The Element พรสวรรค์ในกำมือลูก

คุณเคยรู้สึกว่าตัวเองหมกมุ่นกับอะไรบางอย่างเป็นพิเศษไหม รู้สึกสนใจหรือมีอารมณ์ร่วมกับบางสิ่งเกินมาตรฐานคนทั่วไป หรือมีความรู้สึกลึก ๆ ว่าตัวคุณนั้นเกิดมาเพื่อสิ่งนี้

Ken Robinson, Lou Aronica เขียน

หนังสือช่วยแนะนำจุดที่ พรสวรรค์ตามธรรมชาติ ของแต่ละคนมาบรรจบกับ ความปรารถนาจากส่วนลึก เราจะรู้สึกเป็นตัวของตัวเองและมีพลังสร้างสรรค์ที่สุด ซึ่งเป็นบ่อเกิดของแรงบันดาลใจ พลังชีวิต และความสำเร็จของเราอีกด้วย

The Element: ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ จะช่วยให้เราเข้าใจหนทางสู่การ ค้นพบ และ ใช้ชีวิต ตาม “ธาตุ ของตัวเราเอง ที่สำคัญมันจะทำให้เราเห็นภาพกว้างของชีวิต สังคม วัฒนธรรม และระบบการศึกษาไปพร้อมกัน

ทำไมเราต้องเข้าใจหนทางสู่การค้นพบและใช้ชีวิตตามธาตุของเรา และหนังสือเล่มนี้ให้อะไรกับเรา?

  • เราจะได้ค้นหาและรู้ว่าเราฉลาดแบบไหน
  • หาว่าอะไรคือสิ่งที่เราอยากทำมากที่สุด
  • เวลาเราได้แรงบันดาลใจ งานของเราก็จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นด้วย
  • ความสำเร็จเกิดจากการทุ่มเทให้กับงานที่เราชอบและการพัฒนาฝีมืออย่างไม่หยุดยั้ง
  • สร้างความโชคดี ด้วยการเปลี่ยนสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้แล้วพริกแพลงให้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์

The Element

ทำไมเมื่อเราเป็นเด็กเล็กๆ เราจะมั่นใจในจินตนาการของเราอย่างน่าพิศวง แต่เมื่อเราโตขึ้นมันหายไปไหน?

ทำไมใครหลายๆคน ไม่เคยรับรู้และใช้พรสวรรค์ที่แท้จริงของตนเอง?

เราจะประสบความสำเร็จที่แท้จริงกับเรื่องอะไรได้บ้างล่ะ?

แล้วจุดแข็งของเราคืออะไร?

คนที่ประสบความสำเร็จจะบอกว่า พวกเขาได้ค้นพบ สิ่งที่พวกเขาทำได้ดี กับ สิ่งที่พวกเขารักที่จะทำ มาบรรจบพบกัน ทำให้เกิดความรักในสิ่งที่พวกเขาทำและนึกไม่ออกว่าจะไปทำอย่างอื่นได้อย่างไร เวลาได้ทำในสิ่งที่รักเวลาผ่านไปเร็วกว่าที่เคยแถมยังรู้สึกมีพลัง มีชีวิตชีวา และมีความจดจ่อกว่าช่วงเวลาอื่นๆ

เราทุกคนต่างมีความหลงใหล (Passions) หรือพรสวรรค์ (Talents) เฉพาะตัว มันจะช่วยให้เราค้นพบสิ่งที่ดีที่สุดของตัวเราเอง

เรามาร่วมค้นหา ปาฏิหาริย์ของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ คือการค้นพบตัวเอง วิธีค้นหาจะไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว แต่จะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 อย่าง คือ

  • ความถนัด (Aptitude / Talent) กับ ความหลงใหล (Passion)
  • ทัศนคติ (Attitude) กับ โอกาส (Opportunity)

จะเกิดขึ้นตามลำดับ ฉันมีมัน>>>ฉันรักมัน>>>ฉันต้องการมัน>>>มันอยู่ที่ไหน

เข้าใจ 3 ลักษณะของความฉลาด

  • ความฉลาดมีความหลากหลายอย่างน่าอัศจรรย์ใจ มันไม่ได้จำกัดแค่ความสามารถทางคณิตศาสตร์หรือภาษาเท่านั้น
  • ความฉลาดไม่เคยหยุดนิ่ง เป็นการสร้างจุดเชื่อมโยงใหม่ๆ และทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆอย่างแท้จริง
  • ความฉลาดมีความแตกต่างเฉพาะตัว

เราฉลาดแบบไหน?

The Element: ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้

  • คิดต่าง เราต้องเริ่มท้าทายสิ่งที่ถือกันว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาเกี่ยวกับความสามารถของต้นเองและผู้อื่น เราจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร เราจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ธรรมดาจนมองข้ามมันไปตั้งแต่แรก เมื่อเรารู้สึกว่าของบางอย่างเป็นที่รู้จักหรือเป็นเรื่องทั่วไป เราจะเลิกล้มความพยายามที่จะทำความเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง
    พยายามมองสถานการณ์ปกติธรรมดาให้ต่างจากเดิม ทำแบบนี้จะทำให้เราเห็นว่าโลกใบนี้มีความเป็นไปได้มากมาย
    เราต้องฝึกทักษะด้วยการท้าทายตัวเราเองและพัฒนาเทคนิคที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ
    เพราะความสำเร็จ = ความถนัดเฉพาะตัว + ความรักที่จะทำ + การทุ่มเทอย่างจริงจัง
  • จินตนาการ ผลงานที่สร้างสรรค์เกิดจากจินตนาการถึงความเป็นไปได้ใช้ทักษะและความรู้หลายๆอย่างและจบลงด้วยผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง
    ผลงานที่สร้างสรรค์เป็นการสร้างการเชื่อมโยงใหม่ๆ เราต้องมองเห็นสิ่งต่างๆในรูปแบบใหม่ และจากมุมมองใหม่ เราสามารถเปลี่ยนสิ่งต่างๆได้ด้วยการเปลี่ยนทัศนะในใจ สิ่งที่ทำให้ชีวิตเราแตกต่างกันก็คือทัศนคติที่เรามีต่อเรื่องที่เกิดแตกต่างกัน
    ดังนั้น จินตนาการเป็นพื้นฐานความสำเร็จทุกอย่างของมนุษย์ มันคือกระบวนการเห็นในใจมันคือพลังความสามารถในการนำสิ่งต่างๆเข้ามาสู่จิตใจโดยไม่ต้องอาศัยการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสใดๆ
    ถ้าเราเปลี่ยนใจได้แล้ว ก็เปลี่ยนโลกได้
  • ภาวะลื่นไหล เวลาที่เราทำในสิ่งที่เรารัก โลกทั้งใบก็เลือนหายไป เราจะรู้สึกมั่นคงในตัวตนที่แท้จริงของเรา เราจะไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ได้แต่จดจ่ออยู่กับสิ่งที่เราทำ
    เป็นการเผชิญกับเรื่องที่ท้าทายที่ต้องใช้ทักษะความเชี่ยวชาญที่เรามีอยู่ มีเป้าหมายและผลสะท้อนที่ชัดเจน

อะไรล่ะคือสิ่งที่เราอยากทำมากที่สุด?

พ่อแม่ทุกคนล้วนอยากให้ลูกเป็นคนเก่ง พอลูกเข้าสู่วัยเรียนนอกจากเรียนปกติแล้ว ก็ยังพาลูกไปเรียนเสริมทักษะในด้านต่าง เพิ่มเติมจากที่เรียนในห้องเรียน เช่น เรียนดนตรีไทย ดนตรีสากล เทควันโด ยิมนาสติกลีลา บัลเล่ต์ ฯลฯ เพราะอยากให้ลูกมีความสามารถพิเศษหลาย ด้าน แต่จะดีไม่น้อยใช่ไหมคะหากลูกมีพรสวรรค์ในตัวอยู่แล้ว เรามาดูกันว่าจะค้นหาพรสวรรค์ในตัวของลูกได้อย่างไร ติดตามอ่าน

รู้หรือไม่? ลูกของคุณมีพรสวรรค์ด้านไหน มาค้นหากันเถอะ !

 

พรสวรรค์คืออะไร

ดร.แพง ชินพงศ์ กล่าวถึง “พรสวรรค์” (Talent) เป็นความสามารถหรือความถนัดเฉพาะบุคคล ที่ทำให้บุคคลนั้น ๆ มีความโดดเด่นกว่าคนอื่นทั่วไป คนบางคนเชื่อว่าพรสวรรค์เป็นความสามารถพิเศษที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด  แต่บางคนก็เชื่อว่า พรสวรรค์เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนได้ และเมื่อได้ฝึกฝนบ่อยๆ จนเกิดความชำนาญแล้ว ก็สามารถพัฒนาความสามารถนั้นให้โดดเด่นขึ้นมาได้เช่นกัน ประมาณร้อยละ 3-5 % ของคนที่มีพรสวรรค์ อาจไม่ได้แสดงความสามารถพิเศษออกมาจนกว่าจะเริ่มเป็นผู้ใหญ่  ดังนั้น พ่อแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเป็นเด็กมีพรสวรรค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กได้รวบรวมคุณสมบัติของเด็กที่มีพรสวรรค์ ไว้ดังนี้

มีความอยากรู้อยากเห็น มีคำถาม บ่อยๆ

มีช่วงสมาธิดี ยาวนานกว่าเด็กในวัยเดียวกัน คือ สามารถเล่น หรือทำกิจกรรมที่ต้องการสมาธิได้ดี

มีความสามารถในการแก้ปัญหาต่างๆได้ดี

มีจินตนาการค่อนข้างเด่นชัด เช่น เล่าว่าโตขึ้นจะเป็นนักบิน

มีความจำดี

ชอบเล่นกับเด็กที่โตกว่าวัยของตน

มีพัฒนาการแบบก้าวกระโดดหรือข้ามขั้นตอน

พรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษ แบ่งออกเป็น 8 ด้าน

นักจิตวิทยา Howard Gardner พบว่าการมีพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษในด้านความฉลาดของมนุษย์ 8 แบบได้แก่

1. ด้านภาษา (Linguistic)

เด็กที่มีความถนัดด้านภาษาสามารถเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาสนุกกับการต่อคำศัพท์และเกมอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน ในขณะเดียวกันก็ชื่นชอบโคลงกลอน เพลง และนิทาน เด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นนักพูดและนักเล่าเรื่องที่เก่ง

จุดเด่นของเด็กที่มีพรสวรรค์ภาษา คือ จำและคิดเป็นภาษาหรือคำศัพท์ สามารถอธิบายเรื่องที่เกี่ยวกับตนเองได้ดี

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านภาษา

1. จัดกิจกรรมให้ได้รับประสบการณ์ตรง เพื่อนำมาเขียนเรื่องราว

2. จัดกิจกรรมให้ได้พูด ได้อ่าน ได้ฟัง ได้เห็น ได้เขียนเรื่องราวที่สนใจ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้

3. คุณพ่อคุณแม่ควรรับฟังความคิดเห็น คำถาม และตอบคำถามด้วยความเต็มใจ กระตือรือร้น

4. ควรจัดเตรียมหนังสือ สื่อการเรียนการสอนเพื่อการค้นคว้าที่หลากหลาย เช่น เทปเสียง วิดีทัศน์ จัดเตรียมกระดาษเพื่อการเขียน อุปกรณ์การเขียนให้พร้อม

5. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก คือ ให้อ่าน ให้เขียน ให้พูด และให้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่ลูกสนใจ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างพ่อแม่และลูก

2. ด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical)

ความฉลาดทางด้านนี้เกี่ยวกับความสามารถในการนำตรรกะมาแก้ไขปัญหา จำแนกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระเบียบแบบแผนได้ นอกจากนั้น ยังชื่นชอบการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ และเรียนรู้ปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ อีกด้วย เด็กที่ฉลาดทางด้านนี้จะชอบเล่นเกมที่ต้องแก้ปัญหาทุกชนิด และสามารถเชื่อมโยงเหตุและผลของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านคณิตศาสตร์และตรรกะ คือ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลได้ดี เมื่อเผชิญสถานการณ์ที่ซับซ้อน เด็กสามารถแยกแยะ จัดลำดับและเข้าใจรูปแบบของสิ่งที่เกิดขึ้น

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านคณิตศาสตร์

1. ให้ลูกได้มีโอกาสได้ทดลอง หรือทำอะไรด้วยตนเอง

2. ให้เล่นเกมที่ฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เช่น เกมไพ่ เกมตัวเลข ปริศนาตัวเลข ฯลฯ โดยคุณพ่อคุณแม่ร่วมเล่นกับลูกเพื่อสังเกตพรสวรรค์ในตัวลูก

3. ฝึกการใช้เหตุผล การแก้ปัญหา การศึกษาในเรื่องที่ลูกสนใจ เช่น ลูกสนใจเรื่องดวงดาวเป็นพิเศษ ส่งเสริมโยพาลูกไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์  หาหนังสือ  สื่อการเรียนเกี่ยวกับจักรวาลและอวกาศมาให้ลูกศึกษา  เป็นต้น

4. ฝึกฝนทักษะการใช้เครื่องคิดเลข เครื่องคำนวณ เครื่องคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

5. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก คือ ให้ฝึกคิดแบบมีวิจารณญาณ วิพากษ์ วิจารณ์ ฝึกกระบวนการสร้างความคิดรวบยอด การชั่ง ตวง วัด การคิดในใจ การคิดเลขเร็ว ฯลฯ

3. ด้านดนตรี (Musical)

เด็กที่ฉลาดด้านดนตรีจะมีความว่องไวต่อเสียง และสามารถเชื่อมโยงระหว่างเพลงและเครื่องดนตรีได้ พวกเขามักจะชอบร้องเพลงและใช้เทคนิคในการเรียนรู้ผ่านบทเพลงและจังหวะต่างๆ ได้

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านดนตรี คือ พวกเขามักหลงเสน่ห์ดนตรีและเสียงเพลงทำให้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นคำคล้องจองหรือเป็นแบบแผน ในขณะที่คนอื่นทำไม่ได้ พวกเขาซึมซับและจดจำข้อมูลเป็นแบบแผนและบทกลอนหรือคำคล้องจอง

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านดนตรี

1. ให้เล่นเครื่องดนตรี ร้องเพลง ฟังเพลงสม่ำเสมอ

2. หาโอกาสพาลูกไปดูการแสดงดนตรี หรือฟังดนตรีเป็นประจำ

3. บันทึกเสียงดนตรีที่ลูกแสดงไว้ฟังเพื่อปรับปรุงหรือชื่นชมผลงาน

4. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก ได้แก่ คุณพ่อคุณแม่ร่วมการร้องเพลง ช่วยการเคาะจังหวะ ฟังเพลง เล่นดนตรี การวิเคราะห์ดนตรี วิจารณ์ดนตรีร่วมกับลูก

4. ด้านร่างกาย (Bodily-Kinesthetic)

ความฉลาดด้านนี้มีความหมายตรงกับชื่อ คือ เป็นเด็กที่แข็งแรง สามารถทำกิจกรรมและเคลื่อนไหวได้อย่างแคล่วคล่องว่องไว ชอบแสดงออก และสนุกกับกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะและงานฝีมือ

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านร่างกาย คือ พวกเขาตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางกายภาพได้ดีพวกเขาใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็กได้อย่างยอดเยี่ยม มักเคลื่อนไหวตลอดเวลาที่เรียนรู้ จนดูเหมือนจะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านร่างกาย

1. เรียนรู้ได้ด้วยการสัมผัส จับต้อง การเคลื่อนไหวร่างกาย และการปฏิบัติจริง

2. คุณพ่อคุณแม่ควรสนับสนุนให้เล่นกีฬา การแสดง เต้นรำ การเคลื่อนไหวร่างกาย

3. จัดกิจกรรมให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรง หรือได้ปฏิบัติจริง

4. ให้ลูกได้เกม เดิน วิ่ง หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวร่างกาย

5. ให้ลูกเล่นหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง กีฬา การเคลื่อนไหวประกอบจังหวะ

6.  แนวการสอนที่เหมาะสมกับลูก คือ การให้ลูกได้ลงมือปฏิบัติจริง ลงมือทำจริง ได้สัมผัส เคลื่อนไหว ใช้ประสาทสัมผัสในการเรียนรู้

พ่อแม่ทุกคนล้วนอยากให้ลูกเป็นคนเก่ง พอลูกเข้าสู่วัยเรียนนอกจากเรียนปกติแล้ว ก็ยังพาลูกไปเรียนเสริมทักษะในด้านต่าง เพิ่มเติมจากที่เรียนในห้องเรียน เช่น เรียนดนตรีไทย ดนตรีสากล เทควันโด ยิมนาสติกลีลา บัลเล่ต์ ฯลฯ เพราะอยากให้ลูกมีความสามารถพิเศษหลาย ด้าน แต่จะดีไม่น้อยใช่ไหมคะหากลูกมีพรสวรรค์ในตัวอยู่แล้ว เรามาดูกันว่าจะค้นหาพรสวรรค์ในตัวของลูกได้อย่างไร ติดตามอ่าน

5. ด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial)

เด็กที่มีความฉลาดด้านนี้จะคิดและสื่อสารด้วยภาพ พวกเขาชอบเล่นเกมต่อรูปภาพ เช่น จิ๊กซอว์ มีจินตนาการมากมาย และชื่นชอบงานศิลปะ นอกจากนี้  ยังจดจำทิศทางได้ดี และอ่านแผนที่เก่ง

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ คือ เขาสามารถจัดการสิ่งต่างๆ ได้ในหัว และวิเคราะห์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขาสามารถจินตนาการและสร้างโลกใหม่ขึ้นมาในความคิด สามารถจัดการและเล่นสิ่งของต่างๆ ได้ดี และมีทักษะในการใช้มือที่ดี

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านมิติสัมพันธ์

1. ให้ลูกทำงานศิลปะ งานประดิษฐ์ เพื่อเปิดโอกาสให้คิดได้อย่างอิสระ

2. พาลูกไปเที่ยวชมนิทรรศการศิลปะ พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ

3. ฝึกให้ใช้กล้องถ่ายภาพ การวาดภาพ

4. คุณพ่อคุณแม่ควรจัดเตรียมอุปกรณ์การวาดภาพให้พร้อม จัดสิ่งแวดล้อมให้ลูกได้ทำงานด้านศิลปะ

5. ฝึกลูกให้เล่นเกมปริศนาอักษรไขว้ เกมตัวเลข เกมที่ต้องแก้ปัญหา เล่นเกมเกี่ยวกับภาพ เกมตัวต่อเลโก้ เกมจับผิดภาพ ฯลฯ

6. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก คือการให้ดู ให้วาด ให้ระบายสี ให้คิดจินตนาการ

6. ด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal)

เด็กที่ฉลาดด้านนี้จะมีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม พวกเขาจึงเป็นคนที่มีเพื่อนมาก ชอบทำงานร่วมกับคนอื่น และมีความสามารถในการเป็นผู้นำสูง

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านมนุษยสัมพันธ์ คือ เขาชอบเล่นเป็นกลุ่มเขาสามารถนำผู้อื่นได้ดีเขาสนใจความรู้สึกและมักเห็นอกเห็นใจคนอื่น

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านมนุษยสัมพันธ์

1. คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกได้เข้ากลุ่มเล่น หรือทำกิจกรรมกับเพื่อน ๆ

2. ส่งเสริมให้ลูกรู้จักการ เรียนรู้ร่วมกัน แก้ปัญหาร่วมกันกับเพื่อน ๆ

3. สามารถเรียนได้ดีหากให้โอกาสในการทำงานร่วมกับผู้อื่น

4. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก ได้แก่ การเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่น ทำงานร่วมกัน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเพื่อน การเรียนรู้ในชุมชน เป็นต้น

7. ด้านเข้าใจตนเอง (Intrapersonal)

ในทางตรงกันข้าม เด็กที่เข้าใจตนเองชอบทำงานเพียงลำพัง พวกเขามักเป็นตัวของตัวเอง และแม้ว่าจะไม่ค่อยเข้าสังคม แต่พวกเขาก็เชื่อมั่นในความสามารถของตนและมีแรงจูงใจในการทำสิ่งต่างๆ

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านเข้าใจตนเอง คือ พวกเขาเก่งในการทำงานให้ไปถึงเป้าหมายชัดเจนว่าตนเองชอบหรือไม่ชอบอะไรรักความยุติธรรม

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านเข้าใจตนเอง

1. คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกทำงานตามลำพัง ทำงานคนเดียว อิสระ แยกตัวจากกลุ่มบ้าง

2. ควรสอนให้เห็นคุณค่าของตัวเอง นับถือตัวเอง (self esteem)

3. สอนและสนับสนุนให้ทำงานเขียน บันทึกประจำวัน

4. พาลูกไปทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นบ้าง

5. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก คือ ควรเน้นที่การเปิดโอกาสให้เลือกศึกษาในสิ่งที่สนใจเป็นพิเศษ และส่งเสริมในแนวทางที่ลูกชอบและถนัด

8. ด้านรู้จักธรรมชาติ (Naturalistic)

ในด้านนี้เป็นเด็กที่ชอบผจญภัยในโลกกว้าง (นอกบ้าน) มาตั้งแต่เด็ก จึงมักเห็นเขาชอบเตร็ดเตร่เพื่อสำรวจสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ พวกเขายังสนใจในเรื่องของต้นไม้และสัตว์ต่างๆ อย่างมาก

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านรู้จักธรรมชาติ คือ สังเกตเห็นรูปแบบและคุณลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ชอบจัดระบบสิ่งของที่สะสมไว้มีความสามารถในการแยกแยะระหว่างสิ่งของในหมวดเดียวกันและสังเกตเห็นความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านรู้จักธรรมชาติ

1. คุณพ่อคุณแม่อาจจะพาลูกไปทำกิจกรรมฝึกปฏิบัติงานด้านเกษตรกรรมเกี่ยวกับการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์

2. พาลูกเข้ากิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมศึกษา ค่ายสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

จะเห็นว่าพรสวรรค์หรือความฉลาดในแต่ละด้านของลูก  ยังต้องการการส่งเสริมจากคุณพ่อคุณแม่ เพื่อต่อยอดการเรียนรู้และความสามารถให้ลูกในด้านที่เขาสนใจหรือถนัด ซึ่งจะเป็นผลดีกับลูกต่อไป ถึงอย่างไรพรสวรรค์ยังต้องควบคู่ไปกับพรแสวง คือ ยังต้องเรียนรู้และฝึกประสบการณ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น  แล้วคุณพ่อคุณแม่จะเห็นว่าหนูทำได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

th.theasianparent.com

https://medium.com

ทำไมลูกอ่านไม่ออก เรียนไม่รู้เรื่อง จำไม่ได้เลยคะ ?

คำถามจากทางบ้าน

น้องเขาจะบกพร่องการเรียนรู้ค่ะ ช้าเขียนไม่ได้และจะไม่ชอบถ้าแม่พาเขียนน้องจะบ่ายเบี่ยงเรื่องอื่นไปเรื่อยบางทีน้องเขาเหมือนอยากจะเขียนแต่ก็แปปเดียวก็จะไปเล่นอย่างอื่นไม่สนใจกับการเขียนเลย คุณแม่อยากจะพาน้องเขาไปตรวจคุณแม่ต้องไปหาหมอตามโรงพยาบาลที่ไหนก็ได้ใช่มั้ยคะ?

ครูแหม่มและข้อมูล

พบคุณหมอที่โรงพยาบาลใกล้บ้านได้เลยค่ะคุณแม่ จะมีหน่วยคัดกรองซักประวัติ และเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ส่วนเรื่องการเรียนรู้

ต้องฝึกร่างกายควบคู่ไปด้วยเพราะระบบประสาทต่างๆเชื่อมโยงกัน สุขภาพแข็งแรง สมองสั่งการได้ไว้

1.ด้วยลำบากในการจำ บางทีพึ่งพูดไปก็จำไม่ได้แล้ว น้องไม่ได้แกล้งนะคะ น้องต้องการกำลังใจ ช่วยชม ช่วยเชียร์ ให้ความรักกันไป

2.กล้ามเนื้อมัดเล็กไม่แข็งแรง ก็ไม่อยากจับดินสอ เจ็บมือ ให้บริหารกล้ามเนื้อบ่อยๆ จากการเล่น การช่วยงานประจำวันต่างๆ

เช่น ปั้นดินน้ำมัน ก่อกองทราย ตักน้ำ รดน้ำต้นไม้ บิดผ้าเป็นต้น

3.ทางโรงเรียนเป็นส่วนสำญต้องขอความร่วมมือเป็นอย่างมาก ให้น้องเรียนในชั้นเรียนที่เทียบเท่าพัฒนาการ ไม่เรียนในชั้นตามอายุ เพราะยังต้องฝีกร่างกายและส่วนการเรียน

4.ควรได้เรียนเสริมที่บ้าน เพราะในห้องเรียนน้องจะตามไม่ทัน เพิ่มระบบประสาทในการเรียนรู้ เช่น

  • ใช้นิ้วเขียนบนทราย หรือบนพื้นผิวหยาบ
  • ให้น้องหลับตา แล้วเราเขียนที่ผิว ให้น้องลองคิดตาม
  • ปั้นอักษรด้วยดินน้ำมัน หรือขยำกระดาษ
  • ใช้นิ้วเขียนด้วยสีน้ำ ใช้สีต่างๆในการเขียนกระตุ้นการมองเห็น
  • ให้กำลังใจ คอยช่วยเสมอ น้องไม่ได้แกล้ง แต่น้องยากที่จะจำและเข้าใจจริงๆ
  • การให้คำสั่งต่างๆ ควรสั้นกระชับ ไม่ซับซ้อน

5.เล่นด้วยสม่ำเสมอให้ผูกพันกัน มีสมาธิมากขึ้นค่ะ

การเรียนรู้จะช้ากว่าปกติ ไม่ได้หมายความว่าน้องจะด้อยกว่าใครนะคะ สิ่งที่น้องเก่งและถนัดก็มี หาสิ่งนั้นให้เจอและส่งเสริมให้ยอดเยี่ยมไปเลย

คนดังๆ ก็เป็นโรค LD 

เนื่องจากโรคแอลดีจะเกิดกับใครก็ได้ แถมไม่มีการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ดาราซุปตาร์ก็มีโอกาสเป็นได้เหมือนกัน ทั้ง อัลเบิร์ด ไอน์สไตน์ ที่ไม่ยอมพูดจนถึงอายุ 4 ขวบ แถม 7 ขวบ ก็โดนไล่ออกจากโรงเรียน

ลีโอนาโด ดาวินชี่, โทมัส อัลวา เอดิสัน, สตีฟ จ็อบส์ ที่ถนัดในการใช้คอมในการเขียนมากกว่า

ริชาร์ด แบรนด์สัน, เคียร่า ไนท์ลีย์, ทอม ครูซ ที่อ่านบทเองไม่ได้ ต้องมีคนอ่านบทให้ฟัง

จะสังเกตเห็นได้ว่าคนกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นลูกจ้างเท่าไรนัก เพราะทำตามกฎเกณฑ์ไม่ค่อยได้ แต่หากได้รับการดูแลและส่งเสริมให้สามารถเรียนรู้ในทางที่ถูกต้อง ความบกพร่องทางการเรียนรู้ก็จะหมดไป และสามารถดำเนินชีวิตได้เหมือนคนอื่นๆ ค่ะ

เด็กLD หรือเด็กที่บกพร่องทางด้านการเรียนรู้

LD หรือ Learning Disabilities หมายถึง ความบกพร่องทางด้านการเรียนรู้ แสดงออกมาในรูปของปัญหาด้านการอ่าน การเขียน การสะกดคำ การคำนวณและเหตุผลเชิงคณิตศาสตร์ รศ. พญ. ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันสร้างสรรค์ศักยภาพสมองครีเอทีฟเบรน กล่าวว่า เด็ก LD หรือเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เป็นเด็กที่มีวงจรการทำงานของสมองไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็นเซลล์สมองบางส่วนอยู่ผิดที่ ทำให้มีปัญหาในการเรียน เรียนอ่อนบางวิชา หรือหลายๆ วิชา ทั้งที่สติปัญญาปกติ

การบกพร่องที่พบบ่อยในเด็กLD

  • บางคนมีปัญหาในการอ่านทั้งที่มีสายตาหรือประสาทตาปกติ แต่การแปลภาพในสมองไม่เหมือนคนทั่วไป ทำให้เห็นตัวหนังสือกลับหัวกลับหาง ลอยไป ลอยมา ไม่คงที่ บางครั้งเห็นๆ หยุดๆ มองเห็นตัวหนังสือหายไปเป็นบรรทัด บางครั้งเห็นตัวหนังสือแต่ไม่รู้ความหมาย
  • บางคนมีปัญหาการฟัง ทั้งที่การได้ยินปกติ แต่สมองไม่สามารถแยกแยะเสียงสูงต่ำ จึงมักเขียนสะกดผิด และไม่ทราบความหมายของคำ
  • บางคนมีปัญหาเรื่องทิศทาง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับภาษา ไม่รู้ว่าซ้ายหรือขวา กะระยะทางไม่ถูก ทำให้เดินชนอยู่บ่อยๆ
  • บางคนคำนวณไม่ได้ เพราะไม่เข้าใจสัญลักษณ์ตัวเลข ฯ

จากการวิจัยในประเทศไทยพบว่า ปัจจุบันมีเด็กไทย โดยเฉพาะในระดับประถมศึกษาปีที่ 1-2 กว่า 700,000 คน มีความบกพร่องทางการ เรียนรู้ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ตามวัย ทั้งที่มีระดับสติปัญญา (IQ) ปกติหรือสูงกว่าปกติได้ในบางคน ซึ่งเป็นอาการของเด็ก LD

สาเหตุของเด็ก LD

. ดร. ผดุง อารยะวิญญู อาจารย์ประจำภาควิชาการศึกษาพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ระบุว่า มีสาเหตุสำคัญ 3 ประการ ประการแรก คือ กรรมพันธุ์ เด็กบางคนอาจมีญาติผู้ใหญ่ที่ เป็น LD แต่สังคมในสมัยก่อนยังไม่รู้จัก LD ประการที่สอง การที่เด็กคลอดก่อนกำหนด ทำให้เซลล์สมองผิด ปกติ และสุดท้ายคือ สารเคมีเข้าสู่ร่างกายและสะสมในปริมาณที่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สารตะกั่วซึ่งมาจากอากาศและอาหารที่ปนเปื้อนสารเหล่านี้

นอกจากนี้ โรค LD ยังอาจมีสาเหตุมาจากเคยมีโรคติดเชื้อหรืออุบัติเหตุรุนแรงที่สมอง เป็นโรคลมชัก โรค LD มักพบร่วมกับโรคสมาธิสั้น โรคกระตุก (Tic Disorders) และกลุ่มที่มีความล่าช้าในภาษาและการพูด โดยเฉพาะกับโรคสมาธิสั้น พบว่าเป็นร่วมกันถึง 30-40% คือในเด็กที่เป็น LD หรือสมาธิสั้น 10 คน จะมี 4 คน ที่จะเป็นทั้งสมาธิสั้นและ LD

อาการและพฤติกรรมของเด็ก LD

อาการของเด็ก LDจะมีมาตั้งแต่กำเนิด ทั้งที่มี IQ และร่างกายทุกส่วนปกติ และจะปรากฎชัดเมื่อเข้าเรียน คือ เบื่อการอ่าน อ่านหนังสือตะกุกตะกักไม่สมกับวัย เมื่อพ่อแม่ ครู ให้อ่านหรือทำการบ้าน ก็จะไม่ยอมอ่าน ทำให้สอบตก ถึงขั้นต้องเรียนซ้ำชั้น โดยวิชาที่เป็นปัญหามากที่สุด คือ คณิตศาสตร์ เนื่องจากอ่านไม่ออก จับความไม่ได้ ตีความโจทย์ไม่เป็น ทั้งที่เมื่ออ่านให้ฟังก็สามารถตอบได้ถูก

อาการของเด็ก LD อาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

1. มีปัญหาในการอ่านหนังสือ (Dyslexia) อาจจะอ่านไม่ออก หรืออ่านได้บ้าง แต่สะกดคำไม่ถูก ผสมคำไม่ได้ สลับตัวพยัญชนะ สับสนกับการผันสระc]t วรรณยุกต์ บางทีสนใจแต่การสะกดคำ ทำให้อ่านแล้วจับความไม่ได้

2.มีปัญหาในการเขียนหนังสือ (Dysgraphia) ทั้งๆที่รู้ว่าจะเขียนอะไร แต่ก็เขียนไม่ได้ หรือเขียนได้ช้า เขียนตกหล่น เขียนพยัญชนะสลับกัน หรือคำเดียวกันแต่เขียนสองครั้งไม่เหมือนกัน บางคนเขียนแบบสลับซ้ายขวาเหมือนส่องกระจก ลายมือโย้เย้ ขนาดของตัวอักษรไม่เท่ากัน ขึ้นลงไม่ตรงบรรทัด ไม่เว้นช่องไฟ อาจจะเกิดจากมือและสายตาทำงานไม่ประสานกัน หรือการรับภาพของสมองไม่เหมือนคนอื่นๆ

3. มีปัญหาในการคำนวณ (Dyscalculia) อาจจะคำนวณไม่ได้เลย หรือทำได้แต่สับสนกับตัวเลข ไม่เข้าใจสัญลักษณ์ ไม่เข้าใจค่าของตัวเลข บางคนสับสนตั้งแต่การจำเครื่องหมายบวก ลบ คูณ หาร ไม่สามารถจับหลักการได้ เช่น หลักหน่วย หลักสิบ หลักร้อยต่างกันอย่างไร บางคนบวกลบเป็น เข้าใจเครื่องหมาย แต่ตีโจทย์คณิตศาสตร์ไม่ได้ เช่น ถามว่า 2+2 เท่ากับเท่าไร ตอบได้ แต่ถ้าบอกว่ามีส้มอยู่ 2 ลูก ป้าให้มาอีก 2 ลูก รวมเป็นกี่ลูก เด็กกลุ่มนี้จะตอบไม่ได้

จะทราบได้อย่างไรว่าเด็กคนไหนเป็นเด็ก LD

แม้เด็ก LD จะไม่สามารถวินิจฉัยได้ชัดเจนในเด็กต่ำกว่า 6 ขวบ แต่ก็สามารถค้นหากลุ่มเสี่ยงได้ตั้งแต่ชั้นอนุบาล โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้มือไม่เก่ง งุ่มง่าม ซุกซน พูดช้า การทรงตัวไม่ดี สับสนทิศทาง สับสนซ้ายขวา หรือเด็กที่อายุเกินชั้นป. 1 แล้วยังพูดไม่ชัด มีปัญหาเรื่องของการใช้ภาษา พูด อธิบายหรือเล่าอะไรไม่ได้ ประโยคไม่ปะติดปะต่อ ก็อาจจะมี LD ร่วมด้วย และเมื่อถึงวัยประถมศึกษาที่ต้องแสดงความสามารถทางการเรียนแยกย่อยรายวิชา อาการของโรค ก็จะแสดงให้เห็นเด่นชัดขึ้น

นอกจากนี้ ครู ผู้ปกครองสามารถสังเกตได้ว่า เด็กมีอาการของโรค LD หรือไม่ ด้วยการดูจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเด็กที่มักจะไม่มีระเบียบในชีวิต ขี้ลืม หาของไม่ค่อยเจอทั้งที่อยู่ใกล้ตัว เด็ก LD จะไม่ค่อยสนใจอ่าน เขียน และทำการบ้าน มีลายมือสูงๆ ต่ำๆ ผอมๆ อ้วนๆ ปะปนกันในหนึ่งบรรทัด เขียนไม่เป็นระบบ ทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างไม่รอบคอบ ผิดๆ ถูกๆ

อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองที่สงสัยว่าลูกเป็น LD สามารถพาลูกไปรับการทดสอบและรับการช่วยเหลือได้ที่ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ประสานมิตร) และโรงพยาบาลที่มีเครื่องทดสอบ เช่น โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นต้น

จะช่วยเหลือเด็ก LD ได้อย่างไร

LD ถือเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาให้หายได้เด็ดขาด แต่สามารถรักษาให้มีอาการดีขึ้นตามลำดับ การฝึกฝนอาจจะทำให้ทักษะการอ่าน เขียน หรือคำนวณพัฒนาขึ้นมาได้บ้างเป็นบางส่วน แต่โดยธรรมชาติ วิธีการเรียนรู้ของเด็ก LD จะแตกต่างจากเด็กอื่นๆ เทคนิคที่ใช้จึงแตกต่างกันไป

ผู้ปกครองและครูจะต้องมีความเข้าใจถึงความแตกต่างและข้อจำกัดของเด็ก ต้องสอนเด็กกลุ่มนี้เป็นพิเศษ อาจแยกวิชาที่เด็กอ่อน เช่น อ่อนการสะกดคำ ก็แยกมาสอนเฉพาะเพื่อพัฒนาส่วนนั้น รวมทั้งช่วยฝึกฝนประสาทตาและมือให้เด็ก เพราะสองส่วนนี้เป็นสิ่งสำคัญในการใช้อ่านและเขียน

เมื่อสงสัยว่า เด็กเป็น LD ซึ่งถือว่าเป็นความพิการชนิดหนึ่งที่เด็กจะต้องได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์และการศึกษาตามกฎหมาย ครูมีสิทธิที่จะส่งเด็กไปพบแพทย์ เมื่อตรวจพบ แพทย์จะเป็นผู้ออกใบรับรองเพื่อให้เด็กได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งทั้งพ่อแม่ ครู และแพทย์ต้องทำงานร่วมกันในการให้ความช่วยเหลือเด็ก 

 

http://www.mamaexpert.com/