อนเกิดมาสวย

–The baby is sound asleep.
ทารกกำลังหลับอยู่

–Maybe the network is down.
บางทีเครือข่ายอาจจะล่มก็ได้

–I’m so sorry. I didn’t mean to annoy you.
ผมขอโทษ ผมมิได้มีเจตนาจะทำให้คุณรำคาญ

–The battery is flat.
ถ่านก้อนนี้ไม่มีไฟแล้ว

–I have been a little busy.
ฉันกำลังยุ่งอยู่ค่ะ

–My class/working day was over.
ชั่วโมงเรียน/วันทำงานของฉันได้เลิกลงแล้ว

–I am broke.
ฉันถังแตก

–Our rent will be due tomorrow.
ค่าเช่าของเราจะถึงกำหนดต้องจ่ายวันพรุ่งนี้

–Are you afraid of the dark?
เธอกลัวความมืดไหม?

–He is good, but not that good.
เขาเก่ง แต่ไม่ได้เก่งมากมายอย่างที่เขาพยายามจะแสดงให้เราเห็นหรอก

–I’m sleepy. I’m going to go to bed.
ฉันง่วงนอนแล้ว ฉันตั้งใจว่าจะไปนอนแล้วล่ะ

–Be quick/quiet.
เร็วหน่อย/เงียบหน่อย

–Don’t be afraid.
อย่ากลัวไปหน่อยเลย

–Don’t be so negative, be positive.
อย่ามองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป จงมองโลกในแง่ดี

–Remember, be polite to our customers.
จำไว้…จงสุภาพต่อลูกค้าของเรา

A: Is tomorrow all right for you?
พรุ่งนี้จะสะดวกสำหรับคุณไหม?
B: Tomorrow is fine.
ตกลง…พรุ่งนี้ก็สะดวกดีนะ

A: What is so funny?
ขำอะไรรึ?
B: The news that is.
ขำเนื้อหาของข่าวนั่นล่ะ

A: What is on?
รายการอะไรน่ะ…บนหน้าจอทีวี?
B: A horror movie.
หนังสยองขวัญจ้ะ

A: Are you online?
กำลังท่องโลกอินเตอร์เน็ทอยู่รึเปล่า?
B: Yes, I am.
กำลังท่องอยู่จ๊ะ
A: Well, may you check this for me?
ดีเลย…งั้นช่วยตรวจสอบสิ่งนี้ดูให้หน่อยได้ไหม?

 

3. S + be + preposition + noun/pronoun

เราสามารถใช้ verb to be กับ preposition + noun/pronoun (บุพบทวลี) ได้ดังต่อไปนี้

–Those birds were from Brazil.
นกเหล่านั้นมีถิ่นกำเนิดที่ประเทศบราซิล

–He is from an insurance company.
เขาเป็นคนของบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง

–I am at the breakfast table.
ฉันทานอาหารเช้าอยู่ที่โต๊ะอาหาร

–They were on their way to the north.
พวกเขาอยู่บนเส้นทางที่มุ่งสู่ทิศเหนือ

–The deadline is on Monday.
เส้นตายคือวันจันทร์

–The sale date is from July 28th to August 5th.
วันลดราคาเริ่มจาก 28 กรกฎาคมถึง 5 สิงหาคม

–He is at work.
เขากำลังทำงานอยู่
–I am with you.
ผมอยู่กับคุณแล้ว/ผมฟังคุณอยู่

–I’m in my casual clothes.
ฉันสวมใส่เสื้อผู้ชุดลำลอง

–This month I’m on night shift.
เดือนนี้ฉันทำงานกะกลางคืน

–I’ll be off duty in 30 minutes.
ฉันจะเลิกงานในอีก 30 นาที

–Tell him I am on the other line.
บอกเขาไปว่าฉันติดสายอื่นอยู่

–Miniskirt is always in fashion.
กระโปรงสั้นมักอยู่ในสมัยนิยมเสมอ

–Who will be behind the wheel?
ใครจะเป็นคนขับรถ?

–These letters are for her.
จดหมายเหล่านั้นสำหรับเจ้าหล่อน

–This fork is for being used with the spoon like this.
ส้อมนี้สำหรับใช้กับช้อนแบบนี้

A: What are you doing?
กำลังทำอะไรอยู่น่ะ?
B: I’m being on Twitter/the internet.
ฉันกำลังเล่น Twitter/internet อยู่

 

4. S + be + adverbial phrase of distance

เราสามารถใช้ verb to be กับ adverbial phrase of distance (วิเศษณ์วลีแสดงระยะทาง) ได้ดังต่อไปนี้

–The hospital is 3 blocks ahead.
โรงพยาบาลอยู่ 3 ช่วงตึกข้างหน้า
–The bank is two-bus stop away.
ธนาคารอยู่ห่างออกไป 2 ป้ายรถเมล์

–The National Park is about 5 kilometres away.
วนอุทยานแห่งชาติอยู่ห่างออกไปประมาณ 5 กิโลเมตร

–My friends are many kilometres away.
เพื่อนๆของฉันอยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร

 

5. S + be + adverb of time/duration

เราสามารถใช้ verb to be กับ adverb of time/duration (วิเศษณ์แสดงเวลา/ระยะเวลา) ได้ดังต่อไปนี้

–The appointment is this week.
การนัดหมายมีกำหนดสัปดาห์นี้

–The departure time was 11.00 o’clock.
กำหนดเวลาออกเดินทางคือ 11 โมงเช้า

–The second place was 6 seconds behind.
ตำแหน่งที่ 2 ตามหลังอยู่ 6 วินาที

–The TV programme is yesterday evening, not this evening.
รายการโทรทัศน์ที่เธอจะดูมีเมื่อวานตอนค่ำ ไม่ใช่ค่ำนี้

 

6. S + be + to-infinitive 

เราสามารถใช้ verb to be กับ to-infinitive ในกรณีดังต่อไปนี้

6.1 ใช้ S + be + to-infinitive เพื่อแสดงถึงกำหนดการแบบ
เป็นทางการ

–The meeting is to be on Friday next week.
การประชุมมีกำหนดวันศุกร์อาทิตย์หน้า

6.2 ใช้ S + be + to-infinitive เพื่อออกคำสั่ง

–You both are to keep quiet.
เธอทั้งคู่ต้องเงียบเสียงนะ

 

7. S + be + noun/pronoun

เราสามารถใช้ verb to be กับ noun/pronoun ได้ดังต่อไปนี้

–Don’t be a jaywalker.
อย่าเป็นคนไม่ข้ามถนนในทางข้าม

–This ruler is mine, not yours.
ไม้บรรทัดนี้เป็นของฉัน…ไม่ใช่ของเธอ

–I am a teacher.
ฉันมีอาชีพเป็นครู

–I am Wongkot.
ผมชื่อวงกต

–You are sixteen now.
ลูกมีอายุสิบหกปีแล้วนะ

–What is date today?
วันนี้เป็นวันที่เท่าใด?

–This clock is one thousand baht.
นาฬิกาเรือนนี้ราคาหนึ่งพันบาท

–I’m ten thousand baht in debt(เด็ท) to my sister.
ผมเป็นหนี้น้องสาวผมอยู่ 10,000 บาท

–The mobile phone is two times smaller in size.
มือถือมีขนาดเล็กลง 2 เท่า

–What (price) is this T-shirt?
เสื้อยืดตัวนี้ราคาเท่าไหร่?

–This movie is my favorite.
หนังเรื่องนี้คือเรื่องโปรดของฉัน

–The power was failure. I can’t see to read.
ไฟฟ้าดับ ฉันไม่สามารถเห็นเพื่ออ่านได้

–The sufficiency way of life is alternative of our time.
วิถีชีวิตแบบพอเพียงคือทางเลือกในยุคสมัยของเรา

A: Are you a coffee drinker?
คุณเป็นคนชอบดื่มกาแฟรึเปล่า?
B: Yes, I am.
เป็นครับ

A: You are very Thai.
คุณเป็นคนไทยขนานแท้
B: How do you know that?
คุณรู้ได้อย่างไร?

A: What is your name?
เธอชื่ออะไรน่ะ?
B: Eric. My name is Eric.
เอริค…ชื่อของฉันคือเอริค

A: Is she Miss Right?
เจ้าหล่อนเป็นคนที่ใช่รึเปล่า? (= เจ้าหล่อนใช่ผู้หญิงในฝันของเกลอรึเปล่า?)
B: No, she isn’t. She is Miss Wrong.
ไม่ใช่…เจ้าหล่อนไม่ใช่ เจ้าหล่อนเป็นคนที่ไม่ใช่สำหรับกัน

 

8. S + be + adjective + to-infinitive

โครงสร้างประโยค S + be + adjective นั้น ถ้าเราต้องการนำเอา to-infinitive มาขยายความ adjective เราก็สามารถทำได้ทันที ดังต่อไปนี้

–I’m glad to see you.
ผมยินดีที่ได้พบคุณ

–Are you ready to order?
ท่านพร้อมที่จะสิ่งอาหารรึยังครับ?

–This equation is not easy to solve.
สมการนี้ไม่ง่ายที่จะแก้

–I’m pleased to inform you that you get promoted.
ผมยินดีที่จะแจ้งให้คุณทราบว่าคุณได้รับการเลื่อนขั้น

–She wasn’t afraid to do a bungee jump.
เจ้าหล่อนไม่กลัวที่จะเล่นบันจีจั๊มพ์

–We’re sorry to learn that your car was stolen.
เรารู้สึกเสียใจที่ได้ทราบข่าวว่ารถของคุณถูกขโมยไป

–He is certain to win the contest.
เขาต้องชนะการแข่งขันอย่างแน่นอน

–This TV programme is interesting to watch.
รายการโทรทัศน์รายการนี้น่าสนใจที่จะดู

–This phone is too expensive to buy.
โทรศัพท์นี้แพงเกินไปที่จะซื้อ

 

9. S + be + adjective + present participle (v-ing)

ตามปกติโครงสร้างประโยค S + be + adjective นั้น มักใช้ to-infinitive มาขยายความ adjective ดังข้อ 8 ข้างต้น ส่วนการนำเอา present participle (v-ing) มาขยายความนั้นก็สามารถทำได้ แต่ไม่ค่อยนิยมกัน

อย่างไรก็ตาม มี adjective อยู่ 2 คำที่นิยมใช้ present participle (v-ing) มาขยายความ นั่นคือ busy และ worth ดังประโยคตัวอย่างต่อไปนี้

–He is busy doing his homework.
เขายุ่งอยู่กับการกำลังทำการบ้าน

–This website is worth surfing.
เว็บไซต์นี่ดีพอที่จะเข้ามาเยี่ยมชม

 

10. S + be + that clause/question-word clause

เราสามารถใช้ verb to be กับ that clause/question-word clause ได้ดังต่อไปนี้

–The trouble is that she is my boss’s daughter.
ปัญหาก็คือหล่อนเป็นลูกสาวเจ้านายของกันเอง

–He is not what you might think.
เขาไม่ใช่คนอย่างที่คุณอาจจะคิดว่าเขาเป็น

that she is my boss’s daughter และ what you might think ข้างต้น ก็
คือ that clause และ question-word clause ตามลำดับ

และ that clause และ question-word clause (wh-clause) ก็คือ noun
clause ซึ่ง noun clause ก็ทำหน้าที่เป็น ‘คำนาม’ นั่นเอง

ดังนั้น that she is my boss’s daughter และ what you might think ข้าง
ต้น จึงหน้าที่เป็น ‘คำนาม’ ด้วยเช่นกัน

อนึ่ง การทำให้ประโยคทั้งประโยคกลายเป็นเพียงคำนามคำหนึ่งโดยการเติม that
หรือ question word เข้าไปข้างหน้านี้ ถือว่าเป็นวิธีการทางภาษาที่ชาญฉลาด เพราะ
ทำให้เราสามารถนำประโยคทั้งประโยคซึ่งได้กลายเป็นคำนามไปแล้วนี้ ไปทำหน้าที่ต่างๆ
ได้อย่างสะดวก เช่น การใช้กับ verb to be ดัง 2 ประโยคตัวอย่างข้างต้น เป็นต้น

ผู้เขียนขอยกประโยคตัวอย่างอื่นๆของการใช้ that clause และ question-word
clause กับ verb to be เพิ่มเติมให้อีก เพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจการใช้นี้ได้อย่างกระจ่าง
แจ้งหมดสิ้นข้อสงสัยใดๆ ดังนี้

A: You got me wrong.
คุณเข้าใจผมผิด
B: What is that I got you wrong?
อะไรล่ะที่ฉันเข้าใจคุณผิด?

–The fact is that the rumor has already spread.
ข้อเท็จจริงก็คือข่าวลือได้แพร่กระจายออกไปแล้ว

–The problem is who will drive.
ปัญหาก็คือใครจะเป็นคนขับ

–That is why I love her.
นั่นคือสาเหตุที่ทำไมผมจึงรักเจ้าหล่อน

–The big surprise was when she won the trophy.
ความประหลาดใจเป็นอย่างมากก็คือตอนที่เจ้าหล่อนชนะได้ถ้วยรางวัล

–The question is how it happened.
คำถามก็คือมันเกิดขึ้นได้อย่างไร

–The keys are not where they are.
กุญแจไม่ได้อยู่ในที่ที่มันอยู่

 

11. S + be + adjective + that clause/question-word clause

โครงสร้างประโยค S + be + adjective นั้น ถ้าเราต้องการนำเอา that clause หรือ question-word clause มาขยายความ adjective เราก็สามารถทำได้ ดังประโยคตัวอย่างต่อไปนี้

–I’m so thankful that you are with me.
ดิฉันดีใจที่คุณมาอยู่กับดิฉัน

–She’s so pleased that you sent her some flowers.
เจ้าหล่อนยินดีและมีความสุขมากที่คุณส่งดอกไม้ไปให้

–Are you sure that you have locked the car door?
คุณแน่ใจนะว่าคุณล็อคประตูรถแล้ว?

–I’m not clear how this machine works.
ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าเครื่องจักรนี้มีหลักการในการทำงานอย่างไร

–I’m not clear whether she will confirm that.
ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าเจ้าหล่อนจะยืนยันสิ่งนั้นหรือไม่

–I’m not sure whether I will buy it or not.
ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าผมจะซื้อมันหรือไม่

ขอให้ท่านผู้อ่านอ่านบทความนี้หลายๆเที่ยวเพื่อให้ประโยคตัวอย่างต่างๆของ verb to be ซึบซับเข้าไปในหัวสมองของเรา แล้วเราก็จะมีเครื่องมือพิเศษที่จะนำไปใช้ในการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติได้ในแทบจะทุกๆสถานการณ์การใช้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก www.englishtrick.com

จะท้อแท้…หรือหมดหวัง กำลังใจมีให้เสมอ ประโยค วลีให้ “กำลังใจ” ภาษาอังกฤษ

“การให้กำลังใจ” เป็นการแสดงความรู้สึกดีดีกับคนที่เรารัก เมื่อใครซักคนรู้สึกท้อแท้ หมดหวัง หรือสิ้นกำลังใจ บางครั้งคำพูดของเราอาจจะช่วยให้พวกเค้ามีแรงฮึดสู้! ขึ้นมาอีกครั้งก็ได้ วันนี้เราจึงมีประโยค หรือวลีภาษาอังกฤษสั้นๆ ไว้ใช้เมื่อเราอยากปลอบใจ หรือให้กำลังใจมาฝากกัน จะน่าสนใจแค่ไหน ตามไปดูกันเลย

 

Be strong!    เข้มแข็งไว้นะ

 

Cheer up!    ร่าเริงหน่อยสิ

 

Chill out!    ใจเย็นๆ นะ

 

Don’t discourage.    อย่าเพิ่งท้อแท้ไปเลย

 

Don’t feel so bad.    อย่ารู้สึกแย่ไปเลย

 

Don’t think too much.    อย่าคิดมากเลยน่า

 

Don’t worry about it.    อย่ากังวลใจไปเลย

 

I feel for you.    ฉันเห็นใจเธอนะ

 

I’ ll encourage you.    ฉันจะเป็นกำลังใจให้นะ

 

It can’t be that bad.    มันไม่ได้แย่ขนาดนั้นมั้ง

 

Pull yourself together.    ทำตัวให้สดชื่นหน่อย

 

Snap yourself out of it.    ลืมมันไป  ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ

 

Look on the bright side.    มองโลกในแง่ดีบ้างเถอะ

 

It’s could happen to anyone.    เรื่องแบบนี้อาจเกิดกับใครก็ได้

 

I hope you get well soon.    หวังว่าคุณคงจะหายดีเร็วๆ นี้นะ

 

I hope you get better soon.    หวังว่าคุณคงจะดีขึ้นเร็วๆ นี้นะ

 

keep fighting  สู้เค้า

 

fight on  สู้ต่อไป (ทาเคชิ)

 

keep going  ก้าวต่อไป

 

hang in there  สู้ๆ อย่าหยุด

 

hang on / hang on there  สู้ดิเฮ้ย

 

don’t give up  อย่ายอมแพ้

 

don’t get discouraged  อย่างเพิ่งหมดกำลังใจ

 

it’s gonna be ok  เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเอง

 

You’ll get through this  เดี๋ยวเธอก็ผ่านมันไปได้นะจ๊ะ

 

I’m always here for you   ฉันอยู่ข้างเธอเสมอนะ

 

smile on chin up  ยิ้ม เริ่ด เชิด จบ

 

You can do it  เธอทำได้แน่

 

May the force be with you  ขอให้พลังจงสถิตอยู่กับคุณ

เวลาให้กำลังใจคนอื่นเป็นภาษาอังกฤษ คนไทยส่วนใหญ่ชอบใช้คำว่า “fighting!!” แต่จริงๆ แล้วมันผิด มันแปลว่า “กำลังสู้กับอะไรซักอย่าง” ซึ่งคนละเรื่องกับการให้กำลังใจเลยนะ นอกจากคำด้านบนแล้ว ยังมีประโยคอีกมากมายให้กำลังใจพูดได้หลายแบบ ไปดูกันเลย

 

Don’t worry, be happy !  แปลว่า อย่ากังวัลไปเลย จงมีความสุขซะนะ

 

Cheer up! It’s not that bad! หรือ Come on, it isn’t that bad.  แปลว่า ร่าเริงหน่อย มันไม่ได้แย่หรอกนะ

 

Come on, just look on the bright side, you could have  แปลว่า ไม่เอาน่า มองไปยังด้านดีๆ ที่คุณมีซิ

 

Every cloud has a silver lining.  แปลว่า หลังก้อนเมฆมีแสงสว่างเรืองรองอยู่เสมอ หรือก็คือ ย่อมมีสิ่งดีๆ ตามหลังจากสิ่งที่ไม่ดีเสมอ

 

Nothing lasts forever.  แปลว่า ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืนหรอก (อย่าเสียใจไปเลยนะ)

 

There are plenty more fish in the sea.  แปลว่า ยังมีปลาอีกมากมายในท้องทะเล ใช้ปลอบเพื่อนเวลาอกหัก ว่ายังมีคนดีๆ รออยู่อีกเยอะ อย่าเสียใจไปเลย

 

Get over it!  แปลว่า อย่าไปคิดถึงมันเลย (ไปทำอย่างอื่นดีกว่า)

 

Just count your blessings.  แปลว่า ลองนับสิ่งดีๆ ที่คุณมีสิ (อย่าไปคิดมากกับเรื่องที่ไม่ดีเลย)

 

There’s a light at the end of the tunnel.  แปลว่า มีแสงสว่างอยู่ที่ปลายอุโมงเสมอ (ความหวังไม่เคยหมดไปหรอกนะ)

 

It’s not the end of the world.  แปลว่า มันไม่ใช่จุบจบของโลกหรอกนะ (อย่าคิดมากไปเลย)

 

Keep on fighting. / Never give up. / Fight on.  แปลว่า สู้ๆ นะจ๊ะ

 

I’m behind you all the way. / I’m right behind you.  แปลว่า ฉันจะอยู่ข้างหลังคุณตลอดทั้งเส้นทาง (จะคอยเป็นกำลังใจให้คุณนั่นเอง)

 

You have my full support. / You have my backing.  แปลว่า คุณมีแรงสนับสนุนของฉันอย่างเต็มกำลังเลย

 

Keep going, I’ll support you.  แปลว่า ทำต่อไปนะ ฉันจะสนับสนุนคุณ

 

Keep going, I’ll cheer you up.  แปลว่า สู้ต่อไปนะ ฉันให้กำลังใจคุณอยู่

 

www.natui.com.au

การใช้ Take (เทค)

Take (เทค) โดยสาร,นั่ง(ยานพาหนะ) , นั่ง(ที่นั่ง), ทำกิจกรรม( การกระทำ)

Take a taxi (เทค เออะ แทค ซิ)

Take + ยานพาหนะ เช่น รถแท็กซี่ ระประจำทาง รถไฟฟ้า ฯลฯ หมายถึง โดยสาร ,นั่ง

ex. Why don’t you take a taxi ?    ทำไมคุณไม่นั่งรถแท๊กซี่ล่ะ

—————————————————————————————

Take a seat (เทค เออะ ซีท)

นั่งลง เข้าประจำที่นั่งเมื่อต้องการบอกให้อีกฝ่ายเข้าประจำที่นั่งหรือนั่งลง

คำนามที่ใช้ร่วมกับ Take  คือ Seat ซึ่งมีความหมายเหมือน Sit

ex. Please take a seat. กรุณานั่งลง

—————————————————————————————

Take a shower (เทค เออะ ชาว เออะ)

อาบน้ำฝักบัว

Take a shower คือการอาบน้ำด้วยฝักบัว ส่วนการอาบน้ำทั่วไปหรืออ่างอาบน้ำใช้ take a bath

ex. I’am taking a shower.     ฉันกำลังอาบน้ำฝักบัว

——————————————————————————————

– Could you take this letter to Tony, please?
คุณช่วยนำ(take)จดหมายนี้(ไป)ให้โทนี่หน่อยได้ไหม

และผู้เรียนภาษาอังกฤษ ยังสามารถใช้ take ในความหมาย to accept / have

– Do they take credit cards here?
ที่นี่รับ(take)บัตรเครดิตหรือเปล่า

– Do you take milk in your coffee?
คุณใส่(take)นมในกาแฟไหม

ตัวอย่างสำนวนที่ใช้ take

take advantage เอาเปรียบ

take advice รับเอาคำแนะนำ (จากผู้อื่น)

take (something) apart แตก / แบ่งแยก

take back เอากลับมา / เอาคืน / ยอมรับผิด

take the blame ยอมรับการตำหนิ

take a break พัก / เว้นระยะ

take care เอาใจใส่

take care of เอาใจใส่

take a chance ฉวยโอกาส / ใช้โอกาส

take a course ลงเรียน (วิชาหรือหลักสูตร)

take it easy ไม่ต้องรีบร้อน / อย่าเคร่งเครียด

take effect ส่งผลกระทบ

take an injection ฉีดยา

take into consideration นำไปพิจารณา

take it or leave it รับหรือไม่รับ (ข้อเสนอ)

take lessons เป็นบทเรียน / ใช้เวลาเรียน

take liberties ใช้เสรีภาพ

take a look (at) มองดู

take medicine กินยา

take  a nap งีบหลับ

take notes จดข้อความ

take off ออกไป

take (something ) off ถอดออก

take the opportunity คว้าโอกาส

take (somebody / something) out นำไปยัง

take over เข้าครอบครอง

take part เข้าร่วม

take a leak ไปปัสสาวะ

take personal offense รู้สึกไม่ดี / ไม่สบายใจ

take place เกิดขึ้น

take pride รู้สึกภูมิใจ

take the responsibility รับผิดชอบ

take a rest พักผ่อน

take a shower อาบน้ำ

take steps กระทำ / ดำเนินการ

take a taxi นั่งรถแท๊กซี่

take the temperature วัดอุณหภูมิ

take a test เข้าทดสอบ

It takes time ใช้เวลา

take one’s time ใช้เวลา / เสียเวลาของคนใดคนหนึ่ง

take a trip เดินทาง

take up something สนใจ / เริ่ม / เข้าประจำที่

take a walk เดินเล่น

take your time ใช้เวลาของคุณให้เต็มที่

 

ขอขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Tanamorn.com