40 ประโยคพื้นฐานภาษาอังกฤษ สำหรับผู้เริ่มต้น

ปัจจุบันภาษาอังกฤษมีความสำคัญเป็นอย่างมากในสังคม คนส่วนใหญ่จึงเริ่มสนใจที่จะเรียนรู้ภาษาอังกฤษกันมากขึ้น และหลายคนยังคงไม่แน่ใจว่าจะต้องเริ่มต้นเรียนเรื่องไหนก่อน วันนี้เราจึงนำ 40 ประโยคพื้นฐานสำหรับผู้เริ่มต้นมาฝากกัน จะมีประโยคไหนบ้างนั้นตามไปดูกันเลย…

 

1. What’s your name? คุณชื่ออะไร

2. Where are you from? / Where do you come from? คุณมาจากไหน / I’m from … I come from … ฉันมาจาก…….

3. What’s your surname / family name? คุณนามสกุลอะไร

4. What’s your first name? คุณชื่ออะไร

5. What’s your address? ที่อยู่ของคุณคือที่ไหน

6. Where do you live? คุณอาศัยอยู่ที่ไหน / I live in… ฉันอาศัยอยู่ที่…

7. What’s your (tele) phone number? คุณหมายเลขโทรศัพท์อะไร

8. How old are you? คุณอายุเท่าไหร่ / I’m….years old. ฉันอายุ…ปี

9. Where were you born? คุณเกิดเมื่อไหร่ / I was born in…. ฉันเกิดในปี….

10. Are you married? คุณแต่งงานหรือยัง

11. What do you do? / What’s your job? คุณทำอาชีพอะไร

12. Where did you go? คุณไปไหนมา

13. What did you do? คุณทำอะไร

14. What are you going to do tomorrow / this evening / next week / etc.? คุณกำลังจะทำอะไรพรุ่งนี้ / เย็นนี้ / สัปดาห์หน้า / ฯลฯ

15. Where were you? คุณอยู่ที่ไหน

16. Have you got a car / job / house / etc.? คุณมีรถ / งาน / บ้าน ฯลฯ หรือเปล่า

17. Have you got any children / friends / books / etc.? คุณมีบุตร / เพื่อน / หนังสือ ฯลฯ บ้างไหม

18. Can you play tennis / golf / football / etc.? คุณเล่นเทนนิส / กอล์ฟ / ฟุตบอล / ฯลฯ เป็นไหม

19. Can you speak English / French / Japanese / etc.? คุณพูดภาษาอังกฤษ/ ฝรั่งเศส / ญี่ปุ่น ฯลฯ ได้ไหม

20. How do you do. Pleased to meet you. ยินดีที่พบคุณ

21. How are you? คุณสบายดีไหม / Fine, thanks. And you? สบายดี ขอบคุณ แล้วคุณล่ะ

22. How can I help you? / May I help you? จะให้ช่วยอะไรบ้าง

23. Can I try it on? ฉันขอลองใส่ได้ไหม (กรณีซื้อของ)

24. How much does it cost? / How much is it? คนซื้อ : ราคาเท่าไหร่

25. How would you like to pay? คนขาย : คุณจะจ่ายยังไง / By credit / cash ด้วยเครดิต / เงินสด

26. Can I pay by credit card / check / debit card? คนซื้อ : ฉันจะจ่ายโดยใช้ บัตรเครดิต / เช็ค / บัตรเดบิต ได้ไหม

27. Have you got something bigger / smaller / lighter / etc.? คนซื้อ : คุณมีตัว ที่ใหญ่กว่า / เล็กกว่า / เบากว่า / ฯลฯ หรือไม่

28. What’s that? นั่นอะไรน่ะ / อะไรนะ?

29. What time is it? เวลาเท่าไร

30. Can / May I open the window? ฉันขอเปิดหน้าต่างได้ไหม / Certainly. It’s hot in here! ได้เลย ข้างในนี่ร้อน

31 Are there any apples / sandwiches / books / etc.? มีแอปเปิ้ล / แซนด๋วิช / หนังสือ / ฯลฯ บ้างไหม

32. Is this your / his / her / etc. book / ball / house / etc.? นี่คือ หนังสือ / ลูกบอล / บ้าน / ฯลฯ ของคุณ / ของเขา / ฯลฯ ใช่ไหม

33. Whose is this / that? สิ่งนี้ / สิ่งนั้น เป็นของใคร

34. What do you like? คุณชอบอะไร / I like playing tennis, reading and listening to music. ฉันชอบเล่นเทนนิส, อ่านหนังสือ และฟังเพลง

35. What does he look like? เขามีลักษณะเป็นยังไง / He’s tall and slim. เขาสูงและผอม

36. What would you like? คุณชอบอะไร

37. What is it like? มันมีลักษณะเป็นอย่างไร

38. What’s the weather like? อากาศเป็นอย่างไร / It’s raining at the moment. ตอนนี้ฝนกำลังตก

39. Would you like some coffee / tea / food? คุณจะรับกาแฟ / ชา / อาหาร บ้างไหม

40. Would you like something to drink / eat? จะรับอะไรดื่ม / ทานอะไรไหม

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: lifestyle.campus-star.com

like กับ would like เหมือน หรือ ต่างกันอย่างไร?

บางคนคิดว่า like กับ would like น่าจะแปลเหมือนๆกัน เพราะมันก็ like เหมือนๆกัน ถ้าคุณคิดอย่างนั้น….คุณคิดผิดค่ะ!! เพราะสองคำนี้มันมีความหมายต่างกันเลย และใช้ในสถานการณ์ที่ต่างกันด้วย

1. like แปลว่า ชอบ

มักตามด้วยคำกริยาที่เติม ing (Ving) หรือที่เรียกว่า gerund หรือตามด้วย to infinitive (to + Verb) ก็ได้

like + Ving
like + to + V. infinitive

เช่น

I like eating chocolate cake.
ฉันขอบกินเค้กช้อคโกแลต

She likes wandering around the city alone.
เธอชอบเดินเตร่ๆไปรอบเมืองคนเดียว

They like to swim in the lake on Saturday.
พวกเขาชอบว่ายน้ำในทะเลสาบในวันเสาร์

2. would likeหมายถึง อยากจะ หรือ ต้องการ

would like + to + verb
would like + Noun

เช่น

I would like to go sightseeing this old city before we go back.
ฉันอยากจะไปเที่ยมชมเมืองเก่านี้ก่อนที่เราจะกลับ

I’m so thirsty. I would like some water.
ฉันกระหายน้ำมากๆ ฉันอยากได้น้ำสักหน่อย

Would you like some tea or coffee?
คุณอยากได้ชาหรือกาแฟสักหน่อยมั้ย

บางคนอาจจะเห็น would like ในรูปย่อแบบนี้ก็ได้ คือ ‘d like เช่น

I’d like to take a leave tomorrow because I feel not well today.

ฉันอยากจะลาหยุดวันพรุ่งนี้เพราะว่าวันนี้ฉันรู้สึกไม่ดีเลย

He would like to speak English but he doesn’t have an environment for English talking.
เขาอยากจะพูดภาษาอังกฤษ แต่เขาไม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่พูดภาษาอังกฤษ

*** would like มีความหมายเหมือนกับ want คือแปลว่าต้องการ หรือ อยาก เหมือนกัน เพียงแต่ would like จะฟังดูสุภาพกว่าเท่านั้นเองค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: www.pasaangkit.com

เมนูเครื่องดื่มภาษาอังกฤษ (Beverage)

คำศัพท์ที่แปลว่าเครื่องดื่ม ภาษาอังกฤษคือ beverage และ drink

beverage (noun คำนาม) อ่านว่า เบฟ’เวอเรจฺ แปลว่า เครื่องดื่ม
drink (verb คำกริยา) อ่านว่า ดริงคฺ แปลว่า ดื่ม
drink (noun คำนาม) อ่านว่า ดริงคฺ แปลว่า เครื่องดื่ม

 

thirsty (adjective คำคุณศัพท์) อ่านว่า เธิรสฺ’ทิ แปลว่า กระหายน้ำ, หิวน้ำ, ต้องการดื่มน้ำ

เครื่องดื่มภาษาอังกฤษ คำอ่าน คำศัพท์เครื่องดื่ม แปลไทย
alcohol แอล’กะฮอล เหล้า, สุรา, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
americano อเมริคาโน กาแฟอเมริกาโน่
apple juice แอพเพิล-จูสฺ น้ำแอปเปิ้ล
bael fruit juice เบล-ฟรูท-จูสฺ น้ำมะตูม
beer เบียฺร เบียร์
black coffee แบล็ค-คอฟฟิ กาแฟดำ
black tea แบล็ค-ธี ชาดำ (แบบชาจีน)
brandy แบรน’ดี บรั่นดี
cappuccino แคพพูชิโน กาแฟคาปูชิโน่
champagne แชมเพน’ แชมเปญ, เหล้าแชมเปญ
chrysanthemum juice คริแซนธิมัม-จูส น้ำเก๊กฮวย
cocktail คอค’เทล ค็อกเทล, เครื่องดื่มเหล้าผสมผลไม้
cocoa โค’โค โกโก้, น้ำโกโก้
coffee คอฟ’ฟี่ กาแฟ
cola โค’ละ น้ำโคล่า (เครื่องดื่มชนิดหนึ่ง สีดำ มีรสหวาน)
decaffeinated coffee ดิแคฟฟิเนทิด-คอฟฟิ กาแฟไร้คาเฟอีน, กาแฟที่สกัดสารคาเฟอีนออก
frappé ฟรัพเพ- เครื่องดื่มแช่เย็นจนเป็นเกล็ดน้ำแข็ง
fruit tea ฟรุท-ธี ชาผลไม้
gin จิน เหล้ายิน
grape juice เกรพ-จูส น้ำองุ่น
green tea กรีน-ธี ชาเขียว
herbal tea เฮอ’เบิล-ธี ชาสมุนไพร
hot chocolate ฮอท-ชอ’คะลิท ช็อคโกแลตร้อน
hot coffee ฮอท-คอฟฟิ กาแฟร้อน
iced chocolate ไอซ์ด-ชอ’คะลิท ช็อคโกแลตเย็น
iced coffee ไอซ์ด-คอฟฟิ กาแฟเย็น
iced tea ไอซ์ด-ธี ชาเย็น
juice จูสฺ น้ำผลไม้
latte ลาเท่ กาแฟลาเต้ ( ทำจากกาแฟเอ็กเปรสโซใส่นม)
lemonade เลมะเนด- น้ำมะนาว
liquor ลิค’เคอะ เหล้ากลั่น (จำพวกบรั่นดีหรือวิสกี้)
macchiato มัคคิอาโธ กาแฟมัคคิอาโต้ (กาแฟเข้ม ใส่ฟองนมเล็กน้อย)
mango juice แมงโก-จูส น้ำมะม่วง
martini มาร์ทิหนิ เหล้ามาร์ตินี่ (เหล้าที่รวมเหล้ายีน กับ vermouth)
milk มิลคฺ นม, น้ำนม
milkshake มิลค์เชค นมปั่น (เครื่องดื่มปั่น ประกอบด้วยนมและไอศครีม)
mineral water มิเนอรัล-วอเทอะ น้ำแร่
mocha โม’คะ กาแฟม็อคค่า (กาแฟกลิ่นช็อคโกแลต)
mocktail ม็อคเทล น้ำผลไม้ผสม (cocktail ที่ไม่มีแอลกอฮอล์)
orange juice ออ’รินจฺ-จูสฺ น้ำส้ม
punch พันชฺ น้ำผลไม้ผสมแอลกอฮอล์
roselle juice โรเซลล์-จูสฺ น้ำกระเจี๊ยบ
rum รัม เหล้ารัม
smoothie สมูธธี่ น้ำผลไม้ปั่น
soda โซ’ดะ โซดา, น้ำอัดลม
soft drink ซอฟทฺดริงคฺ น้ำอัดลม
squash สควอช น้ำผลไม้คั้น
tamarind juice แทม’มะรินดฺ-จูสฺ น้ำมะขาม
tap water แทพ-วอเทอะ น้ำประปา, น้ำก๊อก
tea ธี ชา
tequila เทคีล่า เหล้าเตกีล่า
tomato juice โทเมโท-จูสฺ น้ำมะเขือเทศ
tonic ทอนนิค น้ำโทนิค (ใช้ผสมเหล้า), เครื่องดื่มชูกำลัง
vermouth เวอมูธฺ เหล้าองุ่นขาวซึ่งมีกลิ่นหอม
vodka วอด’คะ เหล้าวอดกา, เหล้ารัสเซีย
water วอ’เทอะ น้ำแปล่า
whiskey วิส’คี เหล้าวิสกี้
wine ไวน์ ไวน์, เหล้าไวน์, เหล้าองุ่น
yellow plum juice เยลโลวฺ-พลัม-จูสฺ น้ำบ๊วย

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก:  www.tonamorn.com

7 หลักการใช้ Adverb ง่ายๆไม่ยุ่งยาก

หลายๆ คนอาจจะกำลังงงกันอยู่ว่า จริงๆ แล้ว คำว่า Adverb (คำกริยาวิเศษณ์) สามารถนำมาใช้อะไรได้บ้างในประโยคภาษาอังกฤษ นอกจากจะช่วยในการขยาย Verb (คำกริยา) แล้วนั้น คำว่า Adverb ยังมีหน้าที่ในการขยาย Adjective (คำคุณศัพท์) และช่วยขยาย Adverb (คำกริยาวิเศษณ์) ด้วยกันเองได้อีกด้วย

 

1. Adverb of manner
คือ คำกริยาวิเศษณ์ที่บอกคุณลักษณะ เช่น fast, well, hard เป็นต้น

ตัวอย่างการใช้

– You are beautifully dressed. : คุณแต่งตัวได้อย่างสวยงาม (ขยายว่าแต่งตัวเป็นอย่างไร)

– The story ends happily. : เรื่องราวจบลงอย่างมีความสุข (ขยายว่าเรื่องราวจบลงอย่างไร)

– He speaks slowly. : เขาพูดอย่างช้าๆ (ขยายว่าเขาพูดอย่างไร)

พูดถึงอนาคตกับ Future Tense

 

2. Adverb of place
คือ คำกริยาวิเศษณ์ที่บอกเกี่ยวกับสถานที่ หรือใช้บอกความหมายของสถานที่ เช่น there, here, up, down เป็นต้น

ตัวอย่างการใช้

– I’m just looking around. : ฉันแค่มองไปรอบๆ (ขยายว่ามองไปที่ไหน)

– I wish you were here with me now. : ฉันอยากให้คุณอยู่กับฉันที่นี่ตอนนี้จัง (ขยายว่าอยากให้อยู่ที่ไหนในตอนนี้)

– This is the best Thai restaurant anywhere in Tokyo. : นี่คือร้านอาหารไทยที่ดีที่สุดในโตเกียว (ขยายว่าร้านนี้ดีกว่าที่ใดก็ตามในโตเกียว)

 

3. Adverb of time
คือ คำกริยาวิเศษณ์ที่ใช้บอกเวลา เช่น now, today, soon เป็นต้น

ตัวอย่างการใช้

– Wow, we’re finally in Paris. : ว้าว! ในที่สุดพวกเราได้มาอยู่ที่ปารีส (ความหมายประมาณว่าผู้พูดอยากมาปารีสนานแล้ว และสุดท้ายก็ได้มา ซึ่งมีเรื่องของระยะเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง)

– The bill must be paid today. : ใบแจ้งหนี้จะต้องถูกจ่ายในวันนี้ (ขยายว่า the bill จะถูกจ่ายเมื่อไร)

4. Adverb of frequency
คือ คำกริยาวิเศษณ์ที่บอกความถี่ และคำที่เมื่อแปลแล้วให้ความรู้สึกถึง ความบ่อย บ่อยมาก บ่อยน้อย หรือไม่เลย เช่น often, always, usually เป็นต้น

ตัวอย่างการใช้

– I always feel blue on Mondays. : ฉันรู้สึกเศร้าเสมอเมื่อถึงวันจันทร์ (เป็นการบอกว่าวันจันทร์ทีไรเศร้าตลอด ผมว่าสามารถเอาไปใช้ได้นะครับ เพราะน่าจะแทงใจดำใครหลายคน)

– We often hear that ants are social animals. : พวกเรามักจะได้ยินอยู่บ่อยๆว่ามดเป็นสัตว์สังคม (เป็นการขยายว่าเราได้ยินมาบ่อยละนะ)

– It will never happen again. : มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นอีก (ประโยคนี้พูดถึงเรื่องความถี่ นั้นคือจะไม่เกิดขึ้นอีก)

Adverbs

 

5. Adverb of degree
คือ คำกริยาวิเศษณ์ที่บอกระดับ ปริมาณ หรือคำที่เป็นการเน้นย้ำ ส่วนมากจะขยาย Adverb หรือ Adjective เช่น rather, too, very เป็นต้น

ตัวอย่างการใช้

– It’s absolutely impossible for me to go on like this. : มันเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนสำหรับฉันที่จะทำต่อไปแบบนี้ (ขยายความเป็นไปไม่ได้ เป็นการบอกปริมาณ ย้ำว่าแน่นอน)

– Do you really wish that? : คุณปรารถนาสิ่งนั้นจริงๆ หรือไม่? (ขยายความปรารถนา เป็นการย้ำว่าจริงไหม)

– It’s quite difficult. : มันค่อนข้างจะยาก (ขยายความยาก เป็นการบอกปริมาณของความยาก)

6. Interrogative Adverbs
คือ คำกริยาวิเศษณ์ที่เป็นคำถาม เช่น where, when, why, how เป็นต้น

ตัวอย่างการใช้

– Why are you so late? : ทำไมคุณสายจัง?

– Where is my passport? : หนังสือเดินทางฉันอยู่ไหน?

– How much is that coat? : เสื้อโค้ตตัวนั้นราคาเท่าไหร่?

– When does the train arrive? : รถไฟมาถึงเมื่อไร?

 

7. Relative Adverbs
คือ กริยาวิเศษณ์ที่เป็นคำเชื่อม หรือใช้เป็นคำนำหน้า เช่น when, where, why เป็นต้น

ตัวอย่างการใช้

– I remember the day when we first met. : ฉันจำวันที่เราพบกันครั้งแรกได้ ( when = preposition on + which )

– That’s the restaurant where we had dinner last night. : นั่นคือภัตราคารที่เรามาทานอาหารเย็นกันเมื่อวานนี้ ( where = preposition at/in + which)

– The reason why he refused is unconvincing. : เหตุผลที่เขาปฏิเสธนั้นไม่น่าเชื่อถือเลย (why = preposition for + which )

 

Adverb clauses
Adverb clauses คือ อนุประโยคที่ทำหน้าที่เหมือน Adverb ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ดังนี้

1. Adverb Clause of Time
คือ อนุประโยคที่ทำหน้าที่ขยายกริยา เพื่อบอกให้ทราบการกระทำนั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เช่น when, while, since, as soon as, as long as, before, after, until เป็นต้น

2. Adverb Clause of Place
คือ อนุประโยคที่ทำหน้าที่ขยายกริยาเพื่อบอกให้ทราบว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นที่ไหน เช่น where, as far as, wherever เป็นต้น

3. Adverb Clause of Cause
คือ อนุประโยคที่ทำหน้าที่ขยายกริยา เพื่อบอกให้ทราบการกระทำนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร เช่น because , since , as

4. Adverb Clause of Purpose
คือ อนุประโยคที่ทำหน้าที่ขยายกริยา เพื่อบอกให้ทราบการกระทำนั่นเกิดขึ้นด้วยความมุ่งหมายอะไร เช่น that, so that, in order that, lest, for fear that เป็นต้น

5. Adverb Clause of Result
คือ อนุประโยคที่บอกผลที่เกิดจากการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่

so + adj or adv + that
such + noun(s) + that
6. Adverb Clause of Condition
คือ อนุประโยคที่บอกให้ทราบว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นด้วยเงื่อนไขอะไร เช่น if, if only, unless, as long as, so long as เป็นต้น

7. Adverb Clause of Concession
คือ อนุประโยคที่แสดงการยอมรับอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น though, although, even though, however, whatever เป็นต้น

8. Adverb Clause of Manner
คือ อนุประโยคที่ทำหน้าที่ขยายกริยาเพื่อบอกอาการของการกระทำว่ากระทำไปอย่างไร เช่น as, as if, as though เป็นต้น

9. Adverb Clause of Comparison
คือ อนุประโยคที่ใช้ในการเปรียบเทียบ ปกติจะอยู่หลัง as หรือ than

ประโยคบอกเล่า as + adj หรือ (adv) + as
ประโยคปฏิเสธ not so(as) + adj หรือ (adv) + as

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: lifestyle.campus-star.com

50 วลี แสดงความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน

ภาษาอังกฤษเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจจ้างจากผู้ประกอบการ และการทำงานในปัจจุบันนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในการติดต่อสื่อสารกับต่างชาติที่มาติดต่อธุรกิจร่วมกัน ก็ต้องอาศัยทักษะด้านภาษาเป็นอย่างมาก นอกจากคำศัพท์เดิม ๆ ที่ใช้กันบ่อย ๆ แล้ว หากเราได้มีโอกาสได้โชว์เหนือ! ใช้วลี หรือศัพท์ที่ไม่เหมือนใคร และมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่า ก็เป็นการโชว์ความเก่งกาจ สร้างคาแร็กเตอร์ให้โดดเด่น สร้างความประทับใจให้กับชาวต่างชาติ และเพื่อนร่วมงาน วันนี้เรามี 50 วลีภาษาอังกฤษเด็ด ๆ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ทั้งในการสัมภาษณ์งาน และชีวิตประจำวันมานำเสนอกันค่ะ

การทักทายและบอกลา

How are things? เป็นอย่างไรบ้าง?
How is it going? เป็นอย่างไรบ้าง?
What are you up to? ทำอะไรอยู่เหรอ?
What have you been up to? ทำอะไรอยู่เหรอ?
See you soon! เจอกันเร็วๆนี้นะ!
Till next time! เจอกันคราวหน้านะ!
Until we meet again! แล้วพบกันใหม่นะ
Till next time! เจอกันคราวหน้านะ!
Have a nice day! ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีของคุณนะ!
Have a safe trip! เดินทางปลอดภัยนะ
Say hi to… ฝากสวัสดี … (ฝากให้คนๆหนึ่งกล่าวทักทาย/สวัสดีคนที่คุณคิดถึงแทนคุณ)


คำแนะนำ

First of all อย่างแรกเลยนะ
By the way อนึ่ง, อีกประการหนึ่ง
After all สุดท้ายแล้ว, นอกจากนั้น
If I’m not mistaken ถ้าฉัน (คิด/ตัดสินใจ) ไม่ผิด
On the contrary โดยตรงกันข้าม
As a rule โดยทั่วไป
On the other hand ในทางกลับกัน
As I said before ที่ฉันได้กล่าวไปแล้ว
If I recall correctly ถ้าฉันจำไม่ผิด
Either way อยู่แล้ว, อย่างไรก็ตาม


แสดงความไม่เห็นด้วยหรือตกลง

Perhaps อาจจะ, บางที
Definitely อย่างแน่นอน, แน่อยู่แล้ว
Absolutely อย่างแน่นอน, แน่อยู่แล้ว
It can hardly be so มันไม่น่าที่จะเป็นกรณีนี้, มันไม่น่าที่จะเป็นอย่างนั้น
Most likely มีแนวโน้มที่จะเป็นอย่างนั้น
Most unlikely ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น
Not a bit ไม่แม้แต่นิดเดียว
I agree with you ฉันเห็นด้วยกับคุณ
I’m afraid so ฉันก็เกรงว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ
No doubt อย่างไม่ต้องสงสัยเลย


ประโยคแสดงความสุภาพ

I’m so sorry! ฉันขอโทษจริง ๆ
I beg your pardon! ฉันขอโทษ
Sorry, I meant well. ขอโทษ ฉันแค่หวังดี (ฉันไม่ได้ตั้งใจ – กรณีที่คุณหวังดี อยากจะช่วย แต่ผลลัพธ์ออกมาไม่ดี)
It’s very kind of you! คุณใจดีมากเลย  คุณมีน้ำใจจัง
Thank you anyway! ยังไงก็ขอบคุณนะ
Thank you in advance! ขอบคุณล่วงหน้า
Don’t mention it! ไม่เป็นไร อย่าไปพูดถึงมันเลย
Don’t worry about it! ไม่ต้องเป็นห่วงนะ
This way, please! โปรดมาทางนี้
After you! เชิญคุณก่อนเลย


การตอบรับการสนทนา

What’s the matter? เกิดอะไรขึ้น?
How was it? แล้วมันเป็นอย่างไรบ้าง? (มันดีไหมหรือยังไง?)
Did I get you right? ฉันเข้าใจนายถูกไหม?
I didn’t catch the last word. เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ ?
It doesn’t matter. มันไม่สำคัญหรอก
Lucky you! ขอให้คุณโชคดี
May I ask you a question? ฉันขอถามคำถามหน่อยได้ไหม?
Things happen. อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด, อะไรก็เกิดขึ้นได้
I’m sorry, I didn’t catch you. ขอโทษ ฉันไม่ได้ยินที่คุณพูด
I’m so happy for you! ฉันดีใจที่เห็นคุณมีความสุข/ได้รับสิ่งที่ดี

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : th.jobsdb.com

อย่าหลงเชื่อ!! ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับการกินอาหาร

ความเชื่อหลายอย่างเกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่เราถูกป้อนข้อมูลมาเป็นเวลานาน  กินไก่เยอะ ระวังจะเป็นเก๊าท์บ้างล่ะ กินช็อกโกแลตแล้วสิวขึ้นบ้างล่ะ คุณรู้หรือไม่ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความเชื่อที่ผิด!! ความจริงจะเป็นยังไงนั้น วันนี้เราหาคำตอบมาให้คุณแล้ว ตามดูกันเลย……

นมถั่วเหลืองทำให้เป็นมะเร็งเต้านม


จากที่มีการพบว่าอาหารประเภทถั่วมีสารไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งคล้ายกับเอสโตรเจน ที่อาจจะไปกระตุ้นให้เกิดเซลล์มะเร็งเต้านมได้ แต่เนื่องจากสารไฟโตเอสโตรเจนนั้นมีฤทธิ์ทางฮอร์โมนอ่อนมากเมื่อเทียบกับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ประกอบกับ ข้อมูลการศึกษาวิจัยจากต่างประเทศในทุกวันนี้ก็ยังไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างการเป็นโรคมะเร็งเต้านมกับการบริโภคอาหารประเภทถั่ว

กินไก่เยอะ ระวังจะเป็นเก๊าท์


จริง ๆ แล้วการรับประทานไก่ เป็ด หรือสัตว์ปีกเป็นประจำ ไม่ได้ทำให้คนปกติอย่างเรา ๆ กลายเป็นโรคเก๊าท์ได้ แต่จะมีผลกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าท์อยู่แล้ว แต่อาการยังไม่ออก หรือคนที่ไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคเก๊าท์ หากรับประทานเยอะจนเกินไป และในคนที่เป็นโรคเก๊าท์อยู่แล้วก็จะทำให้ยิ่งเป็นหนักขึ้น

กินช็อกโกแลตแล้วสิวขึ้น


ได้ยินกันมานมนานกับคำเตือนที่ว่า กินช็อกโกแลตแล้วสิวจะขึ้นแต่จริง ๆ แล้วช็อกโกแลตไม่ได้ทำให้เกิดสิวได้ แต่เป็นเพราะน้ำตาลไปกระตุ้นกระตุ้นให้เกิดสิว ถ้าร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินไป ในบางคน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ช็อกโกแลต โดยเฉพาะดาร์กช็อกโกแลต หรือช็อกโกแลต 100% ที่ไม่ผสมน้ำตาล ยังดีต่อสุขภาพมาก ๆ เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง ช่วยการไหลเวียนของเลือด

กินเม็ดฝรั่งแล้วจะเป็นไส้ติ่ง


ถ้าวันดีคือร้ายที่เรารับประทานเมล็ดฝรั่งที่มีขนาดเล็กมากๆ เข้าไป แล้วบังเอิญเจ้าเมล็ดฝรั่งเกิดตกลงไปในไส้ติ่ง จนทำให้เกิดติดเชื้อ นั่นอาจเป็นเหตุให้ไส้ติ่งอักเสบได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าการทารเมล็ดฝรั่งจะทำให้ไส้ติ่งอักเสบ 100% ซึ่งไส้ติ่งอักเสบนั้นอาจเกิดจากอุจจาระของเราเองก็ได้

ดื่มน้ำเย็นไม่ดีต่อร่างกาย


มีการแชร์กันอย่างกระหน่ำในโลกโซเชียลว่า การดื่มน้ำเย็นทำให้ไตทำงานหนักบ้างล่ะ ทำให้เสี่ยงเกิดมะเร็งบ้างล่ะ แต่จริง ๆ แล้วการดื่มน้ำเย็นไม่ได้ส่งผลเสียต่อร่างกาย ไม่ได้ทำให้ไขมันจับตัวเป็นก้อนได้ เพราะความร้อนของร่างกายเรา (37 องศาเซลเซียส) สามารถเปลี่ยนน้ำเย็นที่เราดื่มเข้าไปให้กลายเป็นน้ำอุ่นได้ และที่สำคัญการดื่มน้ำเย็นยังดีต่อร่างกายด้วยซ้ำ เพราะต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำอุ่นขึ้น ช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ข้อมูลจากสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาของสหรัฐฯ ได้บอกไว้ว่า น้ำเย็นจะช่วยเติมน้ำให้ร่างกายได้ดีกว่าน้ำอุ่น เพราะร่างกายสามารถดูดซึมน้ำเย็นได้เร็วกว่า

 

คำศัพท์อาการป่วย

ชื่อโรคภาษาอังกฤษ

คำอ่าน

โรคและอาการไม่สบาย ภาษาไทย

allergy แอล’เลอจี โรคภูมิแพ้, ไข้ละอองฟาง
appendicitis อะเพนดิไซ’ทิส โรคไส้ติ่งอักเสบ
asthmatic แอชแมท’ทิค โรคหอบหืด, เกี่ยวกับโรคหืด
athlete’s foot แอธ’ลีทสฺ-ฟุท โรคน้ำกัดเท้า, เชื้อราที่เท้า, กลากที่เท้า, ฮ่องกงฟุต
bleeding บลีด’ดิง เลือดออก, ที่มีเลือดไหล
blister บลิส’เทอะ แผลพุพอง, บวม, ปูด, เป็นตุ่ม
broken bone โบร’เคิน-โบน กระดูกหัก
bruise บรูซฺ แผลฟกช้ำ, รอยฟกช้ำ
burn เบิรฺน แผลที่เกิดจากไฟไหม้, น้ำร้อนลวก
cancer แคน’เซอะ โรคมะเร็ง
chicken pox ชิคเคน-พ็อกสฺ โรคอีสุกอีใส, ไข้อีสุกอีใส
chronic ครอน’นิค โรคเรื้อรัง, เป็นมานาน
cirrhosis ซิโร’ซิส โรคตับแข็ง
cold โคลดฺ โรคหวัด, ไข้หวัด, หนาว
conjunctivitis คอนจังคฺทิไว’ทิส เยื่อตาขาวอักเสบ, โรคตาแดง
constipation คอนสทิเพเชิน อาการท้องผูก
convulsion คันวัล’เชิน การชักกระตุก
cough คอฟ ไอ, อาการไอ
crick คริคฺ อาการเจ็บตึงกล้ามเนื้อ, กล้ามเนื้อเกร็งและปวด
dehydration ดีไฮเดรเชิน อาการที่ร่างกายขาดน้ำ, การเสียน้ำของร่างกาย
dengue fever เดงกี ฟีเวอรฺ ไข้เลือดออก
depression ดีเพรส’เชิน โรคซึมเศร้า, เศร้าสลด, ความหดหู่
diabetes ไดอะบี’ทิส โรคเบาหวาน
diarrhea ไดอะเรีย’ ท้องเสีย, ท้องเดิน, ท้องร่วง, อาการท้องร่วง
diphtheria ดิฟเธีย’เรีย โรคคอตีบ
dyspepsia ดิสเพพ’เซีย อาการอาหารไม่ย่อย, โรคธาตุพิการ
enteritis เอนเทอไรทิซ โรคลำไส้อักเสบ
eyestrain อายสเตรน อาการเพลียตา
fever ฟี’เวอะ ไข้, ไข้หวัด
food poisoning ฟูด พอยเซินนิง อาหารเป็นพิษ
fracture แฟรค’เชอะ กระดูกร้าว, กระดูกแตก, กระดูกหัก
gallstones กอล’สโทน โรคนิ่วในถุงน้ำดี, ก้อนนิ่ว
gastritis แกรสไทร’ทิส โรคกระเพาะอาหารอักเสบ
German measles เจอรฺเมิน-มีเซิล โรคหัดเยอรมัน
gout เกาทฺ โรคปวดตามข้อ, โรคไขข้อ, โรคเกาต์
heart disease ฮารฺทฺ ดิซีสฺ โรคหัวใจ
heartburn ฮาร์ท’เบิร์น อาการจุกเสียดแน่นท้อง
hemorrhoids เฮมะรอยดสฺ ริดสีดวงทวาร
hiccup ฮิค’คัพ สะอึก, อาการสะอึก
impacted tooth อิมแพคเท็ด-ทูธ ฟันคุด
inflamed อินเฟลมดฺ อักเสบ, บวม, ช้ำ
insomnia อินซอม’เนีย อาการนอนไม่หลับ
jaundice จอนดิซ ดีซ่าน, โรคดีซ่าน
laryngitis ลาริงไจทิซ โรคกล่องเสียงอักเสบ
measles มี’เซิลซ โรคหัด, ไข้หัด
misshapen มิสเช’เพิน ที่ผิดรูปผิดร่าง, ผิดลักษณะ, ผิดแบบ
mumps มัมซฺ คางทูม, โรคคางทูม
nauseous นอ’เชิส คลื่นไส้, รู้สึกคลื่นไส้, คลื่นเหียน
nose bleed โนซ-บลีด อาการเลือดกำเดาไหล
perspire เพอสไพ’เออ เหงื่อออก, ขับเหงื่อ
pertussis เพอทัสซิส โรคไอกรน
phlegm เฟลม เสมหะ, เสลด
piles ไพลฺซ ริดสีดวงทวาร, หัวริดสีดวง
pneumonia นิวมอน’เนีย โรคปอดอักเสบ, โรคปอดบวม
purulent เพอ’รูเลินทฺ เป็นหนอง, มีหนอง, คล้ายหนอง
pus พัส หนอง, น้ำหนอง
rubella รูเบล’ละ โรคหัดเยอรมัน
runny nose รันนี-โนส น้ำมูกไหล
shoulder stiffness โชล’เดอะ-สติฟเนส อาการไหล่เกร็ง
sinusitis ไซนะไซ’ทิส โพรงจมูกอักเสบ, โรคไซนัสอักเสบ
sore throat ซอรฺ-โธรท อาการเจ็บคอ
sprain สเพรน อาการเคล็ด, อาการแพลง, การเคล็ดขัดยอก
stomachache สทัมมัคเอคฺ อาการปวดท้อง
stuffy nose สทัฟ’ฟี-โนส อาการคัดจมูก, หายใจไม่ออก
stye สไท โรคตากุ้งยิง, โรคกุ้งยิง
swollen สโว’เลิน บวม, ขยายใหญ่, พองตัว
tetanus เทท’ทะนัส โรคบาดทะยัก, เชื้อบาดทะยัก
tonsillitis ทอนซิลไล’ทิส ภาวะต่อมทอนซิลอักเสบ
toothache ทูธ’เอค การปวดฟัน, อาการปวดฟัน
vomit วอม’มิท การอาเจียน, การอ้วก, การสำรอก
whooping cough วูพพิง-คอฟ โรคไอกรน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก:

health.campus-star.com

www.tonamorn.com

อยากเขียนทับศัพท์ ต้องเขียนให้ถูก!!

หลายคนใช้คำทับศัพท์จนเคยชิน แต่รู้หรือไม่ว่าแม้แต่คำทับศัพท์คุณก็อาจจะเขียนแบบผิดๆมาตลอด วันนี้เราจะมาเปรียบเทียบคำทับศัพท์ที่เราใช้ กับคำที่เขียนถูกต้องให้ดูกันชัดๆไปเลย จะมีคำไหนบ้าง ตามไปดูกันเลยค่ะ…..

 

คำ                    คำที่ถูกต้อง               คนมักเขียนผิดเป็น   

Facebook         เฟซบุ๊ก                        เฟสบุ๊ก/เฟสบุ๊ค/เฟสบุค

Digital              ดิจิทัล                          ดิจิตอล

Link                  ลิงก์                             ลิ้งค์/ลิ้งก์

Comment        คอมเมนต์                    คอมเม้น/คอมเมนท์

Blog                  บล็อค                          บลอค/บลอก/บล็อก

Update            อัปเดต                          อัพเดท/อัพเดต

Present           พรีเซนต์                        พรีเซนท์

Bank                แบงก์                            แบงค์

Topic               ทอปปิก                        ท็อปปิก

Website          เว็บไซต์                        เวบไซต์/เว็บไซท์

Like                  ไลก์                               ไลค์

Graphic            กราฟิก                           กราฟฟิก/กราฟฟิค/กราฟิค

Click                 คลิก                               คลิ๊ก

E-mail              อีเมล                              อีเมลล์/อีเมล์

Break                เบรก                               เบรค

Technic           เทคนิค                          เทคนิก/เทกนิค

Game              เกม                                 เกมส์

Video              วิดีโอ                              วิดิโอ/วีดีโอ

Function        ฟังก์ชัน                           ฟังก์ชั่น

Version          เวอร์ชัน                           เวอร์ชั่น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: lifestyle.campus-star.com

คำศัพท์ทางคณิตศาสตร์ และรูปทรงต่างๆ

หลายคนอาจยังสงสัย บวก ลบ คูณ หาร คำศัพท์ทางคณิตศาสตร์ต่างๆ ในภาษาอังกฤษใช้ยังไง? เพราะอาจจะไม่ค่อยได้ใช้ในชีวิตประจำวันจึงทำให้หลงลืมไปบ้าง อย่ากังวลใจไปเลยค่ะ วันนี้เราได้รวบรวมคำศัพท์ที่ใช้บ่อยๆในทางคณิตศาสตร์มาไว้ที่นี้แล้ว จะมีคำไหนบ้าง ตามไปดูกันเลย…..

 

คำเรขาคณิต

addition การบวก
subtraction การลบ
multiplication การคูณ
division การหาร

to add บวก
to subtract / to take away ลบ
to multiply คูณ
to divide หาร

to calculate คำนวณ
total ทั้งหมด

arithmetic เลขคณิต
algebra พีชคณิต
geometry เรขาคณิต

calculus แคลคูลัส
statistics สถิติ
integer จำนวนเต็ม
average ค่าเฉลี่ย

even number เลขคู่
odd number เลขคี่

prime number จำนวนเฉพาะ
fraction เศษส่วน
decimal ทศนิยม
decimal point จุดทศนิยม

formula สูตร
equation สมการ
percent ร้อยละ
percentage จำนวนร้อยละ

theorem ทฤษฎีบท
proof หลักฐาน
problem ปัญหา
solution ทางออก

graph กราฟ
axis แกน
correlation สหสัมพันธ์
probability ความเป็นไปได้

dimensions มิติ
area พื้นที่
circumference เส้นรอบวง
diameter เส้นผ่าศูนย์กลาง
radius รัศมี

length ความยาว
height ความสูง
width ความกว้าง

perimeter เส้นรอบวง
angle มุม
right angle มุมขวา

line เส้น
straight line เส้นตรง
curve เส้นโค้ง
parallel เส้นขนาน
tangent เส้นสัมผัส

volume ปริมาตร

การอ่านจำนวนรวม

plus บวก
minus ลบ
equals เท่ากับ

times / multiplied by เวลา
divided by หารด้วย

squared ยกกำลังสอง
cubed ยกกำลังสาม
square root รากที่สอง

star รูปดาว

รูปร่าง

circle วงกลม
oval วงรี
star รูปดาว
triangle สามเหลี่ยม

square สี่เหลี่ยมจัสตุรัส
rectangle สี่เหลี่ยมผืนผ้า

pentagon ห้าเหลี่ยม
hexagon หกเหลี่ยม
octagon แปดเหลี่ยม

polygon รูปหลายเหลี่ยม
cone ทรงกรวย
cube ทรงลูกบาศก์

cylinder ทรงกระบอก
pyramid ทรงสี่เหลี่ยมคางหมู
sphere ทรงกลม

ขอบคุณข้อมูลจาก: lifestyle.campus-star.com

หมดสงสัย? คำย่อที่ใช้ในโรงพยาบาล

คำย่อที่ใช้ในการบันทึกทั่วๆ ไป
CC ย่อมาจาก Chief Complaint ประวัติสำคัญที่มาโรงพยาบาล
PI ย่อมาจาก Present illness ประวัติปัจจุบัน
PH ย่อมาจาก Past history ประวัติอดีต
FH ย่อมาจาก Family history โรคทางกรรมพันธุ์ หรือการเจ็บป่วยของคนในครอบครัว
SH ย่อมาจาก Social history ภาวะสังคมผู้ป่วย, อาชีพ, ความรับผิดชอบของงานหรือลักษณะ

ROS ย่อมาจาก Review of system คือการเจ็บป่วยและสุขภาพทั่วไป ไล่ถามตามระบบอวัยวะต่างๆ เช่น ระบบทั่วไป ระบบผิวหนัง ระบบไหลเวียนโลหิต ฯลฯ

HPI ย่อมาจาก History of present illness ประวัติปัจจุบันในเรื่องอาการ, ปัญหา

PMH ย่อมาจาก Past medical history ประวัติอดีตของการรักษา, รายละเอียดการแพทย์,การผ่าตัดในอดีต หรือการเจ็บป่วยในอดีตที่สัมพันธ์กับปัจจุบัน

U/D ย่อมาจาก Underlying disease โรคประจำตัว
PE ย่อมาจาก Physical Examination การตรวจร่างกาย

BP ย่อมาจาก Blood Pressure ความดันโลหิต
PR ย่อมาจาก Pulse Rate อัตราชีพจร
RR ย่อมาจาก Respiratory Rate อัตราการหายใจ
T ย่อมาจาก Temperature อุณหภูมิ
BW ย่อมาจาก Body Weight น้ำหนัก

HT ย่อมาจาก Height ส่วนสูง
GA ย่อมาจาก General Appearance ลักษณะภายนอกทั่วไป
HEENT ย่อมาจาก Head Ear Eye Nose Throat ศรีษะ หู ตา จมูก คอ
Abd ย่อมาจาก Abdomen ช่องท้อง
Ext ย่อมาจาก Extremity ระยางค์(แขน ขา)

IMP ย่อมาจาก Impression การวินิจฉัยแรกรับ
Dx ย่อมาจาก Diagnosis การวินิจฉัยโรค
Ddx ย่อมาจาก Differential Diagnosis การวินิจฉัยแยกโรค
Rx,Px ย่อมาจาก Medical Prescribtion เอกสารที่แพทย์เขียนให้เภสัชกรสำหรับการจัดยาดูแลรักษาคนไข้
Tx ย่อมาจาก Treatment การรักษา

IVF ย่อมาจาก Intravenous Fluid สารน้ำทางหลอดเลือดดำ
V/S ย่อมาจาก Vital sign สัญญาณชีพ
I/O ย่อมาจาก Intake/Outtake ปริมาณน้ำเข้าออกในแต่ละวัน
N/S ย่อมาจาก Neurosign สัญญาณชีพทางระบบประสาท

GCS ย่อมาจาก Glas glow coma score คะแนนการประเมินการตอบสนองทางระบบประสาท
AWS ย่อมาจาก Alcohol Withdrawal score การประเมินกลุ่มอาการจากการถอนแอลกอฮอล์

คำย่อแผนกต่าง ๆ ของโรงพยาบาลที่เรียกกันทั่วไป
ER ย่อมาจาก EMERGENCY ROOM ห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉิน
OR ย่อมาจาก OPERATING ROOM ห้องผ่าตัด
LR ย่อมาจาก LABOR ROOM ห้องคลอด
OPD ย่อมาจาก OUTPATIENT DEPARTMENT แผนกผู้ป่วยนอก
MED ย่อมาจาก MEDICINE อายุรกรรม(การรักษาด้วยยา)
PED ย่อมาจาก PEDIATRIC กุมารเวชกรรม(การรักษาโดยเฉพาะเด็ก)
SUR ย่อมาจาก SURGICAL ศัลยกรรม(การรักษาด้วยการผ่าตัด)
ORTHO ย่อมาจาก ORTHOPEDIC ศํลยกรรมกระดูก(การรักษาโรคกระดูกด้วยยาหรือการผ่าตัด)
OB-GYN ย่อมาจาก OBSTRETIC GYNECOLOGY สูติ-นรีเวชกรรม (การรักษาโดยเฉพาะสตรีและการตั้งครรภ์)
ANC ย่อมาจาก Ante natal care การดูแลก่อนคลอด
IPD ย่อมาจาก INPATIENT DEPARTMENT แผนกรักษาผู้ป่วยใน
PT ย่อมาจาก PHYSICAL THERAPY แผนกกายภาพบำบัดและฟื้นฟู
LAB ย่อมาจาก LABORATORY แผนกห้องปฏิบัติการ


คำศัพท์ ที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ต่างๆ และเครื่องมือแพทย์ที่ควรทราบ
Oropharyngeal airway (mouth gag), (airway)= อุปกรณ์เปิดทางเดินหายใจ
Suction (ซักชั่น) = เครื่องดูดเสมหะ
Stethoscope (สเต็ทโตสโคป) = หูฟัง
Blood pressure (BP.) (บลัดเพรสเชอร์)= ความดันโลหิต
Splint (สปลิ๊น) = การดาม
Stop bleed (สต็อปบลีด) = ห้ามเลือด
Gluco-meter (กลูโคมิเตอร์)=เครื่องวัดค่าน้ำตาลในกระแสเลือด
Elastic Bandage (EB.) (อิลาสติคแบนเดก)= ผ้าพันชนิดยืด
Defibrillator (ดีฟิบบริลเลเตอร์)= เครื่องกระตุกหัวใจ
Pulse Oxymeter = เครื่องวัดค่าความอิ่มตัวของ O2 ในกระแสเลือด
Treatment (ทรีทเม้น)= การรักษา
Diagnosis (ไดแอ็กโนซีส)= การวินิจฉัย
Vital sign (ไวทอลไซน์) = สัญญาณชีพ
Temperature (เทมเพอเรเจอร์)= อุณหภูมิ
Pulse (พัลส์)= ชีพจร
Respiration (เรสไปเรชั่น)= การหายใจ
Blood pressure (บลัดเพรสเชอร์) = ความดันโลหิต
Observe (ออบเสริฟ)= สังเกตอาการ
Tepid sponge (เทปปิดสปั้น)= เช็ดตัวลดไข้
Transfer (ทรานสเฟอร์) = การย้ายผู้ป่วย
Discharge (ดีสชาร์จ)= การจำหน่ายผู้ป่วย
Sphygmomanometer (สฟิกโมมาโนมิเตอร์) = เครื่องวัดความดันโลหิต
Needle (นีดเดิล)= เข็ม
Syringe (ไซริง)= กระบอกฉีดยา
Intravenous Fluid (IV.Fluid) = สารน้ำ (น้ำเกลือ)
Medicut (เม็ดดิขัด)= เข็มแทงน้ำเกลือ
I.V. set = ชุดให้สารน้ำ
Extension (เอ็กซ์เทรนชั่น)= สายต่อชุดให้น้ำเกลือ
3-way (ทรีเวย์) = ข้อต่อ 3 ทาง
Tourniguet (ทูนิเก้)= สายยางรัดแขน
Gauze (ก็อซ) = ผ้าก๊อซ
Dressing (เดรสซิ่ง)= การทำแผล
Top gause (ท็อปก็อซ) = ผ้าก๊อซหุ้มสำลี (ใช้พันแผลขนาดใหญ่)
Micropore (ไมโครปอร์) = พลาสเตอร์ปิดแผลชนิดกระดาษ
Transpore (ทรานสปอร์) = พลาสเตอร์ปิดแผลชนิดพลาสติก
Ambubag (แอมบูแบ็ก) = ลูกยางบีบช่วยการหายใจ
Abnormal (แอบนอร์มอล)= ผิดปกติ
Abrotion (อะบรอชั่น)= การแท้ง
Artary (อาร์เทอร์รีย์)= เส้นเลือดแดง
Vein (เวน)= เส้นเลือดดำ
B.P. drop (บี.พี.ดร็อป) = ความดันเลือดต่ำ
Brain (เบรน) = สมอง
Chills (ชิลส์) = หนาวสั่นจากไข้สูง
Coma (โคม่า) = ภาวะหมดสติ ไม่รู้สึกตัว
Complication (คอมพลิเคชั่น)= โรคแทรกซ้อน
Cyanosis (ไซยาโนซีส) = อาการเขียวจากการขาดออกซิเจน
Secretion (ซิครีชั่น)= สารคัดหลั่ง
Edema (อิดีม่า)= บวม
Electrodiogram (EKG)= เครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
Expire (เอ็กซ์ปาย)= หมดอายุ
Infection (อินเฟคชั่น)= การติดเชื้อ
Jerk (เจิ๊ก)= เคาะเข่า
Nausea (นอร์เซีย) = คลื่นไส
Nipple (นิปเปิล)= หัวนม
Pain (เพน)= ความปวด
Pale (เพล)= ซีด
Paralysis (Paralite) (พาราไลซีส) = อัมพาต
Rupture (รัปเจอร์)= การแตก
Sick = ป่วย
Side effect (ไซด์เอฟเฟค)= ผลข้างเคียง
Sputum (สปูตุ้ม)= เสมหะ
Stat (สแตท) = ทันที
Stomach (สโตมัส)= กระเพาะอาหาร
Stress (สเตรส)= เครียด
Therapy (เทอราปี้)= การรักษา
Unconscious (อันคอนเชียส)= ไม่รู้สึกตัว
Urine (ยูรีน) = ปัสสาวะ
Urine analysis (ยูรีนอะนาไลซีส)= การเก็บปัสสาวะส่งตรวจ
Vomit = อาเจียน
Wound (วูน) = แผล
Weight = น้ำหนัก
Weak (วี๊ค)= อ่อนเพลีย
Surgery (เซอ-เจอ-รี่) = ศัลยกรรม
Medication (เหม็ด-ดิ-เด-ชั่น)= อายุรกรรม
Pediatric (พี-เดรีย-ตริก) = กุมารเวชกรรม
Obstetric (อ๊อบ-สเต-ตริก)= สูติกรรม
Gynecology (ไก-เนค-โค-โล-จี้)= นรีเวชกรรม
Orthopedic (ออ-โถ-ปี-ดิก)= กระดูกและข้อ
Hemodialysis (ฮี-โม-ได-อะ-ไล-ซิส)= ห้องล้างไต
Physical therapy (ฟิส-สิ-เคิล-เทอ-รา-ปี่)= แผนกกายภาพบำบัด
Phamacy (ฟา-มา-ซี) = ห้องจ่ายยา
Intensive care unit (I.C.U) = แผนกผู้ป่วยหนัก
Operating room (O.R) = ห้องผ่าตัด


ลักษณะอาการบาดเจ็บ
การผิดรูป Deformities (ดีฟอร์มิตี)
รอยฟกช้ำ Contosion (คอนทูชั่น)
แผลถลอก Abrasion (อะเบรชั่น)
แผลจากการแทง Puncture/ Penetrations (พังเจอร์/ เพนเนเตชั่น)
แผลไหม้ Burns (เบริน)
ตำแหน่งเจ็บ Tenderness (เทนเดอร์เนส)
แผลฉีกขาด Laceration (ลาซีเรชั่น)
อาการบวม Swelling (สวีลลิ่ง)
อักษรช่วยจำ (DCAP/BTLS) (ดี-แคป/บี-ที-แอล-เอส)

 

lifestyle.campus-star.com

เฉดสีแปลกๆในภาษาอังกฤษต้องเรียกว่าอะไร?

หลายคนเรียนรู้คำศัพท์เกี่ยวกับสีมาตั้งแต่เด็ก จึงทำให้สีเป็นคำศัพท์พื้นฐานที่ทุกคนควรจะต้องรู้ แต่หารู้ไม่เฉดสีที่มีความหลากหลายก็มีชื่เรียกที่ต่างกันด้วย วันนี้เรานำคำศัพท์ที่ใช้เรียกเฉดสีแปลกๆมาฝากกัน พร้อมแล้วตามไปดูกันเลย….

 

เฉดสีอื่นๆ ที่เราได้ยินบ่อยๆ
สีกรมท่า ภาษาอังกฤษ Navy blue
สีเขียวขี้ม้า ภาษาอังกฤษ Olive green
สีกากี = khaki
สีเนื้อ = beige

สีคราม ภาษาอังกฤษ indigo
สีน้ำเงินอมเขียว ใช้คำว่า turquoise (หรือหินเทอร์คอยซ์นั่นเองค่ะ)

สีแดงเลือดนก ภาษาอังกฤษ maroon หรือ carmine
สีแดงเลือดหมู = scarlet
สีงา / สีขาวปนน้ำตาลอ่อน = ivory

สีครีม = cream
สีทอง = gold
สีเงิน = silver
สีเทา = grey

 

เฉดสีเข้ม
ถ้าจะเป็นสีเข้ม สีแก่ เราจะใช้คำว่า dark , hot , deep เข้าไปเติมไว้หน้าชื่อสีนั้นๆ เช่น

สีฟ้าเข้ม, สีน้ำเงินเข้ม ภาษาอังกฤษ= dark blue , royal blue
สีน้ำเงินเข้ม (แบบสีสด) = royal blue

สีน้ำตาลแก่ = dark brown
สีเขียวแก่ = dark green
สีบานเย็น = deep pink
สีชมพูเข้ม = hot pink

 

เฉดสีอ่อน
สีอ่อนในภาษาอังกฤษ เราจะเติมคำว่า light เข้าไปข้างหน้า

สีชมพูอ่อน = light pink
สีเขียวอ่อน = light green
สีน้ำตาลอ่อน = light brown
สีฟ้าอ่อน = light blue

สีม่วงแดง = violet
สีม่วงน้ำเงิน = purple
สีม่วงอ่อน = light violet
สีม่วงอ่อน = lilac (แบบดอกไลแลค)
สีม่วงซีด (แบบพาสเทล) = Mauve

หากเป็นเฉดสีที่แตกต่างจากสีปกติ เราจะพูดถึงสีของสิ่งของ ดอกไม้ ให้เห็นภาพนั้นแทนไปเลย เช่น สีเหลืองอมส้มคือ mustard หรือจะพูดเป็น yellow+orange, สีลาเวนเดอร์ สีม่วงของดอกลาเวนเดอร์

สีผสม-สีอื่นๆ
สีเหลืองอมส้ม = mustard (สีมัสตาร์ด)
สีเขียวอมเหลือง = lemon-green (เช่น ลูกมะนาว)
สีเหลืองทอง = golden yellow
สีเหลืองส้มอ่อน = Champagne (แชมเปญ)

 

สีที่มักเจอในบลัชออนของสาวๆ
สีพีช = peach (ลูกพีช)
สีชมพูอมส้ม = Coral
สีส้มอมแดง = tangerine (แทน-จะ-ริน) หรือ Orange-Red

สีส้ม คล้ายเนื้อปลาแซลมอน = Salmon

 

สีหลัก แม่สี
สีแดง = red
สีฟ้า/สีน้ำเงิน = blue
สีเหลือง =yellow

สีดำ = black
สีขาว = white
สีชมพู = pink

สีน้ำตาล = brown
สีเขียว = green
สีส้ม = orange

 

Color และ Colour ต่างกันยังไง
สองคำนี้แปลว่า สี เหมือนกัน ต่างกันตรงสำเนียงเวลาออกเสียง

Color เป็นของ American
Colour เป็นของ British

 

สำนวนน่ารู้เกี่ยวกับ สีภาษาอังกฤษ
white lie – โกหกโดยเจตนาดี เพื่อรักษาน้ำใจหรือเพื่อไม่ให้ใครเศร้าโศก
feel blue – รู้สึกเศร้า
golden opportunity – โอกาสทอง
black sheep – แกะดำ คนที่แปลกแยก แตกต่าง
show true colors – เผยธาตุแท้

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: lifestyle.campus-star.com