อันตรายจากแท๊ปเล็ต ทีวี ทำให้ลูกเป็นออทิสติก และพัฒนาการล่าช้า !!!

อันตรายเป็นที่สุดค่ะ !!!

ลูกไม่พูด พูดช้า สื่อสารไม่ได้ ร้องเพลง ABC ได้ ท่อง ก.ไก่ ได้ค่ะ

ลูกไม่สบตา เรียกไม่หัน เดินเขย่งเท้า กระโดด วิ่งไปมาตลอดเวลา หน้าเดียว สื่อสารไม่ได้

จากข้อมูลต่างๆที่ทางบ้านให้มา หลายๆบ้านเข้าใจผิด คิดว่าน้องดูยูทูปแล้วดี เด็กๆชอบ นั่งดูอารมณ์ดี

      หลายๆเคสที่มาปรึกษาครูและเข้ามารับการกระตุ้นพัฒนาการ

สาเหตุใหญ่ เกิดจากการดูยูทุปตั้งแต่เล็กๆ อายุไม่กี่เดือนก็ดู และใช้เวลานานมากต่อวัน เด็กบางคนถึงขั้นเข้าสู่ภาวะออทิสติก !

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายุคนี้เป็นยุคของโซเชียลเน็ตเวิร์ค เดินไปทางไหน นั่งที่ไหนก็เห็นคนนั่งก้มหน้าใช้โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตกันทั้งนั้น ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ เด็กอายุน้อยๆ บางคน ก็นั่งดูแท็บเล็ตกันแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ให้ความบรรเทิงทั้งพ่อแม่และลูกแล้วมันจะมีข้อเสียอย่างไรมาดูกันค่ะ

5 ข้อเสีย หากลูกติดแท็บเล็ต ติดมือถือ

1.ร่างกายไม่พัฒนาตามวัย:

ถ้าลูกติดแท็บเล็ตลูกจะนั่งดูนิ่งๆในท่าเดิมไม่รู้จักเมื่อยหรือขยับไปทำกิจกรรมอื่นๆเลย ซึ่งเด็กวัย 1-5 ขวบเป็นวัยที่ต้องอยู่ไม่นิ่ง แขนขาจะขยับสำรวจโลกตลอดเวลาแต่ถ้าต้องมานั่งดูแท็บเล็ต จะมีปัญหาเรื่องการเจริญเติบโตของร่างกายแน่นอน เช่น ร่างกายไม่แข็งแรง เคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่ว เหนื่อยง่าย ป่วยบ่อยเป็นต้น ดังนั้นไม่ควรให้ลูกนั่งหน้าจอดูทีวีหรือแท็บเล็ต ควรพาลูกทำกิจกรรมอื่นๆจะดีกว่าค่ะ

2.ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หงุดหงิดง่าย:

เด็กที่ติดทีวี หรือ แท็บเล็ตจะมีอาการรอไม่ได้ ทนไม่ไหว ใจร้อน ควบคุมตัวเองไม่อยู่ หุนหันพลันแล่น เป็นเด็กขี้หงุดหงิด ก้าวร้าว เพราะหน้าจอที่ลูกดูบ่อยๆเคลื่อนไหวรวดเร็ว เป็นดังใจตามที่ลูกต้องการ จึงทำให้ลูกเป็นเด็กไม่มีความอดทน รอคอยไม่เป็นนั่นเองค่ะ

3.เข้าสังคมปกติได้ยาก:

ถ้าลูกติดอินเตอร์เน็ตมากๆจะทำให้เข้าสังคมไม่ได้ เพราะไม่ค่อยได้พบเจอเพื่อนบ้าน ไม่มีเพื่อนในหมู่บ้าน ทำให้ขาดการปรับตัวเมื่อต้องเข้าสู่สังคม ปรับตัวเข้าหาผู้ใหญ่ไม่เป็น การใช้ชีวิตพื้นฐานในการอยู่ในสังคมก็จะแย่ลง และอยู่กับคนอื่นไม่ได้ในที่สุดค่ะ

4.อาจทำให้เป็นเด็กอ้วน:

เด็กที่ติดทีวีหรือแท็บเล็ตมักจะอ้วนเกินไป เวลาจะกินข้าวก็จะนั่งดูแท็บเล็ตหรือทีวีไปด้วย จึงทำให้การกินอาหารเพลิดเพลินกินไปได้เรื่อยๆ มีพ่อแม่คอยป้อนให้กิน หรือเด็กบางคนก็ไม่ยอมนั่งกินข้าวดีๆ จะกินแต่ขนมที่กินได้ง่ายๆไม่เสียเวลาในการดู สิ่งเหล่านี้จึงทำให้เด็กอ้วนเกินไปนั่นเองค่ะ

5.ขาดสมาธิ:

เด็กจะไม่มีใจจดจ่อกับกิจกรรมอะไรเลย ที่ต้องใช้สมาธิหรือสมองในการแก้ปัญหา เพราะเคยเจอแต่หน้าจอที่แสดงสีสันสดใส เคลื่อนไหวได้รวดเร็วทันใจ ถ้าต้องทำกิจกรรมที่ต้องใช้เวลาคิดเด็กจะทำไมได้ และจะหงุดหงิดง่ายอีกด้วย

การใช้อุปกรณ์เหล่านี้กับลูกมีทั้งข้อดีและข้อเสีย พ่อแม่ที่จำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านี้กับลูกควรจะจำกัดเวลาการเล่นของลูกให้เล่นได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน และต้องใช้กับเด็กที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 3 ปีขึ้นไป หรือ ควรจะนั่งเล่นนั่งดูด้วย สอน และชวนพูดคุยกันไปด้วย ให้ลูกได้สื่อสาร โต้ตอบ ได้ทำกิจกรรมอื่นๆร่วมกันกับครอบครัวและคนในสังคม จึงจะเป็นสิ่งที่ดีต่ออนาคตของเด็กมากกว่าค่ะ

สิ่งที่เด็กควรได้ทำและเรียนรู้

เด็กๆตั้งแต่วัยแรกเกิดจนโตจะเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 7 โดยร่างกายเมื่อได้รับข้อมูลจากสิ่งต่างๆรอบตัว ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 7 ด้าน ก็จะส่งข้อมูลผ่านไปยังสมอง เพื่อประมวลผลและตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆที่ต้องเผชิญ เราเรียกสิ่งนี้ว่า บูรณาการประสาทสัมผัสทั้ง 7 ร่างกายจะจดจำสิ่งเหล่านี้ เพื่อสร้างเป็น ประสบการณ์ในการเรียนรู้ ประสบการณ์เหล่านี้เองที่จะหล่อหลอมเด็ก และทำให้เค้าสร้างตัวตันของเค้าขึ้นมา ทั้งในด้าน พฤติกรรม กระบวนการรู้คิด สติปัญญา การตอบสนองต่อสถานการณ์รอบตัว

     ประสาทสัมผัสทั้ง 7   สัมผัสเหล่านี้ เป็นพื้นฐานสำคัญ ของ การเรียนรู้ของเด็กทั้งหมด ทั้งในด้านร่างกายและสมอง ให้เค้าเติบโตขึ้นไป ประสาทสัมผัสทั้ง 7 ดังกล่าว ประกอบด้วย

  1. การมองเห็น เป็นการใช้สายตาตรวจจับภาพการสะท้อนแสงจากวัตถุที่มองเห็น การรับรู้ทางสายตานั้นสำคัญมากต่อการเรียนรู้ของเด็ก เช่น การอ่าน การเขียน การนับจำนวน ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลต่อการประสบความสำเร็จในชีวิต เด็กในวัย 2-3 ขวบ เป็นช่วงวัยที่รู้จักสีต่างๆ เพิ่มมากขึ้น สนใจวาดรูปและดูรูปภาพ เล่นต่อบล็อกไม้ โยนรับลูกบอลไปมาเป็น
  2. การฟัง คือความสามารถในการรับรู้เสียงผ่านการสั่นสะเทือน ในช่วง 3 ปีแรกเด็กจะฟังเสียงและเรียนรู้ที่จะพัฒนาเสียงของตัวเองตามที่ได้ยินจากพ่อแม่ ทักษะด้านนี้จะเห็นผลดีที่สุดเมื่อเด็กมีปฏิสัมพันธ์กับคุณพ่อคุณแม่ ไม่ใช่กับโทรทัศน์ กิจกรรมที่พ่อแม่ทำร่วมกับลูกเพื่อพัฒนาทักษะด้านนี้ได้แก่ ฟังเสียงดนตรี ร้องเพลง หรือเล่านิทานให้ลูกฟัง
  3. การสัมผัส เด็กๆสามารถรับรู้ระบบการสัมผัสบนร่างกายผ่านมือ เท้า ผิวหนัง รวมทั้งเรียนรู้และตีความหมายของสิ่งต่างๆผ่านการสัมผัส การรับสัมผัสจะมีผลต่อความสุข ความตื่นเต้น และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสื่อสาร ตลอดจนความรู้สึกปลอดภัยของเด็กเองด้วย กิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสด้านนี้ เช่น ให้ลูกปั้นดินน้ำมัน เล่นทราย ฯลฯ เพื่อแยกความแตกต่างของผิวสัมผัสแต่ละชนิดที่มีความแตกต่างกัน
  4. การรับกลิ่น เป็นความสามารถในการรับรู้โมเลกุลสารระเหยในอากาศผ่านตัวรับกลิ่นภายในจมูก ในช่วง 6 เดือนแรก พัฒนาการด้านการรับกลิ่นของเด็กจะเป็นไปอย่างรวดเร็วและจะพัฒนาอย่างเต็มที่ในช่วงอายุ 3-6 ขวบ การกระตุ้นประสาทสัมผัสด้านนี้ช่วยสร้างความทรงจำให้เด็ก เช่น กลิ่นของผิวกายแม่ตอนกอดลูก นอกจากนี้ ยังส่งต่อความสุขให้ลูก และช่วยแยกแยะระหว่างอันตรายและปลอดภัยได้เป็นอย่างดี กิจกรรมที่พ่อแม่เสริมทักษะให้ลูกด้านนี้คือการให้ลูกปิดตาและดมกลิ่นต่างๆ เช่น ผลไม้ที่เคยทาน หรือการดมกลิ่นของดอกไม้ เป็นต้น
  5. การรับรส ปกติแล้วปุ่มการรับรู้รสชาติบริเวณลิ้นของคนเราสามารถรับรู้ได้ 5 รส คือ หวาน เค็ม เปรี้ยว ขม และรสกลมกล่อม รสชาติที่เด็กๆ สามารถรับรู้ได้ก่อนรสอื่นๆ คือ รสหวาน การรับรู้รสมีผลต่อความสุขและคุณภาพชีวิต คุณพ่อคุณแม่ช่วยกระตุ้นให้ลูกได้โดยให้ทดลองชิม น้ำตาล เกลือ มะนาว และพูดคุยกันถึงรสชาติของอาหารนั้นๆ
  6. การรับรู้ส่วนต่างๆของร่างกาย ผ่าน กล้ามเนื้อ เอ็นและข้อต่อ หรือเราเรียกว่า ประสาทสัมผัสการเคลื่อนไหว ระบบนี้จะช่วยให้เด็กสามารถรับรู้ถึงตำแหน่งของส่วนต่างๆ บนร่างกายได้อัตโนมัติ ทำให้จดจำท่าทางของแขน ขา โดยไม่ต้องอาศัยการมอง และสามารถรับรู้ถึงบริเวณกล้ามเนื้อ ข้อต่อ เอ็น เช่น การหลับตาปรบมือ หรือการกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง การขึ้นบันไดโดยไม่ต้องมอง เป็นต้น ประสาทสัมผัสด้านนี้สำคัญมากเพราะทำให้เด็กสามารถควบคุมและวางแผนกิจกรรมการเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่น กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมลูกได้ เช่น การเล่นแซนด์วิชโดยใช้หมอนนุ่มๆ หนีบลูกเอาไว้สองด้าน หรือ การฝึกให้ลูกตอกไข่ใส่ชาม
  7. การทรงตัว เด็กๆจะรับรู้ตำแหน่งของศีรษะจรดเท้าผ่านแรงโน้มถ่วงของโลก หรือที่เรียกว่า การรักษาสมดุลในตัวเอง เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยประสานการเคลื่อนไหวของตาและศีรษะ กิจกรรมที่ดีต้องใช้การเคลื่อนไหวต่าง รวมถึงการกระโดด ปีน ป่าย โดยที่เท้าไม่อยู่ติดพื้น ระบบนี้นอกจากส่งผลต่อความสามารถในการเคลื่อนไหวทรงตัวแล้ว ยังมีผลต่อความสามารถด้านภาษาของเด็กอีกด้วย

การบูรณาการประสาทสัมผัสทั้ง 7 เป็นสิ่งจำเป็น ที่พ่อแม่ควรฝึกฝนให้แก่ลูกน้อย ตามวัยที่เหมาะสมสำหรับเค้า โดยเฉพาะในช่วงอายุ 2-6 ขวบ ซึ่งเราเรียกว่าเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสของลูก เป็นช่วงเวลาสำคัญของการเรียนรู้สู่สมองลูกที่จะเปิดและปิดลงในเวลาอันสั้น ซึ่งหากพ่อแม่ไม่รีบคว้าโอกาสไว้ ก็จะหลุดลอยไปไม่มีวันหวนกลับ พัฒนาการของเด็กในวัยนี้จะพัฒนาเร็วมาก โดยสมองจะพัฒนาถึง 90% จนเกือบสมบูรณ์เท่ากับผู้ใหญ่

กิจกรรมที่เล่นร่วมกับเค้าจึงควรเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เค้าฝึกทักษะสัมผัสในแต่ละด้าน ให้เค้าได้เรียนรู้ทักษะใหม่ใหม่ นอกจากนี้พ่อแม่ควรอยู่ใกล้ชิดที่สุดเพื่อช่วยแนะนำ ส่งเสริมและ สนับสนุนทุกการเรียนรู้ เพื่อให้ลูกของเราเติบโตแข็งแรงสมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญาและอารมณ์ค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก

www.maerakluke.com

www.foremostomega.com/

ไม่พูด น้ำลายไหล พูดไม่ชัด บริหารกล้ามเนื้อบริเวณปากช่วยได้ !!!

กล้ามเนื้อบริเวณปากแข็งแรง(ลิ้น ริมฝีปาก แก้ม เหงือก) ควบคุมลมได้ดี เป็นเรื่องสำคัญในการพูด

เด็กบางคนกล้ามเนื้อบริเวณปากไม่แข็งแรงนัก มีน้ำลายไหลบ้าง

ลิ้นดูอ่อน ควบคุมริมฝีปากได้ไม่ดีนัก การบริหารกล้ามเนื้อบริเวณปากควรทำเป็นประจำทุกวัน ช่วยให้กล้ามเนื้อมัดเล็กบริเวณนี้แข็งแรงขึ้น พูดออกเสียงได้ง่ายขึ้น ชัดขึ้น

 

ลูกไม่พูด พูดไม่ชัด บริหารกล้ามเนื้อปากและลิ้น ช่วยได้

กล้ามเนื้อปาก ลิ้น และการควบคุมลม มีความสำคัญมากในการพูดให้ได้ดี พูดให้ชัด

ในวัยเด็กเราจะให้ลูกทำตามคำสั่งเรานั้นเป็นเรื่องยากมาก เด็กบางคนน้ำลายไหลตลอดแสดงว่ากล้ามเนื้อบริเวณปากยังไม่แข็งแรงนัก จะช่วยลูกให้ได้ต้องอาศัยความสุข สนุกสนาน เป็นตัวขับเคลื่อนความรู้สึกภายในของเด็ก อยากเล่น อยากทำอย่างต่อเนื่อง เรามาหาวิธีช่วยกันค่ะ

  • ฝึกเคี้ยวเส้นบะหมี่นุ่มๆ แบ่งเป็นหลายมื้อใน 1 วัน จะได้บริหารได้ต่อเนื่อง แต่ละอย่างนั้นเพื่อช่วยให้เหงือกบดเคี้ยวนานขึ้น ลิ้นตวัดไปมาไม่แข็งไม่อ่อนเกินไป ริมฝีปากช่วยควบคุมได้ดี
  • ชวนเล่นเม้มปากริมฝีปากคาบหลอด คาบดินสอ หรือไม้ไอติม
  • ชวนเล่นแลบลิ้นแข่งกัน แลบลิ้นให้ยาว แลบลิ้นขึ้นลง ซ้ายขวา แลบลิ้นเป็นผีโป๋ เล่นห่อลิ้น ม้วนลิ้น เป็นต้น
  • ขนมก็เป็นตัวช่วยที่ดี ไอติม อมยิ้ม ชวนเแลบลิ้นยาวๆ เลียอย่างเอร็ดอร่อย ชวนดูดให้ดังจ๊วบๆ หรืออมอมยิ้มไว้ในปาก ใช้ลิ้นตวัดไปมาให้สนุกสนานได้อีก
  • ขนมทาโร่แบบไม่เผ็ด ขนมที่มีความเหนียว ความแข็งเล็กน้อย ให้ลูกใช้ฟันหน้ากัด พยายามเคี้ยวช่วยบริหารกล้ามเนื้อปากได้ดีค่ะ อาหารที่เหนียวและแข็งคอยสังเกตนะคะ ว่าลูกเคี้ยวได้ไหม ระวังติดคอ เลือกกิจกรรมที่เหมาะกับลูกก่อน
  • ฝึกเป่าลม ร้องเพลงเป่าเทียนวันเกิด เป่านกหวีดเป็นทหาร เป่าหลอดลงน้ำในแก้วให้เกิดฟองอากาศ เป่าลูกโป่งฟองสบู่
  • นวดปากให้สนุกๆ ถ้าแปรงไฟฟ้าลูกพอไหวก็ใช้แปรงไฟฟ้าช่วย โดยเอาแปรงไฟฟ้ามาเล่นสนุกๆก่อนให้คุ้น ไม่ตกใจ
  • กิจกรรมบางอย่างชวนออกเสียง พอออกเสียงได้ พูดได้ก็ให้ขนมทาน ให้ของเล่น การให้ของโปรด ควรให้ทีละน้อยๆ ให้ขออีก พูดอีก สนุกอีกนะคะ ถ้าให้พร้อมกันหมดทีเดียวรับรองไม่สนใจเราแน่
  • ภาษาพูดของเรา ควรมีท่าทาง พร้อมให้เห็นหน้าเห็นปากชัดๆด้วย น้องจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น

https://www.youtube.com/watch?v=FXyd6sThIaA

10 เทคนิค ช่วยให้ลูกพูด

เทคนิค ช่วยให้ลูกพูด เรียนรู้การพูดได้เร็วขึ้น

  1. เล่นสนุกด้วยกัน ในแต่ละครั้งได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ พูดสั้นๆ ชัดๆ พูดช้ำ 2-3 ครั้ง ตรงเหตุการณ์จริง เช่น ‘1 2 3 วิ่ง วิ่ง วิ่ง
  2. สังเกตว่าลูกพยายามพูดคำไหน และช่วยด้วยการพูดทวนคำให้ ให้ลูกเห็นปาก และได้ยินเสียงที่ชัดขึ้น
  3. เมื่อลูกพูดได้ดี ถูกต้อง ให้เราชื่นชม และให้ลูกรู้ว่าคำนั้นถูกต้องแล้ว
    เช่นใช่ค่ะลูก นั่นเครื่องบิน
  4. ช่วยให้ลูกเห็นว่าคำนั้น และการกระทำเชื่อมโยงกัน
    เช่น กำลังถอดเสื้อให้ลูก
    แม่ถอดเสื้อให้นะ ถอดเสื้อ ถอดเสื้อ
  5. ถึงเวลาทานอาหาร หรือเวลาต้องทำอะไร ให้เติมคำให้ลูกด้วย
    เช่นเราจะกินข้าวกัน กินข้าวนะ
    พูดขณะที่จัดจาน หรืออุ้มเด็กมาทานข้าวที่โต๊ะ คือ เห็นเหตุการณ์ และคำศัพท์ที่ตรงกัน
  6. ในระหว่างวัน ชวนลูกพูดคุย เล่นสนุกไปด้วยกัน เมื่อตั้งคำถาม ให้นิ่งรอกระบวนการคิด ให้ลูกได้ตอบสนอง หรือตอบเราด้วย ให้เวลาลูกชัก 7-10 วินาที
  7. ฝึกให้เด็กสังเกตจากการเดินเล่นหรือนั่งรถเที่ยว ด้วยการชี้ชัด ให้เห็น ให้สนุก ตื่นเต้น เช่นว้าวววว รถบัสคันใหญ่ รถบัส
  8. พูดช้ำ ทวนคำให้ลูก บ้าง
    เช่น ลูกพูดเมี๊ยวเมื่อเจอแมว
    ใช่ค่ะ แมวเหมียว .. แมวเหมียว เมี๊ยว เมี๊ยว
  9. เวลาพูดกับลูก ให้ใช้คำหลักๆ ชัดๆ สั้นๆ แต่พูดคุยกันจังหวะปกติ จะเน้นเวลาจะเติมคำศัพท์ให้ลูกเท่านั้น
  10. อย่าเปิดทีวีหรือวิทยุทิ้งไว้ เสียงแบร็คกราวต่างๆจะรบกวนการได้ยิน ทำให้ลูกได้ยินไม่ชัดและพูดไม่ชัด

ปล. เล่นกับลูกให้เวลาลูกมากๆ

อย่าปล่อยให้ลูกดูทีวี หรือยูทูปนานๆ เป็นการสื่อสารที่ผิดธรรมชาติ ลูกจะติดขัด และพูดโต้ตอบได้ช้า หรือไม่สามารถสื่อสารได้เลย นอกจากกรี้ดๆ โวยวาย

   ครูแหม่ม โชติรักษ์
นักส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

10 เทคนิค ฝึกลูกพูดให้สนุก

 

เทคนิคฝึกลูกพูดให้สนุก


จะเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า ถ้าลูกสนุก อยากเล่น อยากพูดกับเรา สื่อสารไปมาได้ต่อเนื่อง
เพราะฉะนั้น การเล่นสนุก ถูกใจ จึงเป็นหัวข้อที่น่าสนใจมาก

  1. ลงมาเล่นกับลูกจริงๆ ในสิ่งที่ลูกอยากเล่น โดยไม่สั่งหรือชื้นำ แพ้บ้าง ตื่นเต้น ดีใจไปด้วยกัน ไม่ใช่นั่งมองแล้วสั่งให้ทำนู่นทำนี่
  2. สนุกไปกับของเล่นชิ้นโปรดของลูก เช่นตุ๊กตาตัวโปรด ของเล่นที่ลูกชอบเข้ามามีส่วนร่วมในการเล่นด้วย
  3. ชวนลูกสนใจการอ่านหนังสือเบื้องต้น ถ้ายังนิ่งฟังเป็นเรื่องเป็นราวไม่ได้ ก็ชี้ที่รูปหลักๆ ชวนให้ดู ชวนออกเสียง ชวนทำท่าทางให้สนุก
  4. สนุกกับการร้องเพลงเด็ก ร้อง เต้น เล่นไปด้วยกัน เพื่อเพิ่มการเชื่อมโยงระบบการได้ยิน การมองเห็น การสั่งการกล้ามเนื้อร่างกายได้สัมพันธ์กัน และคล่องขึ้น
  5. เล่นเกมส์ เปลี่ยนกัน สลับไปมา ฝึกให้ได้เรียนรู้ การสื่อสาร กลับไปกลับมา เช่นเปลี่ยนกันวางตัวต่อเรียงสูงขึ้น หรือยาวออกไป เปลี่ยนกันตัก เปลี่ยนกันเล่น
  6. เล่นเกมส์ตบมือตามจังหวะต่างๆ สลับซ้ายขวา ง่ายๆ สนุก และค่อยๆซับซ้อนขึ้น
    หรือเพลง หัว ไหล่ ตูด พูดสลับไปมา
  7. เกมส์เลียนแบบเสียงสัตว์ ถ้าเรามีการ์ดรูปสัตว์ หรือตุ๊กตาสัตว์ต่างๆ จับขึ้นมาแล้วเราออกเสียงให้ฟังและเห็นภาพ แล้วชวนลูกทำตาม
  8. เกมส์ทำตามคำบอก เช่น จับจมูก จับแขน จับขา ลูกเริ่มสนุกแล้ว ลองหยุดให้ลูกตอบบ้าง
  9. เล่นในสิ่งที่เด็กสนใจและชอบจริงๆ ไม่ใช่ของเล่นที่แพง ไม่ใช่สถานที่ที่ไกล แต่อยู่ที่หัวใจเข้าใจกัน สังเกตกันได้ดี
  10. เล่นพร้อมเสริมพัฒนาการไปด้วยได้
    เช่น รถวิ่งปรื้นๆๆๆๆๆๆๆ ฝึกกล้ามเนื้อปากให้แข็งแรง
    ทำเสียงพายุ เสียงลม เสียงฝน ให้สนุกตื่นเต้น เพื่อฝึกการออกเสียงที่ชัดเจนขึ้นได้นั่นเอง