เรียนรู้ประโยคก่อนเดินทาง ตอบคำถามยังไงให้ผ่าน ตม. (ตรวจคนเข้าเมือง)

เชื่อว่าหลายคนที่จะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ ยังกังวลว่าต้องตอบคำถามยังไงถึงจะผ่าน ตม. (ตรวจคนเข้าเมือง) ได้ และเค้าจะถามอะไรเราบ้าง วันนี้เรามีประโยคพื้นฐานที่ ตม. ถามก่อนเข้าประเทศ และวิธีตอบมาฝากกัน จะน่าสนใจแค่ไหน ตามไปดูกันเลย…

จุดประสงค์ของการมาที่นี่ (ตัวอย่างประโยค)

1.What’s the purpose of your visit? (purpose แปลว่า จุดประสงค์)
2.Why are you here? (คำถามตรงประเด็น)
3.Why are you coming here?
ตอบ = I’m here on vacation.
แปล = ฉันมาที่นี่เพื่อพักร้อน หรือตอบสั้นๆ ว่า to travel. มาเพื่อท่องเที่ยว

 

เป็นครั้งแรกใช่หรือไม่ที่คุณเดินทางมาที่นี่ (ตัวอย่างประโยค)
Is this your first time here? (first time แปลว่า ครั้งแรก)
ตอบ = Yes, this is my first time.
แปล = ใช่ นี่คือครั้งแรกของฉัน

 

อาศัยอยู่นานเท่าไหร่ (ตัวอย่างประโยค)
1.How many day are you planning to be here?
2.How long are you. going to be in ……? (ชื่อประเทศ) (How long แปลว่า นานเท่าไหร่)
ตอบ = I’II be here for …… days. (ชื่อประเทศ)
แปล = ฉันจะอยู่ที่นี่ …… วัน หรือตอบสั้นๆ ว่า …… Day. (จำนวนวัน)

 

คุณเดินทางมากับใคร (ตัวอย่างประโยค)
Who are you traveling with? (traveling with แปลว่า เดินทางกับ?)
ตอบ I’m alone. แบบสั้นๆ หรือ I’m traveling alone. (ตอบได้ทั้ง 2 ประโยค)
แปล ฉันเดินทางมาคนเดียว หรือ I’m traveling with my friend. ฉันเดินทางมากับเพื่อน

 

คุณเดินทางมาคนเดียวหรือไม่ (ตัวอย่างประโยค)
Are you traveling alone? (traveling alone แปลว่า เดินทางคนเดียว?)
ตอบ = No, I’m traveling with my friend.
แปล = ไม่, ฉันเดินทางมากับเพื่อน
หรือถ้ากับครอบครัวพูดว่า I’m traveling with my family. (2 คำถามนี้ คำตอบก็จะคล้ายๆ กันค่ะ)

 

คุณจะพักที่ไหน (ตัวอย่างประโยค)
1.Where are you staying? (staying แปลว่า อาศัยอยู่)
2.Where will you be staying?
ตอบ = I’ll be staying at …… (ชื่อโรงแรม)
แปล = ฉันจะพักอยู่ที่…… (ชื่อโรงแรม)

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: lifestyle.campus-star.com

คำศัพท์เครื่องปรุงรสภาษาอังกฤษ

การทำกับข้าว เครื่องปรุงมีส่วนสำคัญมากที่จะทำให้อาหารจานนั้นอร่อยและน่ารับประทาน ว่าแต่เครื่องปรุงแต่ละชนิดในภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไรบ้างนะ วันนี้เรานำคำศัพท์เกี่ยวกับเครื่องปรุงรสมาฝากทุกๆคน พร้อมแล้วตามไปดูกันเลยค่ะ…

คำศัพท์ภาษาอังกฤษ อ่านออกเสียงว่า คำแปล
Fried garlic ไฟรดฺ การ์’ลิค กระเทียมเจียว
pickled garlic พิค’เคิลดฺ การ์’ลิค กระเทียมดอง
Coconut milk โคโค่นัทฺ มิลคฺ กะทิ
Shrimp paste ชริมพฺ พาสท  กะปิ
Salt ซอลทฺ เกลือ
Pickled garlic พิค’เคิลดฺ การ์’ลิค ของดอง
Saccharin แซค’คะริน ขัณฑสกร
Pickled ginger พิค’เคิลดฺ จิน’เจอะ ขิงดอง
Spice สไพซฺ เครื่องเทศ
Chili sauce ชิล’ลี ซอส  ซอสพริก
Tomato ketchup ทะเม’โท เคทชฺ’อัพ ซอสมะเขือเทศ
Light Soya sauce ไลทฺ ซอย’ยะ ซอส  ซี้อิ้วขาว
Black Soya sauce แบลค ซอย’ยะ ซอส ซี้อิ้วดำ
Fermented soya bean เฟอ’เมินทฺเทด ซอย’ยะ ซอส เต้าเจี้ยว
soy bean paste ซอย บีน พาสฺท เต้าเจี้ยวน้ำ
Syrup ซี’รัพ  น้ำเชื่อม
Soup stock ซูพ สทอคฺ น้ำซุป
  Cube sugar คิวบฺ ชู’กะ น้ำตาลก้อน
Jaggery palm แจก เกอะริ พาล์ม น้ำตาลโตนด
Sugar ชู’กะ น้ำตาลทราย
Brown sugar บราว์นฺ ชู’กะ  น้ำตาลทรายแดง
Icing ไอ’ซิง น้ำตาลป่น
 Palm sugar พาล์ม ชู’กะ น้ำตาลปี๊บ
loaf sugar โลฟ ชู’กะ น้ำตาลปึก
Maple sugar เม’เพิล ชู’กะ น้ำตาลเมเปิ้ล
Fish sauce ฟิช ซอส น้ำปลา
Honey ฮัน’นี่ น้ำผึ้ง
Tamarind juice แทม’มะรินด์ จูสฺ  น้ำมะขามเปียก
Lime juice ไลม์ จูสฺ  น้ำมะนาว
 Corn oil คอร์น ออยลฺ น้ำมันข้าวโพด
Sesame oil เซส’ซะมี ออยลฺ น้ำมันงา
Cooking oil,Vegetable oil  คุคคิ้ง ออยลฺ,เวจ’จิทะเบิล ออยลฺ น้ำมันพืช
live oil ลิฟว ออยลฺ น้ำมันมะกอก
Lard ลาร์ด น้ำมันหมู
Oyster sauce ออย’สเทอะ ซอส น้ำมันหอย
Cheese ชีซ เนยแข็ง
  Salted butter ซอล’ทิด บัท’เทอะ  เนยเค็ม
Unsalted butter อันซอล’ทิด บัท’เทอะ เนยจืด
Margarine มาร์’จะรีน เนยเทียม
Sliced lemon rind สไลซฺด เลม’เมิน ไรดฺ ผิวส้มซ่า
Mustard มัส’เทิร์ด มัสตาด
Sesame seeds เซส’ซะมี ซีดสฺ เมล็ดงา
Fried shallots ไฟรดฺ แชลลอตสฺ หอมเจียว
Coconut cream โคโค่นัทฺ ครีม หัวกะทิ
Dilute coconut cream ดิลูท’ โคโค่นัทฺ ครีม  หางกะทิ
Alcohol แอล’ กะฮอล เหล้า

 

ขอบคุณข้อมูลจาก:www.nithandek.com

Even แปลว่าอะไรได้บ้าง?

ในภาษาพูดของภาษาอังกฤษ บางคนอาจจะเคยได้ยินเขาพูดคำว่า even ในประโยคกันบ่อยๆ even อย่างนั้น even อย่างนี้ even อย่างโน้น ถ้าเอามาพูดบ้างน่าจะเข้าท่าแห๊ะ น่าจะดูเหมือนเจ้าของภาษาเขาพูดกัน แต่ก่อนจะนำไปใช้ก็ต้องรู้จักความหมายและการนำไปใช้กันก่อนนะคะว่า even หมายความว่าอะไรได้บ้าง มาดูที่ ความหมายง่ายๆ ของ even กันก่อนค่ะ

evenแปลว่า จำนวนคู่

  • 24 is an even number.
    24 เป็นเลขจำนวนคู่
  • 51 isn’t an even number.
    เลข 51 ไม่ใช่เลขคู่

evenแปลว่า “เสมอ หรือ เท่ากัน” 

  • My mark and Janie’s mark are even.
    คะแนนของฉันกับคะแนนของเจนี่เท่ากัน
  • I was so upset after I had my hair cut. My new haircut isn’t even.
    ฉันหัวเสียมากๆเลยหลังจากไปตัดผมมา ผมทรงใหม่นี่ไม่เท่ากันเลย

คราวนี้มาถึงความหมายของ even ที่แปลย๊ากยากกันบ้าง เพราะบางทีไปเจอในประโยคก็ไม่รู้จะแปลมันว่าอะไร จริงๆ even เนี่ยไม่ได้มีไว้เท่ๆในประโยคอย่างเดียวนะคะ เพราะมันยังเป็นการพูดให้คนฟังเห็นภาพหรือเป็นการเน้นย้ำ พูดง่ายๆคือเพิ่มอรรถรสทางภาษานั่นเอง

even ถ้าแปลเป็นภาษาพูดของไทยก็จะแปลว่า “แม้แต่, แม้กระทั่ง, ขนาด” 

  • Even Nathan who always comes early is late today.
    ขนาดอีตานาธานที่มาเช้าประจำ วันนี้ยังมาสายเลย
  • Can you see even the kids can do it? Why can’t you do it?
    เห็นมั้ยว่าแม้แต่พวกเด็กๆยังทำได้เลย แล้วทำไมคุณจะทำไม่ได้

even แปลเป็นภาษาพูดแบบไทยๆ ได้อีกว่า “ด้วยซ้ำ” เป็นการเน้นความหมายของประโยคให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 

  • Martin didn’t even talk to me.
    มาร์ตินไม่คุยกับฉันเลยด้วยซ้ำ
  • How can I call you? I don’t even know your number.
    ชั้นจะไปโทรหาเธอได้ไง แม้แต่เบอร์โทรศัพท์ก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ

 

 

ขอบคุณข้อมมูลจาก:  www.pasaangkit.com

Must กับ Have to ใช้เหมือนกันมั้ย?

ทั้ง must และ have to ใช้เพื่อแสดงความจำเป็นในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเหมือนกัน แต่มีวิธีการใช้เหมือนกันเล็กน้อยค่ะ แต่โครงสร้างประโยคในการใช้ must กับ have to เหมือนกันคือ ต้องตามด้วย verb infinitive หรือ กริยารูปธรรมดา ไม่ผัน ไม่เติม

must + verb (infinitive)
have to + verb (infinitive)

  • I must quit smoking. ฉันต้องเลิกสูบบุหรี่
  • I have to quit smoking. ฉัน(จำเป็น)ต้องเลิกสูบบุหรี่

สองประโยคนี้แปลว่า ต้องเลิกสูบบุหรี่ เหมือนกัน แต่เราจะใช้ must ในกรณีที่เราคิดว่าสิ่งนั้นจำเป็นต้องทำ เป็นความเชื่อหรือเป็นความคิดของเราเองที่คิดว่ามันจำเป็นต้องทำ
แต่ have to นั้นใช้ในกรณีที่สถานการณ์เป็นตัวบังคับให้เราจำเป็นต้องทำ ซึ่งบางที่เราอาจจะไม่อยากทำ อาจจะเป็นกฎ หรือข้อบังคับให้ทำ เช่น

  • You have to stop eating salty food.
    คุณจำเป็นต้องเลิกกินอาหารรสเค็ม
    (อาจจะเป็นคำสั่งหมอที่ให้เลิกกินอาหารรสเค็ม)

ลองมาเปรียบเทียบกับการใช้ must ในประโยคข้างล่างค่ะ

 

  • You must stop eating salty food.
    คุณต้องเลิกกินอาหารรสเค็มได้แล้ว

(อาจจะเป็นความคิดของผู้พูดเองว่า อีกฝ่ายต้องเลิกกินอาหารเพราะถ้ากินอาหารรสเค็มมากเกินไปจะทำให้เป็นโรคได้)

  • Must I go now?
    ฉันต้องไปตอนนี้เลยมั้ย
  • Do they have to pay the money?
    พวกเขาต้องจ่ายเงินมั้ย

*** แต่ถ้าเป็นประโยคปฏิเสธจะมองเห็นความแตกต่างได้ชัด ดังนี้ค่ะ

must not หรือ mustn’t แปลว่า จะต้องไม่(เป็นกฎหรือข้อบังคับที่ห้ามให้ปฏิบัติ)
don’t have to หรือ doesn’t have to แปลว่า ไม่จำเป็นต้อง (จะทำหรือไม่ทำก็ได้)
รูปปฏิเสธและคำถามของ have to ต้องใช้ verb to do เข้ามาช่วย จะเติม not ข้างหลังไปเลยเหมือน must ไม่ได้ ตัวอย่างประโยค เช่น

  • You mustn’t park here. It’s not allowed.
    คุณไม่ได้รับอนุญาตให้จอดรถที่นี่
  • The students mustn’t wear shoes in the classroom.
    นักเรียนจะต้องไม่ใส่รองเท้าในห้องเรียน
  • We don’t have to wear uniform on Friday.
    พวกเราไม่จำเป็นต้องใส่ชุดเครื่องแบบในวันศุกร์
  • He doesn’t have to tell me what happened. Someone has already told me.
    เขาไม่จำเป็นต้องบอกฉันก็ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น มีคนบอกฉันแล้ว

** สรุปคือmust กับ have to ในรูปประโยคบอกเล่าและคำถาม จะมีความหมายใกล้เคียงกันหรือต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ในประโยคปฏิเสธจะมีความหมายที่ต่างกันอย่างชัดเจนค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: www.pasaangkit.com

ประโยคภาษาอังกฤษบอกอาการป่วย ไม่สบาย

  1. I’m sick. / I have a temperature. / I have a fever. ฉันไม่สบาย
  2. I feel like throwing up. ฉันรู้สึกจะอาเจียน
  3. Where is the pharmacy? ร้านขายยาอยู่ที่ไหน
  4. I have a headache. ฉันปวดหัว
  5. I have a toothache. ฉันปวดฟัน
  6. I have a sore throat. ฉันเจ็บคอ
  7. I have a backache. ฉันปวดหลัง

  1. I have a stomachache. ฉันปวดท้อง
  2. I have an upset stomach. ฉันปวดท้อง (อาจจะไม่สบาย)
  3. Do you have diarrhea? คุณท้องเสียหรือเปล่า
  4. I have diarrhea. ฉันท้องเสีย
  5. I have serious diarrhea. ฉันท้องเสียรุนแรง
  6. I am constipated. ฉันมีอาการท้องผูก ; constipated เป็น adj.
  7. I have an infection. ฉันติดเชื้อ
  8. I have an eye infection. ฉันตาแดง
  9. I am dizzy. / I feel dizzy. ฉันเวียนหัว

  1. I can’t sleep. ฉันนอนไม่หลับ
  2. I have allergies. ฉันเป็นโรคภูมิแพ้
  3. I have asthma. ฉันเป็นหอบ
  4. I have a bruise. ฉันมีรอยฟกช้ำ
  5. I have the flu. ฉันเป็นไข้หวัด
  6. I have a cold. ฉันเป็นหวัด
  7. I have caught a cold. ฉันเป็นหวัด (to catch a cold เป็นหวัด)
  8. May I have cold medicine? ฉันขอยาแก้หวัดหน่อย
  9. I have a bad cough. ฉันไอมาก

  1. I have a dry cough. ฉันไอแห้ง
  2. I have a runny nose. ฉันน้ำมูกไหล
  3. I have a stuffy nose. ผมคัดจมูกหายใจไม่ออก
  4. I have a toothache. ฉันปวดฟัน
  5. Do you have a medicine similar to this one? คุณมียาเหมือนแบบนี้ไหม
  6. You look pale. คุณดูซีดเซียว
  7. I’m going to take a sick day. / I’m going to take a sick leave. ลาป่วย
  8. I have high blood pressure. ฉันเป็นความดันโลหิตสูง
  9. I want to get a vaccine. ฉันขอฉีดวัคซีนหน่อย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: www.pasaangkit.com

เห็นด้วย หรือ ไม่เห็นด้วย จะพูดยังไง?

เวลาพูดกับชาวต่างชาติก็อาจจะต้องมีการแสดงความคิดเห็นของเราสอดแทรกเข้าไประหว่างที่สนทนา คือเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูด มาดูสำนวนที่ใช้พูดแสดงการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกันค่ะ

การแสดงการเห็นด้วย

เวลาที่ใครพูดอะไรกับเราแล้วเราเห็นด้วย ก็จะใช้สำนวนดังต่อไปนี้ค่ะ

ถ้าแบบเป็นทางการก็จะใช้ว่า

I agree. ฉันเห็นด้วย
I concur. ฉันเห็นด้วย
That’s just what I was thinking. นั่นเป็นสิ่งที่ผมกำลังคิดเลย
That’s exactly my opinion. นั่นเป็นความเห็นของผมเลย
หรือถ้าเห็นด้วยแบบจริงจังหรือเห็นด้วยสุดๆ ก็จะเพิ่มคำขยายเข้ามาเช่น

I totally agree. เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
I definitely agree. เห็นด้วยอย่างยิ่ง
I absolutely agree. เห็นด้วยอย่างยิ่ง
I couldn’t agree more. เห็นด้วยอย่างที่สุด
แต่ถ้าเป็นการเห็นด้วยแบบกลางๆ ก็มักจะพูดว่า

That’s quite right. ก็น่าจะใช่
I quite agree with you. ฉันค่อนข้างเห็นด้วยกับคุณ
แต่ถ้าพูดเห็นด้วยแบบไม่เป็นทางการ มักจะใช้สำนวนนี้ค่ะ

Yeah! / Right!
Definitely!
Absolutely!
Exactly!
That’s right.
You’re right.
You got it!
ทั้งหมดนี้แปลเหมือนๆกันคือแปลว่า ใช่เลย หรือ นั่นแหละใช่เลย ประมาณนี้ค่ะ

 

แสดงความไม่เห็นด้วย

ในบางครั้งเราอาจจะเห็นด้วย แต่ก็อาจจะมีบางครั้งที่เราไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คนอื่นพูด เราก็สามารถบอกเขาไปได้ ไม่ใช่เห็นด้วยทุกอย่างที่เขาพูดมา โดยจะมีสำนวนในการพูด ดังนี้ค่ะ

I disagree. (บอกไปตรงๆเลยว่าไม่เห็นด้วย สั้นๆง่ายๆได้ใจความ)
I’m not sure about that. (เป็นการแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างอ่อนโยน)
That’s good but……
I see what you’re saying but…
(เป็นการแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างสุภาพเช่นกัน คือถนอมน้ำใจคนฟังเล็กน้อย ^^)
หรือหากต้องการจบบทสนทนา เพื่อเปลี่ยนเรื่องแต่ยังต้องการบอกว่าเราไม่เห็นด้วยก็สามารถพูดได้ว่า

Let’s agree to disagree.
I think we’re going to have to agree to disagree.
สองประโยคล่างนี้แปลว่า ฉันว่าเราคงต้องเห็นด้วยที่จะไม่เห็นด้วย

** ใครถนัดสำนวนแบบไหนนำไปใช้ได้เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเห็นด้วยแบบจริงจังหรือธรรมดา หรือแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างตรงไปตรงมา หรืออ้อมค้อมเล็กน้อยเพื่อรักษาน้ำใจคนฟัง แบบไหนที่คุณถนัดก็นำไปใช้ได้เลยค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก:  www.pasaangkit.com

ระวัง! through, though, thought หน้าตาคล้าย แต่ความหมายต่างกัน

สามคำเจ้าปัญหานี้ through, though, thought ใครเจอพร้อมๆกันเป็นต้องมึน เพราะแต่ละตัวความหมายนี่ไม่เหมือนกันเลย อ่านออกเสียงก็ยังไม่เหมือนกันอีก มาดูกันสิว่าแต่ละคำมันหมายถึงอะไรและออกเสียงว่ายังไงกันบ้าง

 

1. Through

Through :อ่านออกเสียงว่า “ธรู” แปลว่า “ทะลุผ่าน, ผ่าน, โดยตลอด, ตั้งแต่ต้นจนจบ, เสร็จสมบูรณ์”
เช่น

That old lady guided us through the castle.
หญิงชราคนนั้นพาเราเยี่ยมชมปราสาททั้งหลัง
I’ve sat through this boring meeting for 2 hours.
ฉันนั่งอยู่ในการประชุมที่แสนน่าเบื่อนี้มาตลอด 2 ชั่วโมงแล้ว
This shop is open ten to six daily through the year.
ร้านนี้เปิดตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็นทุกวัน ตลอดทั้งปี

 

2. Though

Though :อ่านออกเสียงว่า “โด” แปลว่า “ถึงแม้ว่า” มีความหมายเหมือนกับ although, even though
เช่น

Though I studied hard, I can’t pass the test.
แม้ว่าฉันจะขยันอ่านหนังสือหนักแค่ไหน ก็ยังสอบไม่ผ่านอยู่ดี
I still love him though he never loves me back.
ฉันยังรักเขาแม้ว่าเขาจะไม่เคยรักฉันเลย
Losing weight is very hard, I have to lose it though.
ถึงแม้ว่าการลดน้ำหนักจะยากแต่ฉันก็ต้องลดให้ได้

 

3. Thought

Thought :อ่านออกเสียงว่า “ธ๊อด” แปลว่า “คิด” เป็นกริยาช่องที่ 2 ของ think
เช่น

I thought I was a good play.
ฉันคิดว่ามันเป็นการแสดงที่ดี
I’ve never thought that this happened to me.
ฉันไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องนี้มันจะเกิดขึ้นกับฉัน
She thought she could win the game.
หล่อนคิดว่าหล่อนจะสามารถเอาชนะได้

 

เลือกใช้คำให้ถูกต้อง และอย่าลืม ระวังตัวสะกดในแต่ละคำด้วยนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก: www.pasaangkit.com

โครงสร้างประโยค ขออนุญาต ภาษาอังกฤษ

เวลาที่เราจะขออนุญาตคนอื่นทำอะไรก็ตาม ปกติแล้วก็มักจะใช้ภาษาสุภาพ ในภาษาอังกฤษก็เช่นกัน ปกติแล้วในภาษาอังกฤษเวลาขออนุญาตมักจะพูดเป็นประโยคคำถามว่าฉันสามารถทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้หรือไม่ มีหลายประโยคและหลายสำนวนที่ใช้พูดเพื่อขออนุญาต ดังนี้ค่ะ

1. การใช้ can / could

Can กับ Could ความหมายทั่วไปจะใช้ในการพูดถึงความสามารถ แต่can / could จะใช้การขออนุญาตได้ด้วย โดยเขียนหรือพูดในเชิงประโยคคำถาม โดยการใช้ could จะสุภาพกว่าการใช้ can เช่น

Can I use your computer?
ฉันขอใช้คอมพิวเตอร์ได้มั้ยคะ
** ถ้าต้องการให้สุภาพมากขึ้นก็ใช้ could และอาจจะเติม please ไว้ด้านหลังก็ได้ค่ะ

Could I use your computer, please?

Can I have your name please?
ขอทราบชื่อคุณหน่อยได้มั้ยคะ
Could you move over, please?
คุณช่วยกรุณาขยับไปหน่อยได้มั้ยคะ

2. การใช้ may

May ปกติจะใช้ในการคาดการณ์ แปลว่า “อาจจะ” เวลาที่เรานำมาขออนุญาตจะใช้ในรูปประโยคคำถาม เช่น

May I turn off the fan?
ขออนุญาตปิดพัดลมได้มั้ยคะ
May I go out please?
ขออนุญาตออกไปข้างนอกได้มั้ย
May I use your camera?
ขอใช้กล้องถ่ายรูปหน่อยได้มั้ยคะ

3. ใช้ Do you mind if ……..? / Would you mind if ………….?

mindในที่นี้หมายถึง รังเกียจ เวลาขออนุญาต ใช้เป็นประโยคคำถามก็ได้

เช่น

Do you mind if I sit here?
คุณจะว่าอะไรมั้ยถ้าฉันจะนั่งตรงนี้
Would you mind if I borrow you cell phone?
คุณจะว่าอะไรมั้ยถ้าฉันจะขอยืมโทรศัพท์มือถือคุณหน่อย
** ที่กล่าวมาแล้วเป็นการแสดงการขออนุญาตแบบประโยคคำถาม แต่ถ้าเป็นประโยคบอกเล่าอาจจะใช้คำว่า canหรือ mayเช่น

You may use the computer.
เชิญคุณใช้คอมพิวเตอร์ได้
You can borrow my money.
คุณจะยืมเงินฉันก็ได้นะ

แต่ถ้าเป็นการพูดว่าไม่อนุญาต จะใช้คำว่า mustn’t กับ can’tเช่น

You mustn’t park here.
คุณห้ามจอดรถที่นี่
You can’t smoke in the building.
ห้ามสูบบุหรี่ในอาคาร

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: www.pasaangkit.com

อยากชวนเค้าออกไปข้างนอก จะพูดว่าไงดีนะ?

ประโยคเกี่ยวกับการนัดพบเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อคุณต้องการเชิญใครบางคนไปสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง และคุยกันว่าจะพบกันที่ไหน เมื่อไร ภาษาอังกฤษพูดอย่างไร ตามมาดูกันเลยค่ะ…..

Are you up to anything this evening?
= คุณมีอะไรทำไหมคืนนี้

Have you got any plans for …?
= คุณมีแผนการสำหรับ…ไหม
… this evening = เย็นนี้
… tomorrow = พรุ่งนี้
… the weekend = สุดสัปดาห์นี้

Are you free …?
= คุณว่างไหม…
… this evening = เย็นนี้
… tomorrow afternoon = บ่ายพรุ่งนี้
… tomorrow evening = เย็นพรุ่งนี้

What would you like to do this evening?
= คุณอยากจะทำอะไรในคืนนี้

Do you want to go somewhere at the weekend?
= คุณอยากจะไปที่ไหนในสุดสัปดาห์นี้

Would you like to join me for something to eat?
= คุณอยากจะมาร่วมรับประทานอาหารกับฉันไหม

Do you fancy going out tonight?
= คืนนี้คุณอยากออกเที่ยวกลางคืนไหม

 

การตอบรับ และปฏิเสธ

Sure
= แน่นอน

I’d love to
= ฉันก็อยากมาร่วมด้วย

Sounds good
= ก็ฟังดูดีนะ

That sounds like fun
= ฟังดูน่าสนุกนะ

Sorry, I can’t make it
= ขอโทษนะ, ฉันไปไม่ได้

I’m afraid I already have plans
= ฉันเกรงว่าฉันมีแผนอื่นเรียบร้อยแล้ว

I’m too tired
= ฉันเหนื่อยแล้ว

I’m staying in tonight
= ฉันจะอยู่บ้านคืนนี้

I’ve got too much work to do
= ฉันมีงานมากมายที่ต้องทำ

I need to study
= ฉันอยากเรียน

I’m very busy at the moment
= ฉันยุ่งมากเลยตอนนี้

 

การพูดคุยตกลงเรื่องเวลา และสถานที่นัดหมาย

What time shall we meet?
= เราควรจะพบกันตอนกี่โมง

Let’s meet at …

พบกันตอน…
eight o’clock = แปดโมง

Where would you like to meet?
= เจอกันที่ไหนดี

I’ll see you … at ten o’clock
= เจอกันที่… เวลาสี่ทุ่ม
… in the pub = ในผับ
… at the cinema = ที่โรงภาพยนต์

I’ll meet you there
= ฉันจะไปพบคุณที่นั่น

See you there!
= แล้วเจอกันที่นั่น!

Let me know if you can make it
= บอกฉันด้วยถ้าคุณมาได้

I’ll call you later
= ฉันจะโทรหาคุณภายหลัง

What’s your address?
= ขอทราบที่อยู่คุณหน่อย

 

ประโยคสนทนาที่ควรรู้

I’m running a little late
= ฉันมาช้าไปหน่อย

I’ll be there in … minutes
= ฉันจะไปถึงที่นั่นในอีก…นาที
… five = ห้า
… ten = สิบ
… fifteen = สิบห้า

Have you been here long?
= คุณมานานแล้วหรือ

Have you been waiting long?
= คุณรอนานแล้วหรือ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: www.tonamorn.com

เรียนรู้เทคนิคการเกลาประโยคภาษาอังกฤษให้สุภาพ อ่อนโยน

ภาษามีระดับตั้งแต่ปกติที่เราใช้กับคนที่สนิทด้วยไปจนถึงสุภาพและให้เกียรติผู้สนทนา’ บางครั้งเราพูดภาษาอังกฤษได้จนเริ่มชินแล้ว เราก็อยากพัฒนาให้ภาษาของเราดูสุภาพ อ่อนโยน ดูแบบ เหยยยย ผู้ดีมาเองอ่ะ ถึงไม่ใช่เจ้าของภาษาหากใช้เคล็ดลับง่ายๆ ที่ นำมาเสนอในวันนี้ก็สามารถยกระดับประโยคของคุณได้ง่ายๆ เน้นการสื่อประโยคที่ไปทางลบให้ดูอ่อนโยนได้ ฮั่นแน่ อยากรู้แล้วใช่ไหมล่ะ เรามาดูกันเลยค่ะ

1. หากเราต้องการจะบอกสิ่งที่ผู้ฟังไม่อยากได้ยิน

แน่นอนว่าต้องไม่ใช่ข่าวดีแน่นอนค่ะ แต่การจะพูดอย่างตรงไปตรงมาบ้างครั้งก็อาจจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกไม่ดีได้ ดังนั้นเราจึงใช้รูปประโยคว่า ‘…might… a slight…’

ยกตัวอย่างเช่น

‘She tells me that there will be heavy rain tonight’
‘She tells me that there might be a slight rain tonight’

จากประโยคแรกจะแปลว่า หล่อนบอกว่ามีฝนตกหนักมาก ในประโยคแรกคือมีการใช้คำว่า ‘heavy’ เป็นการบอกปริมาณแล้ว ซึ่งผู้ฟังอาจจะไม่มีความสุขนักเมื่อได้ยินเช่นนั้น

เราจึงเลือกใช้รูปประโยค ‘…might… a slight…’เข้ามาช่วย แปลว่า หล่อนบอกว่าอาจจะมีฝนตกนิดหน่อย ซึ่งเวลาเราใช้คำว่าอาจจะเนี่ย จะช่วยเพิ่มความคลุมเครือให้กับประโยคเป็นอย่่างมาก ที่เหลือก็ให้ผู้ฟังไปคิดเองละกันนะ

 

2. ใช้คำที่แทนปริมาณไม่มาก

ส่วนมากก็ใช้วางไว้หน้าคำคุณศัพท์ (Adj.) หรือแทนคำว่า ‘very’ ไปเลยในกรณีที่คำคุณศัพท์นั้นมีความหมายที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่หนัก โดยคำที่สามารถมาแทน very และช่วยทำให้ประโยคดูอ่อนโยนนุ่มนวลลงได้โดยใช้คำเหล่านี้

‘a little, a bit, a little bit, slight, slightly และ one or two(+noun)’

เรามาดูตัวอย่างกันค่ะ

‘Actual sales volume will be under forecast this month.’
เปลี่ยนเป็น ‘Actual sales volume will be slightly under forecast this month’

‘These documents have so many unreasonable points’
เปลี่ยนเป็น ‘These documents have one or two unreasonable points’

 

3. ประโยคออกแนวคำสั่ง

กรณีที่เราต้องการจะบอกคู่สนทนาให้ทำตามที่เราบอก บางครั้งอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยสมควรนักและจะเป็นการบังคุบฝืนใจอีกฝ่ายมากเกินไปนะคะ ดังนั้นเราจึงแนะนำให้เปลี่ยนมาใช้รูป ‘Negative Question’ หรือเปลี่ยนให้ประโยคกลายเป็นประโยคคำถามแทน

ยกตัวอย่างเช่น

‘We should hold this project now!’
สามารถเปลี่ยนเป็น ‘Shouldn’t we hold this project now?’

 

4. พูดอ้อมๆ เพื่อลดความตรงไปตรงมาของเจตนาลง

ถือเป็นเทคนิคขั้นสูงเลยก็ว่าได้ค่ะ มีจุดประสงค์เพื่อที่จะสื่อในเรื่องที่เราต้องการแต่อาจจะดูตรงเกินไปหน่อยจนเกรงว่าฝ่ายตรงข้ามจะไม่สบายใจ เราสามารถเปลี่ยนประโยคดังกล่าวให้เป็นรูป ’Past Continuous Tense’ หรือ ‘Subject + verbช่วยช่องที่ 2 + v.ing’ แทน เพียงเท่านี้ประโยคก็จะดูอ่อนลงค่ะ ยกตัวอย่างเช่น

‘I think you can take me to a coffee shop this weeknd’
สามารถเปลี่ยนเป็น ‘I was thinking you could take me to a coffee shop this weekng’

‘We guess she is John’s wife’
สามารถเปลี่ยนเป็น ‘We were guessing she was John’s wife

 

5. หลีกเลี่ยงการกล่าวหาฝ่ายตรงข้าม

การกล่าวหาคนอื่นว่าทำไม่ถูกต้องเป็นเรื่องที่อาจจะเสียมารยาทไปสักหน่อยในบางครั้งนะคะ ยิ่งถ้าเราไม่สนิทฝ่ายตรงข้ามล่ะก็ไม่สมควรอย่างยิ่งเลยล่ะค่ะ เพราะถ้าไม่เป็นไปตามที่เรากล่าวหา ความสัมพันธ์มิสิทธิ์พังทันที เราสามารถหลีกเลี่ยงการกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามได้โดยการเปลี่ยนประโยคให้เป็น Passive voice และนำประธานของประโยคออกไป ยกตัวอย่างเช่น

‘You stole my work!’ (แรงมากกกกก)
แนะนำให้เปลี่ยนเป็น Passive voice อย่างไว ‘My work was stolen’

‘I confirm your resignation effective today’
สามารถเปลี่ยนเป็น ‘It is confirmed that your resignation is effective today’

ถือว่าเป็นเคล็ดลับการใช้ภาษาอังกฤษที่เป็นประโยชน์มากทีเดียวค่ะ สามารถนำไปใช้ได้ในสถานการณ์ที่สิ่งที่เราจะพูดไปในแง่ลบและเกรงว่าจะกระทบใจฝ่ายตรงข้าม ยังไงก็อย่าลืมเอาไปปรับใช้กันนะคะ รับรองว่าคุ้มค่า!

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: www.dailyenglish.in.th