กล้ามเนื้อมัดเล็ก ช่วยให้มือน้อยๆของลูกให้แข็งแรง

กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก (Fine-Motor Development Activities)

หมายถึง กิจกรรมที่ส่งเสริมความสามารถในการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อมือและตาให้ทำงานอย่างประสานสัมพันธ์ที่ดี ได้แก่ กิจกรรมที่เด็กได้หยิบจับสิ่งของ ตุ๊กตา เครื่องเล่น ตลอดจนการช่วยตนเองในการแต่งตัว การทำความสะอาดร่างกาย การรับประทานอาหาร ตลอดจนกิจกรรมศิลปะต่างๆที่เด็กได้ทำที่โรงเรียนเพื่อการพัฒนาของกล้ามเนื้อเล็ก ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการควบคุมและการทำงานประสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาในการทำกิจกรรมต่างๆที่ต้องใช้มือและตาในการบังคับควบคุม เช่น การหยิบจับสิ่งของ การหิ้วหรือถือของ การร้อยพวงมาลัย การจับดินสอหรือสีในการวาดรูปหรือขีดเขียนในเด็กปฐมวัยการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเล็กมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อพัฒนาความสามารถในการควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมือ ตา เพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของร่างกายได้อย่างประสานสัมพันธ์กัน และเพื่อวางรากฐานในการใช้มือที่ถนัดและเตรียมความพร้อมที่จะเขียนและอ่านต่อไป แต่ครูและผู้ปกครองส่วนมากมักผลักดันให้เด็กฝึกการเขียนในขณะที่เด็กยังไม่พร้อม กล้ามเนื้อเล็กยังไม่พัฒนา ทำให้เด็กเกิดความเครียดและไม่มีความสุขในการเขียน และอาจมีผลในเชิงลบต่อการเรียนรู้ทักษะทางภาษาในอนาคตต่อไปด้วย

 

กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อเล็กสำคัญอย่างไร?

เด็กในแต่ละช่วงอายุมีความแตกต่างกันทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา แต่พัฒนาการที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน คือ พัฒนาการด้านร่างกาย โดยสังเกตได้จากการเจริญเติบโตของร่างกายอันได้แก่ส่วนที่เป็นน้ำหนักตัวและส่วนสูงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลมาจากภาวะโภชนาการและพฤติกรรมการบริโภคของเด็ก ตลอดจนการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องอาหารการกินจากครอบครัวและโรงเรียน ส่วนพัฒนาการด้านร่างกายไม่ได้หมายถึงเฉพาะพัฒนาการในส่วนที่เป็นการเจริญเติบโตที่สามารถมองเห็นในส่วนของน้ำหนักและส่วนสูงเท่านั้น แต่พัฒนาการด้านร่างกายครอบคลุมองค์ประกอบต่างๆ 5 ส่วนดังนี้

– การเจริญเติบโตทางกายภาพ (Physical Growth)
– วุฒิภาวะ (Maturation)
– ประสาทสัมผัสและการรับรู้ (Sensation and Perception)
– การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใหญ่ (Gross Motor)
– การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเล็ก (Fine Motor)

กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยได้แก่ กล้ามเนื้อนิ้วมือและกล้ามเนื้อตา กล้ามเนื้อทั้งสองส่วนมีความเกี่ยวข้องกับความสามารถในการเขียนของเด็ก เนื่องจากกล้ามเนื้อเล็กเป็นกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหยิบจับสิ่งของตุ๊กตาและของเล่น การดึง การกด การหยอดบล็อก ตลอดจนการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน เช่น การติดกระดุม การผูกเชือกรองเท้า การจับช้อน- ส้อมในการรับประทานอาหาร การอาบน้ำแปรงฟัน เด็กที่มีสายตาดีจะเที่ยวมอง ค้นหาสำรวจสิ่งต่างๆด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อพบสิ่งของที่น่าสนใจเด็กจะหยิบจับสิ่งนั้น การใช้ตาดูสิ่งของและจับสิ่งนั้นได้เป็นความสามารถในการใช้ประสาทตาและประสาทนิ้วมืออย่างประสานสัมพันธ์ การพัฒนากล้ามเนื้อเล็กจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการใช้กล้ามเนื้อเล็กได้อย่างประสานสัมพันธ์ พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเล็กของเด็กเป็นพัฒนาการที่เป็นพื้นฐานของการเขียน ครูและผู้ปกครองส่วนมากมักผลักดันเด็กให้ฝึกเขียนในขณะที่เด็กยังไม่พร้อม กล้ามเนื้อเล็กยังไม่พัฒนา ทำให้เด็กไม่มีความสุข และไม่สนุกกับการเขียน ก่อนที่ครูจะให้เด็กเขียน จึงต้องพิจารณาสิ่งต่างๆดังต่อไปนี้

– พัฒนาการทางกล้ามเนื้อเล็ก
– การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา
– ความสามารถในการจับดินสอ
– ความสามารถในการขีดเส้นพื้นฐาน
– การรับรู้ตัวอักษร
– ความคุ้นเคยกับตัวอักษร

ทั้ง 6 ประการมีข้อ 1 ถึง 4 ที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อเล็ก ส่วนข้อ 5 และ 6 เป็นเรื่องการรับรู้ เด็กจะมีความสามารถในการเขียนเมื่อเด็กควบคุมข้อมือและกล้ามเนื้อนิ้วมือ ความสามารถนี้เกิดขึ้นได้โดยการหยิบจับหรือเล่นกับวัสดุอุปกรณ์และเกมต่างๆ เช่น การเล่นหยอดบล็อก การปั้นดินน้ำมัน การเล่นภาพตัดต่อ การเล่นก่อสร้าง การเล่นน้ำเล่นทราย การรูดซิป การผูกเชือกรองเท้า การติดกระดุมเสื้อ การใช้กรรไกรตัดกระดาษ การวาดภาพระบายสี และการทำกิจกรรมศิลปะอื่นๆ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อเล็กเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความพร้อมในการเขียนซึ่งเป็นทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัย

 

กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อเล็กมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การจัดกิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อเล็กมีความสำคัญต่อการส่งเสริมพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติ ปัญญาของเด็กปฐมวัย ซึ่งสามารถอธิบายถึงประโยชน์ที่มีต่อเด็กดังนี้

– การจัดกิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อเล็กมีความสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมในการเขียน ซึ่งต้องอาศัยการประสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสายตากับมือ ตลอดจนการควบคุมกล้ามเนื้อมือและแขน
– ช่วยให้เด็กได้พัฒนาสมองและความฉับไวในการคิด ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของเพียเจท์ (Piaget) ที่กล่าวว่า สติ ปัญญากับการเคลื่อนไหวมีความสัมพันธ์กัน เมื่อเด็กได้เคลื่อนไหว สมองของคนเราก็จะทำงานไปพร้อมๆกัน การฝึกฝนความคล่องแคล่วว่องไวของการใช้กล้ามเนื้อมือที่ประสานสัมพันธ์กันอย่างมากกับการคิดอันฉับไวของเด็ก และในทางตรง กันข้าม เด็กที่ไม่มีความสามารถเคลื่อนไหวนิ้วมือได้อย่างคล่องแคล่วมักจะคิดอะไรช้าด้วย
– เป็นการส่งเสริมเด็กในด้านการแสดงออกทางด้านความรู้สึกและจินตนาการ การจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อเล็กประเภทกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ การวาดภาพระบายสี การปั้นดินน้ำมัน การทดลองด้วยสี การตัด พับ ฉีกปะกระดาษ การทำศิลปะประดิษฐ์ ฯลฯ
– เพื่อพัฒนาความสามารถในการควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมือและตาให้สัมพันธ์กัน การบังคับกล้ามเนื้อทั้งสองส่วนนี้จะพัฒนาเด็กให้มีความสามารถในการหยิบจับสิ่งของต่างๆได้อย่างมั่นคง เช่น เมื่อเด็กได้รับการฝึกฝนจนกล้ามเนื้อประสานสัมพันธ์กันดีแล้ว เด็กจะจับดินสอได้อย่างมั่นคง มีความพร้อมในการเขียนหรือการใช้มือในการทำกิจ กรรมอื่นๆ การจับช้อน ส้อมในการรับประทานอาหาร การถือสิ่งของ การแปรงฟัน ฯลฯ
– ส่งเสริมให้เด็กมีความพร้อมในการอ่าน การทำงานประสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาจะช่วยให้เด็กสามารถที่จะใช้สายตาในการมองตัวหนังสือ การหยิบจับหนังสือ และมองตัวอักษรในหนังสือจากซ้ายไปขวา อันเป็นพื้น ฐานในการฝึกอ่านอย่างคล่องแคล่วในระดับต่อไป
– ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ในการสำรวจ เปรียบเทียบ และแบ่งประเภทของสิ่งต่างๆรอบตัว
– เด็กได้สร้างภาพพจน์ของตนเองและทักษะทางสังคม ทำให้ร่วมเล่นและทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนได้
– สามารถนำสิ่งที่เรียนไปใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆในชีวิตประจำวันได้

 

ครูจัดกิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อเล็กอย่างไร?

ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กมีความสำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน โดยกล้ามเนื้อเล็กเป็นอวัยวะหนึ่งในการประกอบกิจกรรมต่างๆของเด็ก เช่น ติดกระดุม การผูกเชือกรองเท้า การเทน้ำใส่แก้ว การดื่มนม การรับ ประทานอาหาร การทำงานศิลปะ รวมทั้งการขีดเขียน ถ้าเด็กสามารถใช้กล้ามเนื้อเล็กได้อย่างคล่องแคล่ว จะช่วยพัฒนาเด็กให้มีพัฒนาการทางด้านต่างๆดีไปพร้อมๆกัน ดังนั้นครูปฐมวัยจึงจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อเล็กให้กับเด็กปฐมวัย ดังนี้

            กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ประกอบด้วย
– การปั้น ได้แก่ การปั้นดินน้ำมัน การปั้นดินเหนียว การปั้นทรายผสมกาวและน้ำ การปั้นแป้งโด เป็นเรื่องราวหรือตามจินตนาการของเด็ก การใช้หมุดหรือไม้จิ้มฟันเล่นกับแป้งโด การใช้มีดพลาสติกตัดแป้งโด
– การวาดภาพระบายสี เช่น การวาดภาพระบายสีด้วยสีเทียนหรือสีไม้ การวาดภาพด้วยพู่กันหรือแปรงทาสีอันเล็กๆ และใช้สีน้ำ สีฝุ่น หรือสีโปสเตอร์ การวาดภาพด้วยนิ้วมือด้วยแป้งมันผสมสีหรือโคลน การวาดภาพด้วยกาวน้ำ โรยทรายสี หรือโรยขี้เลื่อยไม้ป่นผสมสี หรือกาบมะพร้าวป่นผสมสี วาดภาพด้วยเชือกหรือหลอดด้าย
– การพิมพ์ภาพ เช่น การพิมพ์ภาพด้วยเศษวัสดุหรือฟองน้ำหรือกระดาษขยุ้มหรือใบไม้ ก้านกล้วย
– การทดลองด้วยสี เช่น การเทสี การหยดสี การพับสี การจุ่มสี การกลิ้งสี การทับสี การเป่าสี การลูบสี การละ เลงสีด้วยนิ้วมือ มือ ข้อศอก
– งานกระดาษ เช่น การฉีก พับ ตัด ปะกระดาษ การขยำกระดาษ การม้วนกระดาษ การถักสานกระดาษ
– ประดิษฐ์จากเศษวัสดุ เช่น การประดิษฐ์รถลาก การประดิษฐ์ตุ๊กตา หุ่นมือ หุ่นนิ้วมือ การประดิษฐ์ของใช้อื่นๆ

           กิจกรรมการเล่นตามมุมหรือกิจกรรมเสรี ประกอบด้วย
มุมเครื่องเล่นสัมผัส เช่น การร้อยลูกปัด การร้อยดอกไม้ การเย็บกระดุม การรูดซิป การเรียงสี การเล่นหรือเรียงไม้หนีบ การปักหมุด การหยอดบล็อก
– มุมบล็อก เช่น การต่อบล็อกต่างๆ บล็อกไม้ บล็อกพลาสติก บล็อกชุด บล็อกกลวง บล็อกผลิตเอง การต่อตัวต่อพลาสติกต่างๆ
– มุมช่างไม้ เช่น การตอกตะปู การต่อไม้ การสร้างบ้านจำลอง การเล่นชุดเครื่องเล่นช่างไม้
– มุมดนตรี เช่น การเขย่าลูกแซ็ค การตีกลอง ตีฉาบ ตีฉิ่ง ตีระนาด เป่าปี่ ดีดเปียโน ดีดกีตาร์ การเล่นดนตรีพื้น บ้านของแต่ละภาค หรือการประดิษฐ์เครื่องดนตรีจากเศษวัสดุเหลือใช้
– มุมวิทยาศาสตร์เช่น การเล่นแท่งแม่เหล็ก การสัมผัสถุงทราย ถุงใส่เมล็ดธัญพืช การจำแนกเปลือกหอยตามสี รูปร่าง การจับหรือสัมผัสสมุดสะสมดอกไม้หรือใบไม้ การจำแนกเสียงจากการตีขวดน้ำผสมสีที่มีปริมาณต่างกัน
– มุมคณิตศาสตร์ เช่น การชั่งสิ่งของต่างๆด้วยตาชั่ง การนับจำนวนเมล็ดผลไม้ต่างๆ การเปรียบเทียบขนาดของผลไม้ การจัดกลุ่มสื่อหรือวัสดุประจำมุมคณิตศาสตร์ตามเกณฑ์ต่างๆที่เด็กเลือก การเรียงลำดับวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้เรียนรู้ประจำหน่วยจากเล็กไปหาใหญ่หรือใหญ่ไปหาเล็ก
– มุมบ้านหรือมุมบทบาทสมมติ เช่น การเล่นบทบาทสมมติเป็นหมอหรือพยาบาล โดยใช้เครื่องมือแพทย์ ใช้เครื่องมือวัดไข้ การเล่นฉีดยาให้ผู้ป่วย การสวมเสื้ออาชีพต่างๆ การติดกระดุมเสื้อ การสวมรองเท้า การเล่นโทร ศัพท์ เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ตุ๊กตา
– มุมหนังสือ เช่น การเปิด ปิดหนังสือ การอ่านภาพหรืออ่านตัวหนังสือโดยกวาดสายตาจากซ้ายไปขวา
– มุมโรงหุ่นหรือโรงละคร เช่น การเชิดหุ่นมือ หุ่นนิ้วมือ หุ่นถุงกระดาษ

                กิจกรรมกลางแจ้ง ประกอบด้วย
– เกมพลศึกษา เช่น การแข่งขันโยนลูกบอลลงตะกร้า กิจกรรมเกมแข่งขันคีบลูกปิงปองด้วยไม้ตะเกียบ เกมขี่ม้าส่งเมือง การโยนรับลูกบอล เกมโยนถุงถั่วลงตะกร้า
– การละเล่นพื้นบ้าน เช่น การโยนห่วงยางหรือลูกช่วง การเล่นกำทาย การทอยราว การเล่นหมากเก็บ การเล่นหมากขุม การเล่นอีตัก การทอยลูกสะบ้า
– การเล่นดินหรือเล่นทรายในสนาม เช่น การใช้ไม้ขีดเขียนเล่นบนดิน การใช้มือขีดเขียนเล่นบนทรายเปียก การขุดอุโมงค์ การก่อเจดีย์ทราย

               กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ประกอบด้วย
– การประกอบอาหาร เช่น การคลึงแป้งเป็นลูกกลมๆเพื่อทำขนมบัวลอย การเทน้ำส้มคั้นลงไปในแก้ว การเทแป้ง น้ำตาลลงในหม้อขนม การใช้ทัพพีตักข้าวใส่จาน การคนหรือกวนแป้งในกระทะ การใช้มีดสำหรับเด็กหั่นผักหรือผลไม้เป็นชิ้นๆเพื่อทำสลัดผัก ผลไม้ – การจำแนกหรือจัดกลุ่มผลไม้หรือผัก การล้างผัก
– การทดลองทางวิทยาศาสตร์ เช่น การทดลองเป่าฟองสบู่ กิจกรรมหมุดลอยน้ำ ทดลองกรองน้ำให้สะอาด การสัมผัสวัสดุที่อยู่ในกล่องทึบ คลิปกระดาษลอยน้ำ

– การศึกษานอกสถานที่ เช่น การสำรวจมด แมลงด้วยการส่องด้วยแว่นขยาย การจับหรือสัมผัสต้นไม้หรือเปลือกไม้เพื่อสำรวจว่ามีผิวเรียบ ขรุขระแตกต่างกันอย่างไร การวาดรูปหรือขีดเขียนเพื่อบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการศึกษานอกสถานที่

               เกมการศึกษา ประกอบด้วย การฝึกการประสานสัมพันธ์ระหว่างตากับมือจากการเล่นเกมจับคู่ เช่น การจับคู่ภาพที่เหมือนกัน การจับคู่ภาพกับคำ การจับคู่แบบอุปมาอุปไมย การจับคู่สิ่งของที่ใช้คู่กัน การจับคู่ภาพกับโครงร่าง เกมเรียงลำ ดับภาพ เรียงลำดับจำนวน เกมภาพตัดต่อ เกมอนุกรม เกมล็อตโต เกมโดมิโน

              กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ ประกอบด้วย
– การเคลื่อนไหวร่างกายประกอบเพลง เช่น การเคลื่อนไหวมือและนิ้วมือประกอบเพลง แมงมุม เพลงส้ม เพลงแตงโม เพลงโรงเรียนของเรา เพลงรถไฟ เพลงนิ้วมือของฉัน
– การเคลื่อนไหวร่างกายประกอบคำคล้องจอง เช่น การเคลื่อนไหวนิ้วมือประกอบคำคล้องจองไข่ 10 ฟอง คำคล้องจอง ฝนตกพรำๆ คำคล้องจองตบมือ คำคล้องจองนับจำนวน คำคล้องจองนับเลข

              กิจกรรมเบ็ดเตล็ดอื่นๆ เช่น การตบมือ การสัมผัสอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย การเดินแบบปูด้วยนิ้วมือ การใช้มือเดิน (นิ้วมือ) การจับลูกโป่งหรือฟองสบู่ให้อยู่ในมือ การใช้มือข้างใดข้างหนึ่งเอื้อมข้ามศีรษะไปหยิบสิ่งของอีกด้านหนึ่ง

              การฝึกลีลามือ เป็นกิจกรรมเตรียมความพร้อมไปสู่ทักษะการเขียน เช่น การลากเส้นจากซ้ายไปขวา การลากเส้นจากบนลงล่าง การเขียนเส้นโค้ง การลากเส้นตามรอยประ การเขียนเส้นพื้นฐานต่างๆเพื่อฝึกความมั่นคงของการใช้มือ นิ้วมือ และการประสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างมือกับตา

 

พ่อแม่ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อเล็กได้อย่างไร?

พ่อแม่ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กในทุกด้าน โดยเฉพาะพัฒนาการทางด้านร่างกาย พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเล็ก เป็นการทำงานประสานกันระหว่างกล้ามเนื้อมือและตา ความมั่นคงแข็งแรงในการใช้มือและนิ้วมือในการหยิบจับสิ่งของต่างๆ และการรับรู้ประสาทสัมผัสในส่วนที่เป็นมือและนิ้วมือ พ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรจัดกิจ กรรมที่บ้านเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเล็กให้กับลูกได้ดังนี้

– จัดหาเครื่องเล่นที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเล็ก เครื่องเล่นหรือของเล่นนับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อเล็ก ของเล่นที่ช่วยส่งเสริมการทำงานระหว่างกล้ามเนื้อตาและมือให้กับเด็ก เช่น บล็อกแบบต่างๆทั้งบล็อกรูปทรงเรขาคณิต บล็อกพลาสติก บล็อกกลวง บล็อกสำหรับหยอดให้ตรงกับรูที่เป็นรูปทรงหรือขนาดของบล็อกที่จะนำมาหยอดให้สัมพันธ์กัน ตัวต่อพลาสติกต่างๆที่เด็กนำมาต่อ เพื่อให้การทำงานระหว่างตาและมือประสานสัมพันธ์กัน การนำลูกโป่งมาให้เด็กเล่นและสัมผัส พ่อแม่อาจจัดเตรียมลูกเต๋าหรือดอกไม้มาให้เด็กเล่นร้อยโดยใช้ลวดขนาดใหญ่หรือเชือกสำหรับร้อย จัดให้เด็กได้เล่นปั้นแป้งโดหรือดินน้ำมัน และมีอุปกรณ์ประกอบการปั้น เช่น มีด หุ่นตัวสัตว์หรือคน ต้นไม้จำ ลอง มีดพลาสติก ไม้ไอศกรีมหรือไม้เสียบลูกชิ้นที่ไม่มีส่วนแหลม หนังสือภาพหรือหนังสือนิทานให้เด็กได้อ่านภาพหรือคำ และฝึกการกวาดสายตาจากซ้ายไปขวา เพื่อฝึกหัดพื้นฐานด้านการอ่าน จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์การวาดภาพระบายสีให้เด็กได้แสดงออกทางด้านศิลปะ และการฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อมือให้สัมพันธ์กับตาตามที่เด็กต้องการ
– ฝึกให้เด็กปฏิบัติกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเอง กิจวัตรประจำวันจะช่วยให้เด็กได้พัฒนาการใช้กล้ามเนื้อเล็ก พ่อแม่ผู้ ปกครองควรฝึกให้เด็กทำด้วยตนเอง และให้การเสริมแรงเมื่อเด็กปฏิบัติได้ เช่น การแปรงฟัน การสวมใส่หรือถอดเสื้อผ้า การผูกเชือกรองเท้า การติดกระดุมเสื้อ การรูดซิป การใช้ช้อน – ส้อมในการรับประทานอาหาร การดื่มน้ำจากแก้ว การจัด เก็บของเล่นไว้ในกล่อง
– ฝึกให้เด็กช่วยเหลืองานบ้านเล็กๆน้อยๆที่ส่งเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อเล็ก กิจกรรมหรืองานบ้านบางอย่างอาจช่วยให้เด็กได้ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อเล็ก เช่น การให้เด็กช่วยกวาดขยะทำความสะอาดพื้น จะช่วยฝึกให้เด็กสามารถบังคับกล้ามเนื้อของมือและข้อมือให้มั่งคง ให้เด็กกรอกน้ำใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็น ทำให้เด็กได้ฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อมือและตาโดยควบคุมไม่ให้น้ำหก การให้เด็กช่วยทำกับข้าวในครัวโดยมอบหมายให้เด็กทำสิ่งที่ไม่เป็นอันตราย และเด็กสามารถฝึกฝนการใช้มือ นิ้วมือ เช่น การให้เด็กหั่นผักด้วยมีดพลาสติกหรือมีดที่ไม่มีคมสำหรับเด็ก ให้เด็กช่วยปั้นแป้งทำขนมบัวลอย ฝานผักให้เป็นชิ้นเล็กๆ ให้เด็กได้ช่วยล้างผัก ผลไม้หรืออุปกรณ์เครื่องใช้ในครัว ช่วยเก็บช้อนชามและเครื่องครัวไว้ให้เป็นระเบียบ ให้เด็กเทเครื่องปรุงลงในภาชนะประกอบอาหาร เช่น การเทน้ำตาลลงในหม้อ การใส่ผักลงในกระทะ การเติมเกลือลงในหม้อแกง ฯลฯ
– ปลูกต้นไม้ ถ้าที่บ้านของผู้ปกครองมีพื้นที่สามารถทำแปลงเล็กๆ ลองให้เด็กปลูกผักบนแปลง โดยให้เด็กเริ่มปฏิบัติตั้งแต่การเตรียมดิน การปลูกผัก การพรวนดิน การรดน้ำ การใส่ปุ๋ย ลักษณะของกิจกรรมการปลูกผักจะมีส่วนช่วยในการพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก เด็กได้ใช้มือ นิ้วมือ และสายตาอย่างสมดุล นอกจากนี้การให้เด็กปลูกผักหรือปลูกต้นไม้ยังเป็นการสร้างลักษณะนิสัยที่ดีให้กับเด็กในเรื่องความรับผิดชอบ และสร้างเสริมวินัยในตนเองให้กับเด็กด้วย

เกร็ดความรู้เพื่อครู

นอกจากครูจะมีบทบาทสำคัญในการจัดประสบการณ์ตามตารางกิจกรรมประจำวันให้เด็กได้ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อเล็กแล้ว ครูปฐมวัยมีบทบาทในการจัดเตรียมสภาพแวดล้อมภายในและนอกห้องเรียน ให้มีวัสดุอุปกรณ์และเครื่องเล่นที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็กด้วย เช่น การจัดเตรียมหรือจัดระบบของมุมประสบการณ์ในห้องเรียน และจัดให้มีวัสดุอุปกรณ์ประจำมุมอย่างเพียงพอและหลากหลาย ครูปฐมวัยควรจัดทำบันทึกพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเล็กของเด็กเป็นรายบุค คลเพื่อจะได้ทราบถึงความก้าวหน้า และถ้าเด็กมีพัฒนาการล่าช้าจะได้จัดกิจกรรมเสริมได้ และไม่ควรจะบังคับให้เด็กทำกิจ กรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเหมือนกันทั้งห้อง เนื่องจากเด็กอาจมีพัฒนาการช้าเร็วแตกต่างกัน และให้เด็กเริ่มเขียนอ่านเมื่อเห็นว่าเด็กมีความพร้อมแล้วเท่านั้น

ขอบคุณข้อมูลจาก www.taamkru.com

 

ฝึกลูกกินข้าวเอง ช่วยพัฒนาการอะไรบ้าง?

ฝึกลูกกินข้าวเอง ช่วยพัฒนาการอะไรบ้าง?

อย่างที่บอกไปค่ะว่า การที่พ่อแม่ช่วยเหลือลูกทุกอย่าง โดยที่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกทำอะไรได้เอง อย่างเวลาลูกกินข้าวก็คอยป้อนให้ลูกทุกครั้ง ลูกจะถือแก้วหัดดื่มเอง แม่ก็คอยช่วยจับให้ แบบนี้ไม่ได้ช่วยส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการด้านร่างกายที่ดีเลยค่ะ

นพ. พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ได้อธิบายถึงข้อดีของการ ฝึกลูกกินข้าวเอง ที่จะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีในหลายเรื่อง ดังนี้ค่ะ

ลูกน้อยวัย 1-3 ขวบกล้ามเนื้อมือมีความแข็งแรงมากขึ้น จึงสามารถฝึกให้ใช้ช้อนส้อม กินข้าวเอง ได้แล้ว แต่คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งคาดหวังว่าลูกจะกินได้เป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนผู้ใหญ่ เพราะมือของเขาจะยังจับช้อนส้อมได้ไม่คล่อง อาจจะได้แค่จับแล้วเขี่ยไปมาหรือทำอาหารหกเลอะเทอะบ้าง แต่ช่วงที่กินอย่างเลอะเทอะนี่แหละที่เด็กจะได้สนุกกับการกินและได้ เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย ไม่ว่าเป็น…

1. กินเลอะเทอะก็มีข้อดี
แม้ลูกจะกินเลอะเทอะ แต่การปล่อยให้เขาได้ลองกินเองช่วยพัฒนาลูกในหลายๆ เรื่องเลย นั่นคือ

พัฒนากล้ามเนื้อมือให้แข็งแรง
พัฒนาการทำงานประสานกันระหว่างมือกับสายตา เพราะระหว่างที่ลูกน้อยตักอาหารและจับช้อนเข้าปาก ต้องใช้ ทั้งมือและสายตาในการทำงานร่วมกันค่ะ
พัฒนาการในเรื่องการใช้สติปัญญา เพราะในระหว่างที่หัดกิน ลูกจะต้องรู้จักสังเกต คิดวิเคราะห์ วางแผนและ แก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลา เช่น จะหยิบช้อนยกไปในทิศทางไหนดี ใช้น้ำหนักเท่าไรดี จะตักอะไรกินก่อนดี อาหาร หกจะทำยังไงดี คำเล็กหรือใหญ่ไปจะแก้ปัญหาอย่างไรดี ทั้งหมดนี้นับเป็นพื้นฐานของพัฒนาการทางสติปัญญา

2. ความเลอะเทอะเป็นหน้าที่รับผิดชอบของพ่อแม่
หน้าที่ของพ่อแม่คือต้องเตรียมให้ลูกได้ฝึกทักษะต่างๆ จากการกิน ซึ่งทักษะการทำงานของเด็กเล็กๆ เช่นนี้จะติดตัวมา จนถึงตอนโต ทำให้เด็กมีความคล่องแคล่ว เรียนรู้ที่จะใช้อุปกรณ์ต่างๆ หรือหยิบจับทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว แม้ช่วง ฝึกฝนจะทำให้บ้านสกปรกเลอะเทอะก็เป็นหน้าที่รับผิดชอบที่พ่อแม่ต้องจัดการ เช่น คุณพ่อคุณแม่รู้อยู่แล้วว่าลูกกินอาหารเองแล้วจะทำเลอะเทอะ ก็เพียงหาผ้าหรือกระดาษมาปูรองให้เรียบร้อย ตรงส่วนนี้เป็นการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาของพ่อ แม่ ซึ่งนอกจากจะทำให้ลูกเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เต็มที่แล้ว ลูกยังจะได้ซึมซับวิธีแก้ไขปัญหาของพ่อแม่ ทำให้ลูกรู้จักแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองเมื่อเขาโตขึ้น

คุณพ่อคุณแม่อาจจะสงสัยว่า แล้วถ้าลูกน้อยมัวแต่เขี่ยอาหารไปมา ทำช้อนหล่นบ้าง อาหารหกบ้าง ไม่เคยป้อนได้ถึงปากตัวเองสักคำแล้วจะอิ่มท้องได้อย่างไร คุณหมอมีคำตอบให้ตามนี้ค่ะ

“คุณแม่เพียงแค่แยกจานป้อนกับจานกินเองไว้ จานที่ให้ลูกกินเองก็ให้เขาฝึกไปเรื่อยๆ จะเข้าปากบ้างหกบ้างก็ไม่เป็นไร ส่วนจานป้อนมีไว้สำหรับกินจริงๆ จะอยู่ที่คุณพ่อคุณแม่ซึ่งคอยป้อนอยู่ข้างๆ แรกเริ่มเมื่อลูกหัดกินใหม่ๆ เขาจะยังกินเองได้ไม่มาก ก็แบ่งอาหารไว้ที่จานสำหรับป้อนเยอะหน่อย แต่เมื่อเขากินเองได้มากขึ้นก็ค่อยๆ ลดอาหารจากจานป้อนแล้วไปเพิ่มที่จานกินเองของลูกแทน จนเมื่อลูกกินเองได้คล่องแคล่วดีแล้วจึงให้ลูกกินเองได้ทั้งหมด ต่อไปลูกก็จะกินได้เองทั้งหมดโดยไม่ต้องมีจานป้อนไว้สำรอง”

ขอขอบคุณข้อมูลจาก นพ. พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช
กองบรรณาธิการนิตยสาร Amarin Baby & Kids

กิจกรรมง่ายๆที่เด็ก 4-5 ขวบ ควรทำได้ (SI Sensory Integration)

ความทนทานของกล้ามเนื้อ

(ปัญหาที่พบบ่อย เด็กชอบนอนเลื้อย ไม่สามารถนั่งท่าเดิมได้นานๆ)

  • นอนหงาย SIT UP
  • นอนคว่ำ ทำท่าเรือ แขนแนบลำตัว หรือกางออก ยกหัว และยกขาขึ้นพร้อมกัน
  • ท่าไถนา คุณแม่ขับขาลูกสองข้าง ให้เด็กใช้มือเดินไปข้างหน้า
  • ปีนเชือก โหนบาร์

การประสานสัมพันธ์ซ้ายขวา  (bilateral coordination)

  • กระโดดตบมือ
  • ตีตบแปะ (เพิ่มความซับซ้อนขึ้น เช่น ตบมือ 2 3 4 ที ตบสลับข้างไปมา)
  • กระโดดขา สลับไขว้หน้าหลัง
  • แตะสลับ (มือขวาแตะหน้าขาซ้าย มือซ้ายแตะหน้าขาขวา สลับกันไปมา 10-20 ครั้ง)

กิจกรรมลูกบอล (Motor planning ,Visual motor,Visual spatial, Gross motor, Modulation)

  • รับส่งบอล
  • รับบอลที่กระดอนจากพื้น
  • เลี้ยงบอล เด้งกับพื้น
  • โยนบอลลงตระกร้า กะระยะแล้วโยนบอลลงตระกร้า (ขยับตระกร้าหนี)
  • เตะบอล เตะบอลเข้าโก
  • ใช้เท้าหนีบบอลแล้วกระโดด

การรับรู้ทางสายตา (Visual discrimination)

  • หาของในกองที่ของกองรวมๆกัน
  • การต่อ Puzzles
  • มองหาตัวอักษรที่พื้น

กล้ามเนื้อมัดเล็ก (Fine motor skills)

  • เล่นแตะไล่นิ้วมือ นิ้วโป้งกับนิ้วชี้  นิ้วโป้งกับนิ้วกลาง นิ้วโป้งกับนิ้วนาง นิ้วโป้งกับนิ้วก้อย
  • ปั้นดินน้ำมันกลมๆ ใช้นิ้วชี้นิ้วโป้ง นิ้วกลางนิ้วโป้ง

กล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Gross motor skills)

  • เดินต่อส้นเท้า
  • กระโดดตบมือ
  • กระโดดสองเท้าข้ามตุ๊กตาสูง 1 ฟุต
  • ยืนขาเดียว 3-5 วินาที
  • โยนรับบอล
  • กระโดดเชือก

กิจกรรมควบคุมจังหวะ (Modulation games)

  • วิ่งเร็วๆ วิ่งช้าๆ เดินเร็ว เดินช้า เดินช้ามากๆ เดินหย่องๆ
  • กระโดดสูงๆ เตี้ยลงหน่อย เตี้ยมากๆ
  • กอดแรงๆ กอดเบาๆ บีบมือแรงๆ เบาๆ
  • ตะโกนดังๆ พูดเบาลง เบาลง กระซิบ

ขอบคุณข้อมูลจาก สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว

Sensory Integration หรือ SI 

คือ กระบวนการการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางในการจัดระเบียบสัญญาณประสาท ที่รับจากอวัยวะรับความรู้สึก แล้วผสมผสานหรือคัดกรองความรู้สึกนั้นเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างเหมาะสม

การรับความรู้สึก ( Sensation ) ที่ทฤษฎีนี้ได้ให้ความสำคัญมีดังนี้คือ

  • การรับสัมผัส ( tactile sense )
  • ระบบการทรงตัว ( vestibular system )
  • การรับความรู้สึกจากกล้ามเนื้อ เอ็นและข้อต่อ ( proprioceptive sense )

การรับความรู้สึกทั้ง 3 ระบบนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาการรับรู้ การเรียนรู้ต่างๆ เช่น การรับรู้ส่วนต่างๆของร่างกาย,การวางแผนการเคลื่อนไหว,การพัฒนาทักษะทางด้านการศึกษาหรือการเรียนรู้ ในการพัฒนาการผสมผสานการรับความรู้สึกจะต้องใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวเป็นสื่อ ส่วนการรับความรู้สึกทางการได้ยิน และการมองเห็นนั้นจะเป็นระบบที่พัฒนามาภายหลังหรืออาจเป็นผลตามมาจากการผสมผสานการรับความรู้สึกของทั้ง 3 ระบบ

การรับความรู้สึก (Sensory Integration) เป็นกระบวนการทางระบบประสาทที่มีมาตั้งแต่กำเนิดส่งผลต่อการรับความรู้สึก การประมวลผล และการแปลผลข้อมูลของสมอง ซึ่งได้จากการกระตุ้นจากสอ่งแวดล้อม ความผิดปกติของการประมวลผลการรับความรู้สึก เป็นความผิดปกติที่ข้อมูลการรับความรู้สึกต่างๆที่สมองรับเข้าไป ไม่ได้ประมวลผลหรือไม่ได้เกิดการจัดระเบียบอย่างเหมาะสม ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ที่หลากหลายในด้านพันาการและพฤติกรรม

Sensory Integration ให้ความสนใจกับระบบการรับความรู้สึกพื้นฐาน 3 ระบบ คือ ระบบการทรงตัว(Vestibular System) การรับความรู้สึกที่กล้ามเนื้อ เอ็นและข้อต่อ(Proprioceptive System) และระบบการรับสัมผัส(Tactile System)

การบำบัดปัญหาด้าน Sensory Integration ในกิจกรรมบำบัด

เป้าประสงค์ของการบำบัดคือ การจัดสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมเพื่อพัฒนา การจัดระเบียบหรือการประมวลผลการรับความรู้สึกของระบบต่างๆเพื่อป้อนข้อมูลการรับความรู้สึกของระบบต่างๆ ให้เกิดการประมวลผลและการจัดระเบียบของสมอง ซึ่งจมีผลถึงพฤติกรรมที่แสดงออกมาโดยตรง

หลังจากนักกิจกรรมบำบัดได้ให้การประเมินเรียบร้อยแล้ว จะทำการจัดกิจกรรมเฉพาะรายบุคคลโดยผ่านการเล่นกับอุปกรณ์เฉพาะทาง เพื่อกระตุ้นระบบที่มีปัญหาให้พัฒนาดีขึ้น ตัวอย่างเช่น เด็กมีภาวะไวต่อการับสัมผัสมากเกินไป นักกิจกรรมบำบัดจะจัดกิจกรรมในลักษณะที่ให้เด็กมีโอกาสสัมผัสกับวัตถุหลากหลายพื้นผิว การให้แรงกดเชิงลึก กิจกรรมที่มีแรงดันแรงดึงต่อกล้ามเนื้อ เอ็นและข้อต่อ

 หลักการบำบัดด้วยSIนั้น นักกิจกรรมบำบัดจะเป็นเพียงผู้ช่วยเหลือ พยายามกระตุ้นให้เด็กทำกิจกรรมด้วยตนเองให้มากที่สุด นักกิจกรรมบำบัดจะคอยสังเกตพฤติกรรมการตอบสนองต่อกิจกรรม และปรับกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง กระตุ้นสมองให้เกิดการสร้างโปรแกรมพัฒนาความสามารถที่สูงขึ้น และมีการแสดงออกของพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างเหมาะสม(ข้อมูลจาก:http://www.oknation.net/blog/print.php?id=304164)

 

ขอบคุณ gotoknow

 

ฝนตก แดดออก ลมแรง ก็ชวนลูกเต้นง่ายๆที่บ้านนะคะ สนุกไปด้วยกัน ผูกพันกันทุกวัน

ลูกติด Youtube

 

คุณแม่ทำได้ ^^
ช่วงแรกสงสารลูก กลัวลูกไม่ทานข้าว
พอคุณแม่ใจแข็ง สิ่งที่ได้ก็มหัศจรรย์
ลูกพูดได้มากขึ้นเยอะ
มีสมาธิมากขึ้นด้วย ยอดเยี่ยมมากๆเลยค่ะ

(เทคนิคจากคุณแม่)
ระบายวันละ 1 แผ่นคะ อย่างน้อยๆให้มีสมาธิอยู่กับสิ่งที่ทำ 5 นาที

ครูแหม่ม โชติรักษ์
นักส่งเสริมพัฒนาการเด็ก