ฝึกลูกกินข้าวเอง ช่วยพัฒนาการอะไรบ้าง?

ฝึกลูกกินข้าวเอง ช่วยพัฒนาการอะไรบ้าง?

อย่างที่บอกไปค่ะว่า การที่พ่อแม่ช่วยเหลือลูกทุกอย่าง โดยที่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกทำอะไรได้เอง อย่างเวลาลูกกินข้าวก็คอยป้อนให้ลูกทุกครั้ง ลูกจะถือแก้วหัดดื่มเอง แม่ก็คอยช่วยจับให้ แบบนี้ไม่ได้ช่วยส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการด้านร่างกายที่ดีเลยค่ะ

นพ. พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ได้อธิบายถึงข้อดีของการ ฝึกลูกกินข้าวเอง ที่จะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีในหลายเรื่อง ดังนี้ค่ะ

ลูกน้อยวัย 1-3 ขวบกล้ามเนื้อมือมีความแข็งแรงมากขึ้น จึงสามารถฝึกให้ใช้ช้อนส้อม กินข้าวเอง ได้แล้ว แต่คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งคาดหวังว่าลูกจะกินได้เป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนผู้ใหญ่ เพราะมือของเขาจะยังจับช้อนส้อมได้ไม่คล่อง อาจจะได้แค่จับแล้วเขี่ยไปมาหรือทำอาหารหกเลอะเทอะบ้าง แต่ช่วงที่กินอย่างเลอะเทอะนี่แหละที่เด็กจะได้สนุกกับการกินและได้ เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย ไม่ว่าเป็น…

1. กินเลอะเทอะก็มีข้อดี
แม้ลูกจะกินเลอะเทอะ แต่การปล่อยให้เขาได้ลองกินเองช่วยพัฒนาลูกในหลายๆ เรื่องเลย นั่นคือ

พัฒนากล้ามเนื้อมือให้แข็งแรง
พัฒนาการทำงานประสานกันระหว่างมือกับสายตา เพราะระหว่างที่ลูกน้อยตักอาหารและจับช้อนเข้าปาก ต้องใช้ ทั้งมือและสายตาในการทำงานร่วมกันค่ะ
พัฒนาการในเรื่องการใช้สติปัญญา เพราะในระหว่างที่หัดกิน ลูกจะต้องรู้จักสังเกต คิดวิเคราะห์ วางแผนและ แก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลา เช่น จะหยิบช้อนยกไปในทิศทางไหนดี ใช้น้ำหนักเท่าไรดี จะตักอะไรกินก่อนดี อาหาร หกจะทำยังไงดี คำเล็กหรือใหญ่ไปจะแก้ปัญหาอย่างไรดี ทั้งหมดนี้นับเป็นพื้นฐานของพัฒนาการทางสติปัญญา

2. ความเลอะเทอะเป็นหน้าที่รับผิดชอบของพ่อแม่
หน้าที่ของพ่อแม่คือต้องเตรียมให้ลูกได้ฝึกทักษะต่างๆ จากการกิน ซึ่งทักษะการทำงานของเด็กเล็กๆ เช่นนี้จะติดตัวมา จนถึงตอนโต ทำให้เด็กมีความคล่องแคล่ว เรียนรู้ที่จะใช้อุปกรณ์ต่างๆ หรือหยิบจับทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว แม้ช่วง ฝึกฝนจะทำให้บ้านสกปรกเลอะเทอะก็เป็นหน้าที่รับผิดชอบที่พ่อแม่ต้องจัดการ เช่น คุณพ่อคุณแม่รู้อยู่แล้วว่าลูกกินอาหารเองแล้วจะทำเลอะเทอะ ก็เพียงหาผ้าหรือกระดาษมาปูรองให้เรียบร้อย ตรงส่วนนี้เป็นการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาของพ่อ แม่ ซึ่งนอกจากจะทำให้ลูกเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เต็มที่แล้ว ลูกยังจะได้ซึมซับวิธีแก้ไขปัญหาของพ่อแม่ ทำให้ลูกรู้จักแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองเมื่อเขาโตขึ้น

คุณพ่อคุณแม่อาจจะสงสัยว่า แล้วถ้าลูกน้อยมัวแต่เขี่ยอาหารไปมา ทำช้อนหล่นบ้าง อาหารหกบ้าง ไม่เคยป้อนได้ถึงปากตัวเองสักคำแล้วจะอิ่มท้องได้อย่างไร คุณหมอมีคำตอบให้ตามนี้ค่ะ

“คุณแม่เพียงแค่แยกจานป้อนกับจานกินเองไว้ จานที่ให้ลูกกินเองก็ให้เขาฝึกไปเรื่อยๆ จะเข้าปากบ้างหกบ้างก็ไม่เป็นไร ส่วนจานป้อนมีไว้สำหรับกินจริงๆ จะอยู่ที่คุณพ่อคุณแม่ซึ่งคอยป้อนอยู่ข้างๆ แรกเริ่มเมื่อลูกหัดกินใหม่ๆ เขาจะยังกินเองได้ไม่มาก ก็แบ่งอาหารไว้ที่จานสำหรับป้อนเยอะหน่อย แต่เมื่อเขากินเองได้มากขึ้นก็ค่อยๆ ลดอาหารจากจานป้อนแล้วไปเพิ่มที่จานกินเองของลูกแทน จนเมื่อลูกกินเองได้คล่องแคล่วดีแล้วจึงให้ลูกกินเองได้ทั้งหมด ต่อไปลูกก็จะกินได้เองทั้งหมดโดยไม่ต้องมีจานป้อนไว้สำรอง”

ขอขอบคุณข้อมูลจาก นพ. พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช
กองบรรณาธิการนิตยสาร Amarin Baby & Kids

Executive Functions ช่วงวัย 3-6 ปี โอกาสทองปั้นอนาคตให้ลูก

EF ย่อมาจาก Executive Functions คือ กระบวนการทางความคิดในส่วนสมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก การกระทำ เป็นความสามารถของสมองที่ใช้บริหารจัดการชีวิตในเรื่องต่าง ๆ โดยมีแก่นสำคัญ 3 หลัก คือ

1. Inhibitory Control  คือ การหยุดได้ หมายถึง  ถ้าเราอยากจะทำอะไรตามอารมณ์ออกไปทันที เราสามารถหยุดมันไว้ด้วยตัวเองได้ ไม่ใช่คนอื่นสั่งให้หยุด

2. Cognitive Flexibility คือ การยืดหยุ่นความคิด และสามารถเปลี่ยนความคิดได้เพื่อไปทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแทน

3. Working Memory  คือ ความจำขณะทำงาน การคิดแก้ปัญหา การเรียบเรียงความคิด จัดอันดับความคิด

เรื่องน่ารู้ที่ต้องบอกต่อ

งานวิจัย พบว่า  ช่วงวัย 3-6 ปีนี้ เป็นช่วงโอกาสทองของชีวิตในการพัฒนาทักษะ EF ให้กับเด็ก เพราะสมองจะมีการพัฒนาทักษะ EF ได้ดีที่สุดในช่วงเวลานี้ พ้นจากช่วงเวลานี้ไปถึงวัยเรียน วัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น แม้จะยังพัฒนาได้ แต่ก็จะไม่ได้ดีเท่ากับช่วงปฐมวัย

พ่อแม่สร้างได้!! พัฒนาทักษะ EF พัฒนาพื้นฐานชีวิตลูก

การพัฒนาทักษะ EF หรือการพัฒนาทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ  คือ   คิดเป็น  ทำเป็น  เรียนรู้เป็น  แก้ปัญหาเป็น  อยู่กับคนอื่นเป็น  และมีความสุขเป็น  ซึ่งคุณพ่อคุณแม่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จให้แก่ลูก  สามารถทำได้ตามแนวทางนี้ค่ะ

1. Active learning การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย

คุณพ่อคุณแม่ควรใช้เวลาในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับลูก ไม่ว่าจะเป็นอ่านหนังสือ  ร้องเพลง  เล่นกีฬา  ทำอาหาร  ทำขนม เป็นต้น  อาจจะชวนเพื่อน ๆ มามีส่วนร่วมเล่นด้วยกัน  หรือทำกิจรรมต่าง ๆ ด้วยกันในวันหยุด  สิ่งเหล่านี้อาจจะดูเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่การเรียนรู้จากการได้ทำกิจกรรมที่หลากหลายฝึกให้ลูกรู้จักกล้าแสดงออก  คิดเป็น ทำเป็น  และรู้จักการแก้ปัญหา  รวมถึงการอยูร่วมกับผู้อื่นด้วย

2. Free play การเล่นอิสระ

บางครั้งการปล่อยให้ลูกได้เลือกเล่น กำหนดรูปแบบและสิ่งที่จะเล่นด้วยตัวเอง มีอิสระในการเล่น  โดยเปิดโอกาสให้ลูกได้กำหนดกฎ กติกา ในการเล่น ช่วยฝึกความเป็นผู้นำและรู้จักรักษากฎเกณฑ์  ถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมากต่อการพัฒนาทักษะ EF ให้กับลูก

3. Learning by Doing การเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ

เปิดโอกาสให้ลูกได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมของครอบครัว  ตามความสามารถและเหมาะสมกับวัย  เช่น ช่วยงานบ้าน ลองคิดและทำอาหารที่อยากกินเอง โดยคุณพ่อคุณแม่คอยแนะนำ และ เพราะเมื่อทำสำเร็จลูกจะเกิดความภาคภูมิใจและมั่นใจในตนเอง  แต่อย่าลืมคำชมนะคะ  การชื่นชมในความสำเร็จของลูก รวมถึงช่วยกระตุ้นและให้กำลังใจลูกหากเกิดปัญหา

4. Do It Yourself  การฝึกให้เด็กรับผิดชอบและช่วยเหลือตนเองอย่างเหมาะสมกับช่วงวัย 

หากพ่อแม่ให้ลูกได้ทำอะไรด้วยตนเอง ได้เรียนรู้ถูกผิด  เริ่มจากเรื่องง่าย ๆ เช่น  ติดกระดุมเสื้อด้วยตนเอง  สวมรองเท้า ถุงเท้าเอง  จากเรื่องง่าย ๆ และเพิ่มความยากของกิจกรรมไปทีละนิด  เพื่อท้าทายให้ลูกได้คิดและได้ลงมือทำ  แต่ไม่ควรให้ยากจนเกินไปอาจทำให้ลูกเครียดได้นะคะ

5. Stories & Tales นิทานและเรื่องเล่าช่วยฝึกจินตนาการและการคิดอย่างเป็นระบบ

การอ่านหนังสือนิทานสำหรับเด็ก ๆ  ยังถือเป็นเรื่องสำคัญ  การอ่านหนังสือช่วยพัฒนาสมอง  ความคิด ความจำ  และเสริมสร้างจินตนาการ  การเล่าเรื่องฝึกลูกให้คิดอย่างเป็นระบบ

อ่าน พ่อแม่สร้างได้!! พัฒนาทักษะ EF พัฒนาพื้นฐานชีวิตลูก

6. Reading & Thinking การอ่านช่วยพัฒนาทักษะสมอง สมาธิ และกระบวนการคิดของเด็ก

นิทานจะมีที่มาที่ไปของเรื่อง  มีการลำดับเรื่อง  สิ่งสำคัญเมื่อคุณพ่อหรือคุณแม่เล่านิทานให้ลูกฟัง ควรถามคำถามให้ลูกตอบเพื่อฝึกให้ลูกรู้จักคิด วิเคราะห์ เพื่อให้เกิดกระบวนการคิด  นอกจากนี้ ขณะที่ลูกฟังนิทานลูกก็จะมีสมาธิในการฟังตามไปด้วย   ส่งผลให้สมองเกิดการพัฒนา

7. Creative Toys & Board Games ของเล่นที่ต้องใช้สมาธิในการเล่น

เกมและบอร์ดเกมต่างๆ ช่วยพัฒนาสมอง ฝึกการคิดและการวางแผน มีการกำหนดกติกา และสร้างเงื่อนไข  ท้าทายให้ลูกได้คิดและได้ลงมือทำ

8. Art & Music การเล่นดนตรีและทำงานศิลปะ

ช่วยให้สมองส่วนหน้าเกิดการตื่นตัวในการทำงาน การส่งเสริมกิจกรรมดังกล่าวควรทำให้เป็นประจำสม่ำเสมอ  จะส่งผลดีต่อการพัฒนาสมอง  อารมณ์  และสังคมของลูก

9. Sports & Plays กีฬาและการเล่นที่มีกฎกติกา

การเล่นเป็นทีม ช่วยฝึกเรื่องการคิด การวางแผน และการมุ่งเป้าหมาย รวมถึงการอยู่ร่วมกับคนอื่น ๆ การเล่นเป็นทีมทำให้เกิดความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเองเพื่อนำพาทีมไปสู่เป้าหมายที่วางไว้  นอกจากนี้ การเล่นกีฬายังสอนให้เรียนรู้ความพ่ายแพ้ และจัดการกับอารมณ์ของตนเองแม้ต้องเจอเรื่องที่ผิดหวังก็ตาม

มนุษย์เราไม่ได้เกิดมาพร้อมทักษะ EF แต่เราเกิดมาพร้อมศักยภาพที่จะพัฒนาทักษะเหล่านี้ได้ ผ่านการฝึกฝนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การวิจัยจำนวนไม่น้อยชี้ให้เห็นว่า EF เริ่มพัฒนาขึ้นในเวลาไม่นานหลังปฏิสนธิ โดยช่วงวัย 3-6 ขวบ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะ EF ด้านต่างๆ ให้กับเด็ก เพราะเป็นช่วงที่สมองส่วนหน้าพัฒนามากที่สุด

และพ่อแม่จะพัฒนาทักษะนี้ให้ลูกอย่างไร รศ.ดร.นวลจันทร์แนะว่า พ่อแม่ยังต้องดูแลเรื่องอาหารการกิน การพักผ่อน ให้ความรักความอุ่นเขาตามปกติ เพราะถ้าเด็กการรับรู้ไม่ดี ประสาทสัมผัสทั้งหลายไม่ดี เขาก็ยากที่จะพัฒนา EF ได้

 “ส่วนจะสอนอะไรเพื่อให้เด็กมี EF ดี มีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเลือกของเล่นให้ลูกได้คิดอย่างสร้าง สรรค์ เช่น เลโก้ หมากฮอส หมากรุก พวกนี้ฝึกสมองส่วนหน้าช่วยพัฒนาความคิดของเด็ก หรือแม้แต่ทำงานบ้าน เป็นการฝึกให้มีความรับผิดชอบ รวมทั้งการอ่านหนังสือ ยิ่งพ่อแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังมากเท่าไหร่ เด็กจะมีทักษะเรื่องการอ่าน การเขียน เชาวน์ปัญญาดีขึ้นเท่านั้น หรือส่งเสริมให้เด็กเล่นดนตรีก็เป็นการฝึกสมองที่ดีเช่นกัน

ที่สำคัญอย่าให้เด็กเครียด ถ้าเครียดเมื่อไหร่สมองส่วนหน้าจะไม่ทำงาน ฉะนั้นสิ่งแวดล้อมที่ไม่กดดัน มากนัก และมีความเป็นมิตร จะช่วยเปิดโอกาสให้เด็กกล้าคิดกล้าทำ

———————————————————-

หากแยกเป็นหมวดหมู่ ได้ตามนี้ค่ะ

 EF หรือ Executive Functions จะประกอบด้วย ทักษะ 9 ด้าน คือ 

กลุ่มทักษะพื้นฐาน 

    1. Working memory = ความจำที่นำมาใช้งาน หรือ ความสามารถในการเก็บประมวล และดึงข้อมูลที่เก็บในคลังสมองออกมาใช้ตามสถานการณ์ที่ต้องการ 

    2. Inhibitory Control = ความสามารถในการยั้งคิดไตร่ตรองควบคุมแรงอยาก หยุดคิดก่อนที่จะทำหรือพูด

    3. Shiftingหรือ Cognitive Flexibility = ความสามารถในการยืดหยุ่น พลิกแพลง ปรับตัว เป็นจุดตั้งต้นของการคิดนอกกรอบ คิดสร้างสรรค์

กลุ่มทักษะกำกับตนเอง 

    4. Focus Attention = ความสามารถในการใส่ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาหนึ่งๆ โดยไม่วอกแวก

    5. Emotional Control = ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม จัดการกับอารมณ์ไม่ให้รบกวนผู้อื่น ไม่โกรธเกรี้ยวฉุนเฉียว ขี้หงุดหงิดง่าย จัดการกับความเครียดความเหงาได้ มีอารมณ์มั่นคง และแสดงออกแบบที่ไม่รบกวนผู้อื่น 

    6. Self-Monitoring = คือ การประเมินตนเองรวมถึงสะท้อนผลการทำงาน เพื่อหาจุดบกพร่อง แล้วแก้ไขพัฒนาให้ดีขึ้น การวางแผนและการจัดระบบดำเนินการ เริ่มตั้งแต่การตั้งเป้าหมาย การเห็นภาพรวม จัดลำดับความสำคัญ จัดระบบโครงสร้าง จนถึงการแตกเป้าหมาย ให้เป็นขั้นตอน รวมถึงรู้ตัวว่า กำลังทำอะไร  ได้ผลอย่างไร 

กลุ่มทักษะปฏิบัติ

    7. Initiating = ความสามารถในการริเริ่มและลงมือทำ กล้าคิดกล้าทำ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง

    8. Planning and Organizing = การวางแผนและดำเนินการตั้งแต่ตั้งเป้าหมาย เห็นภาพรวม จัดลำดับความสำคัญ จัดระบบ จนถึงการดำเนินการ และประเมินผล 

    9. Goal- Directed Persistence = ความพากเพียรให้บรรลุเป้าหมายมุ่งมั่น ฝ่าฟันอุปสรรคและล้มแล้วลุกได้ เมื่อตั้งใจและลงมือทำแล้ว มีความมุ่งมั่นบากบั่นไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดๆ ก็พร้อมฝ่าฟันจนถึงความสำเร็จ

        ทักษะเหล่านี้ต้องได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน เพื่อให้เกิดการฝังชิปเป็นโครงสร้างในสมองของเด็ก โดยเฉพาะในวัย 3-6 ปี ซึ่งเมื่อฝังตัวแล้วก็จะคงอยู่เป็นนิสัยหรือคุณสมบัติของบุคคลไปตลอดชีวิต

การดูแลลูกที่ถูกต้องในวัยที่สำคัญ เป็นการพัฒนาคนให้เป็นคนที่มีคุณภาพ

    ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น 

        Inhibitory Control –> หัดให้ลูกรอ ไม่ใช่ว่าลูกอยากได้อะไร ต้องได้เดี๋ยวนั้น ตอนนั้น

        Shift/Cognitive Flexibility –> ฝึกให้ลูกรู้จักยืดหยุ่นเมื่อผิดหวัง เช่น ลูกอยากกินแอปเปิ้ล แต่ไม่มี ก็จะถามลูกว่าเปลี่ยนเป็นองุ่น หรือ ส้มแทนได้มั้ย 

        Focus/Attention –>  ฝึกและให้เวลาลูกเล่นในสิ่งที่ชอบให้ได้ช่วงระยะเวลานึง อ๊อตโต้ชอบเล่น Lego เค้าจะสามารถนั่งต่อได้คนเดียวเป็นเวลานานเลยทีเดียว ถือว่าฝึกสมาธิไปในตัว

        Initiating –> ตั้งเป้าหมายและให้ลงมือทำ เช่น วันนี้จะล้างรถ + รดน้ำต้นไม้ ก็ต้องฝึกให้เค้าทำตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ด้วย

        Planning/Organizing –> อันนี้ฝึกง่ายเลย เวลาทำขนมกับลูก เรามักจะแพลนว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง เวลาเราแพลน ก็บอกลูกไปด้วยว่า ก่อนจะต้มน้ำเชื่อม ต้องตอกไข่ก่อน แยกไข่แดงออกจากไข่ขาวให้เรียบร้อย แล้วค่อยต้มน้ำ เป็นต้น

ขอบคุณข้อมมูลเพิ่มเติมจาก

อนุบาลวัยใสสร้างด้วยมือครู

 

 

The Element พรสวรรค์ในกำมือลูก

คุณเคยรู้สึกว่าตัวเองหมกมุ่นกับอะไรบางอย่างเป็นพิเศษไหม รู้สึกสนใจหรือมีอารมณ์ร่วมกับบางสิ่งเกินมาตรฐานคนทั่วไป หรือมีความรู้สึกลึก ๆ ว่าตัวคุณนั้นเกิดมาเพื่อสิ่งนี้

Ken Robinson, Lou Aronica เขียน

หนังสือช่วยแนะนำจุดที่ พรสวรรค์ตามธรรมชาติ ของแต่ละคนมาบรรจบกับ ความปรารถนาจากส่วนลึก เราจะรู้สึกเป็นตัวของตัวเองและมีพลังสร้างสรรค์ที่สุด ซึ่งเป็นบ่อเกิดของแรงบันดาลใจ พลังชีวิต และความสำเร็จของเราอีกด้วย

The Element: ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ จะช่วยให้เราเข้าใจหนทางสู่การ ค้นพบ และ ใช้ชีวิต ตาม “ธาตุ ของตัวเราเอง ที่สำคัญมันจะทำให้เราเห็นภาพกว้างของชีวิต สังคม วัฒนธรรม และระบบการศึกษาไปพร้อมกัน

ทำไมเราต้องเข้าใจหนทางสู่การค้นพบและใช้ชีวิตตามธาตุของเรา และหนังสือเล่มนี้ให้อะไรกับเรา?

  • เราจะได้ค้นหาและรู้ว่าเราฉลาดแบบไหน
  • หาว่าอะไรคือสิ่งที่เราอยากทำมากที่สุด
  • เวลาเราได้แรงบันดาลใจ งานของเราก็จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นด้วย
  • ความสำเร็จเกิดจากการทุ่มเทให้กับงานที่เราชอบและการพัฒนาฝีมืออย่างไม่หยุดยั้ง
  • สร้างความโชคดี ด้วยการเปลี่ยนสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้แล้วพริกแพลงให้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์

The Element

ทำไมเมื่อเราเป็นเด็กเล็กๆ เราจะมั่นใจในจินตนาการของเราอย่างน่าพิศวง แต่เมื่อเราโตขึ้นมันหายไปไหน?

ทำไมใครหลายๆคน ไม่เคยรับรู้และใช้พรสวรรค์ที่แท้จริงของตนเอง?

เราจะประสบความสำเร็จที่แท้จริงกับเรื่องอะไรได้บ้างล่ะ?

แล้วจุดแข็งของเราคืออะไร?

คนที่ประสบความสำเร็จจะบอกว่า พวกเขาได้ค้นพบ สิ่งที่พวกเขาทำได้ดี กับ สิ่งที่พวกเขารักที่จะทำ มาบรรจบพบกัน ทำให้เกิดความรักในสิ่งที่พวกเขาทำและนึกไม่ออกว่าจะไปทำอย่างอื่นได้อย่างไร เวลาได้ทำในสิ่งที่รักเวลาผ่านไปเร็วกว่าที่เคยแถมยังรู้สึกมีพลัง มีชีวิตชีวา และมีความจดจ่อกว่าช่วงเวลาอื่นๆ

เราทุกคนต่างมีความหลงใหล (Passions) หรือพรสวรรค์ (Talents) เฉพาะตัว มันจะช่วยให้เราค้นพบสิ่งที่ดีที่สุดของตัวเราเอง

เรามาร่วมค้นหา ปาฏิหาริย์ของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ คือการค้นพบตัวเอง วิธีค้นหาจะไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว แต่จะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 อย่าง คือ

  • ความถนัด (Aptitude / Talent) กับ ความหลงใหล (Passion)
  • ทัศนคติ (Attitude) กับ โอกาส (Opportunity)

จะเกิดขึ้นตามลำดับ ฉันมีมัน>>>ฉันรักมัน>>>ฉันต้องการมัน>>>มันอยู่ที่ไหน

เข้าใจ 3 ลักษณะของความฉลาด

  • ความฉลาดมีความหลากหลายอย่างน่าอัศจรรย์ใจ มันไม่ได้จำกัดแค่ความสามารถทางคณิตศาสตร์หรือภาษาเท่านั้น
  • ความฉลาดไม่เคยหยุดนิ่ง เป็นการสร้างจุดเชื่อมโยงใหม่ๆ และทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆอย่างแท้จริง
  • ความฉลาดมีความแตกต่างเฉพาะตัว

เราฉลาดแบบไหน?

The Element: ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้

  • คิดต่าง เราต้องเริ่มท้าทายสิ่งที่ถือกันว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาเกี่ยวกับความสามารถของต้นเองและผู้อื่น เราจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร เราจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ธรรมดาจนมองข้ามมันไปตั้งแต่แรก เมื่อเรารู้สึกว่าของบางอย่างเป็นที่รู้จักหรือเป็นเรื่องทั่วไป เราจะเลิกล้มความพยายามที่จะทำความเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง
    พยายามมองสถานการณ์ปกติธรรมดาให้ต่างจากเดิม ทำแบบนี้จะทำให้เราเห็นว่าโลกใบนี้มีความเป็นไปได้มากมาย
    เราต้องฝึกทักษะด้วยการท้าทายตัวเราเองและพัฒนาเทคนิคที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ
    เพราะความสำเร็จ = ความถนัดเฉพาะตัว + ความรักที่จะทำ + การทุ่มเทอย่างจริงจัง
  • จินตนาการ ผลงานที่สร้างสรรค์เกิดจากจินตนาการถึงความเป็นไปได้ใช้ทักษะและความรู้หลายๆอย่างและจบลงด้วยผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง
    ผลงานที่สร้างสรรค์เป็นการสร้างการเชื่อมโยงใหม่ๆ เราต้องมองเห็นสิ่งต่างๆในรูปแบบใหม่ และจากมุมมองใหม่ เราสามารถเปลี่ยนสิ่งต่างๆได้ด้วยการเปลี่ยนทัศนะในใจ สิ่งที่ทำให้ชีวิตเราแตกต่างกันก็คือทัศนคติที่เรามีต่อเรื่องที่เกิดแตกต่างกัน
    ดังนั้น จินตนาการเป็นพื้นฐานความสำเร็จทุกอย่างของมนุษย์ มันคือกระบวนการเห็นในใจมันคือพลังความสามารถในการนำสิ่งต่างๆเข้ามาสู่จิตใจโดยไม่ต้องอาศัยการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสใดๆ
    ถ้าเราเปลี่ยนใจได้แล้ว ก็เปลี่ยนโลกได้
  • ภาวะลื่นไหล เวลาที่เราทำในสิ่งที่เรารัก โลกทั้งใบก็เลือนหายไป เราจะรู้สึกมั่นคงในตัวตนที่แท้จริงของเรา เราจะไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ได้แต่จดจ่ออยู่กับสิ่งที่เราทำ
    เป็นการเผชิญกับเรื่องที่ท้าทายที่ต้องใช้ทักษะความเชี่ยวชาญที่เรามีอยู่ มีเป้าหมายและผลสะท้อนที่ชัดเจน

อะไรล่ะคือสิ่งที่เราอยากทำมากที่สุด?

พ่อแม่ทุกคนล้วนอยากให้ลูกเป็นคนเก่ง พอลูกเข้าสู่วัยเรียนนอกจากเรียนปกติแล้ว ก็ยังพาลูกไปเรียนเสริมทักษะในด้านต่าง เพิ่มเติมจากที่เรียนในห้องเรียน เช่น เรียนดนตรีไทย ดนตรีสากล เทควันโด ยิมนาสติกลีลา บัลเล่ต์ ฯลฯ เพราะอยากให้ลูกมีความสามารถพิเศษหลาย ด้าน แต่จะดีไม่น้อยใช่ไหมคะหากลูกมีพรสวรรค์ในตัวอยู่แล้ว เรามาดูกันว่าจะค้นหาพรสวรรค์ในตัวของลูกได้อย่างไร ติดตามอ่าน

รู้หรือไม่? ลูกของคุณมีพรสวรรค์ด้านไหน มาค้นหากันเถอะ !

 

พรสวรรค์คืออะไร

ดร.แพง ชินพงศ์ กล่าวถึง “พรสวรรค์” (Talent) เป็นความสามารถหรือความถนัดเฉพาะบุคคล ที่ทำให้บุคคลนั้น ๆ มีความโดดเด่นกว่าคนอื่นทั่วไป คนบางคนเชื่อว่าพรสวรรค์เป็นความสามารถพิเศษที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด  แต่บางคนก็เชื่อว่า พรสวรรค์เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนได้ และเมื่อได้ฝึกฝนบ่อยๆ จนเกิดความชำนาญแล้ว ก็สามารถพัฒนาความสามารถนั้นให้โดดเด่นขึ้นมาได้เช่นกัน ประมาณร้อยละ 3-5 % ของคนที่มีพรสวรรค์ อาจไม่ได้แสดงความสามารถพิเศษออกมาจนกว่าจะเริ่มเป็นผู้ใหญ่  ดังนั้น พ่อแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเป็นเด็กมีพรสวรรค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กได้รวบรวมคุณสมบัติของเด็กที่มีพรสวรรค์ ไว้ดังนี้

มีความอยากรู้อยากเห็น มีคำถาม บ่อยๆ

มีช่วงสมาธิดี ยาวนานกว่าเด็กในวัยเดียวกัน คือ สามารถเล่น หรือทำกิจกรรมที่ต้องการสมาธิได้ดี

มีความสามารถในการแก้ปัญหาต่างๆได้ดี

มีจินตนาการค่อนข้างเด่นชัด เช่น เล่าว่าโตขึ้นจะเป็นนักบิน

มีความจำดี

ชอบเล่นกับเด็กที่โตกว่าวัยของตน

มีพัฒนาการแบบก้าวกระโดดหรือข้ามขั้นตอน

พรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษ แบ่งออกเป็น 8 ด้าน

นักจิตวิทยา Howard Gardner พบว่าการมีพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษในด้านความฉลาดของมนุษย์ 8 แบบได้แก่

1. ด้านภาษา (Linguistic)

เด็กที่มีความถนัดด้านภาษาสามารถเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาสนุกกับการต่อคำศัพท์และเกมอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน ในขณะเดียวกันก็ชื่นชอบโคลงกลอน เพลง และนิทาน เด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นนักพูดและนักเล่าเรื่องที่เก่ง

จุดเด่นของเด็กที่มีพรสวรรค์ภาษา คือ จำและคิดเป็นภาษาหรือคำศัพท์ สามารถอธิบายเรื่องที่เกี่ยวกับตนเองได้ดี

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านภาษา

1. จัดกิจกรรมให้ได้รับประสบการณ์ตรง เพื่อนำมาเขียนเรื่องราว

2. จัดกิจกรรมให้ได้พูด ได้อ่าน ได้ฟัง ได้เห็น ได้เขียนเรื่องราวที่สนใจ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้

3. คุณพ่อคุณแม่ควรรับฟังความคิดเห็น คำถาม และตอบคำถามด้วยความเต็มใจ กระตือรือร้น

4. ควรจัดเตรียมหนังสือ สื่อการเรียนการสอนเพื่อการค้นคว้าที่หลากหลาย เช่น เทปเสียง วิดีทัศน์ จัดเตรียมกระดาษเพื่อการเขียน อุปกรณ์การเขียนให้พร้อม

5. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก คือ ให้อ่าน ให้เขียน ให้พูด และให้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่ลูกสนใจ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างพ่อแม่และลูก

2. ด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical)

ความฉลาดทางด้านนี้เกี่ยวกับความสามารถในการนำตรรกะมาแก้ไขปัญหา จำแนกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระเบียบแบบแผนได้ นอกจากนั้น ยังชื่นชอบการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ และเรียนรู้ปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ อีกด้วย เด็กที่ฉลาดทางด้านนี้จะชอบเล่นเกมที่ต้องแก้ปัญหาทุกชนิด และสามารถเชื่อมโยงเหตุและผลของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านคณิตศาสตร์และตรรกะ คือ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลได้ดี เมื่อเผชิญสถานการณ์ที่ซับซ้อน เด็กสามารถแยกแยะ จัดลำดับและเข้าใจรูปแบบของสิ่งที่เกิดขึ้น

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านคณิตศาสตร์

1. ให้ลูกได้มีโอกาสได้ทดลอง หรือทำอะไรด้วยตนเอง

2. ให้เล่นเกมที่ฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เช่น เกมไพ่ เกมตัวเลข ปริศนาตัวเลข ฯลฯ โดยคุณพ่อคุณแม่ร่วมเล่นกับลูกเพื่อสังเกตพรสวรรค์ในตัวลูก

3. ฝึกการใช้เหตุผล การแก้ปัญหา การศึกษาในเรื่องที่ลูกสนใจ เช่น ลูกสนใจเรื่องดวงดาวเป็นพิเศษ ส่งเสริมโยพาลูกไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์  หาหนังสือ  สื่อการเรียนเกี่ยวกับจักรวาลและอวกาศมาให้ลูกศึกษา  เป็นต้น

4. ฝึกฝนทักษะการใช้เครื่องคิดเลข เครื่องคำนวณ เครื่องคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

5. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก คือ ให้ฝึกคิดแบบมีวิจารณญาณ วิพากษ์ วิจารณ์ ฝึกกระบวนการสร้างความคิดรวบยอด การชั่ง ตวง วัด การคิดในใจ การคิดเลขเร็ว ฯลฯ

3. ด้านดนตรี (Musical)

เด็กที่ฉลาดด้านดนตรีจะมีความว่องไวต่อเสียง และสามารถเชื่อมโยงระหว่างเพลงและเครื่องดนตรีได้ พวกเขามักจะชอบร้องเพลงและใช้เทคนิคในการเรียนรู้ผ่านบทเพลงและจังหวะต่างๆ ได้

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านดนตรี คือ พวกเขามักหลงเสน่ห์ดนตรีและเสียงเพลงทำให้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นคำคล้องจองหรือเป็นแบบแผน ในขณะที่คนอื่นทำไม่ได้ พวกเขาซึมซับและจดจำข้อมูลเป็นแบบแผนและบทกลอนหรือคำคล้องจอง

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านดนตรี

1. ให้เล่นเครื่องดนตรี ร้องเพลง ฟังเพลงสม่ำเสมอ

2. หาโอกาสพาลูกไปดูการแสดงดนตรี หรือฟังดนตรีเป็นประจำ

3. บันทึกเสียงดนตรีที่ลูกแสดงไว้ฟังเพื่อปรับปรุงหรือชื่นชมผลงาน

4. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก ได้แก่ คุณพ่อคุณแม่ร่วมการร้องเพลง ช่วยการเคาะจังหวะ ฟังเพลง เล่นดนตรี การวิเคราะห์ดนตรี วิจารณ์ดนตรีร่วมกับลูก

4. ด้านร่างกาย (Bodily-Kinesthetic)

ความฉลาดด้านนี้มีความหมายตรงกับชื่อ คือ เป็นเด็กที่แข็งแรง สามารถทำกิจกรรมและเคลื่อนไหวได้อย่างแคล่วคล่องว่องไว ชอบแสดงออก และสนุกกับกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะและงานฝีมือ

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านร่างกาย คือ พวกเขาตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางกายภาพได้ดีพวกเขาใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็กได้อย่างยอดเยี่ยม มักเคลื่อนไหวตลอดเวลาที่เรียนรู้ จนดูเหมือนจะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านร่างกาย

1. เรียนรู้ได้ด้วยการสัมผัส จับต้อง การเคลื่อนไหวร่างกาย และการปฏิบัติจริง

2. คุณพ่อคุณแม่ควรสนับสนุนให้เล่นกีฬา การแสดง เต้นรำ การเคลื่อนไหวร่างกาย

3. จัดกิจกรรมให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรง หรือได้ปฏิบัติจริง

4. ให้ลูกได้เกม เดิน วิ่ง หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวร่างกาย

5. ให้ลูกเล่นหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง กีฬา การเคลื่อนไหวประกอบจังหวะ

6.  แนวการสอนที่เหมาะสมกับลูก คือ การให้ลูกได้ลงมือปฏิบัติจริง ลงมือทำจริง ได้สัมผัส เคลื่อนไหว ใช้ประสาทสัมผัสในการเรียนรู้

พ่อแม่ทุกคนล้วนอยากให้ลูกเป็นคนเก่ง พอลูกเข้าสู่วัยเรียนนอกจากเรียนปกติแล้ว ก็ยังพาลูกไปเรียนเสริมทักษะในด้านต่าง เพิ่มเติมจากที่เรียนในห้องเรียน เช่น เรียนดนตรีไทย ดนตรีสากล เทควันโด ยิมนาสติกลีลา บัลเล่ต์ ฯลฯ เพราะอยากให้ลูกมีความสามารถพิเศษหลาย ด้าน แต่จะดีไม่น้อยใช่ไหมคะหากลูกมีพรสวรรค์ในตัวอยู่แล้ว เรามาดูกันว่าจะค้นหาพรสวรรค์ในตัวของลูกได้อย่างไร ติดตามอ่าน

5. ด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial)

เด็กที่มีความฉลาดด้านนี้จะคิดและสื่อสารด้วยภาพ พวกเขาชอบเล่นเกมต่อรูปภาพ เช่น จิ๊กซอว์ มีจินตนาการมากมาย และชื่นชอบงานศิลปะ นอกจากนี้  ยังจดจำทิศทางได้ดี และอ่านแผนที่เก่ง

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ คือ เขาสามารถจัดการสิ่งต่างๆ ได้ในหัว และวิเคราะห์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขาสามารถจินตนาการและสร้างโลกใหม่ขึ้นมาในความคิด สามารถจัดการและเล่นสิ่งของต่างๆ ได้ดี และมีทักษะในการใช้มือที่ดี

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านมิติสัมพันธ์

1. ให้ลูกทำงานศิลปะ งานประดิษฐ์ เพื่อเปิดโอกาสให้คิดได้อย่างอิสระ

2. พาลูกไปเที่ยวชมนิทรรศการศิลปะ พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ

3. ฝึกให้ใช้กล้องถ่ายภาพ การวาดภาพ

4. คุณพ่อคุณแม่ควรจัดเตรียมอุปกรณ์การวาดภาพให้พร้อม จัดสิ่งแวดล้อมให้ลูกได้ทำงานด้านศิลปะ

5. ฝึกลูกให้เล่นเกมปริศนาอักษรไขว้ เกมตัวเลข เกมที่ต้องแก้ปัญหา เล่นเกมเกี่ยวกับภาพ เกมตัวต่อเลโก้ เกมจับผิดภาพ ฯลฯ

6. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก คือการให้ดู ให้วาด ให้ระบายสี ให้คิดจินตนาการ

6. ด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal)

เด็กที่ฉลาดด้านนี้จะมีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม พวกเขาจึงเป็นคนที่มีเพื่อนมาก ชอบทำงานร่วมกับคนอื่น และมีความสามารถในการเป็นผู้นำสูง

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านมนุษยสัมพันธ์ คือ เขาชอบเล่นเป็นกลุ่มเขาสามารถนำผู้อื่นได้ดีเขาสนใจความรู้สึกและมักเห็นอกเห็นใจคนอื่น

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านมนุษยสัมพันธ์

1. คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกได้เข้ากลุ่มเล่น หรือทำกิจกรรมกับเพื่อน ๆ

2. ส่งเสริมให้ลูกรู้จักการ เรียนรู้ร่วมกัน แก้ปัญหาร่วมกันกับเพื่อน ๆ

3. สามารถเรียนได้ดีหากให้โอกาสในการทำงานร่วมกับผู้อื่น

4. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก ได้แก่ การเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่น ทำงานร่วมกัน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเพื่อน การเรียนรู้ในชุมชน เป็นต้น

7. ด้านเข้าใจตนเอง (Intrapersonal)

ในทางตรงกันข้าม เด็กที่เข้าใจตนเองชอบทำงานเพียงลำพัง พวกเขามักเป็นตัวของตัวเอง และแม้ว่าจะไม่ค่อยเข้าสังคม แต่พวกเขาก็เชื่อมั่นในความสามารถของตนและมีแรงจูงใจในการทำสิ่งต่างๆ

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านเข้าใจตนเอง คือ พวกเขาเก่งในการทำงานให้ไปถึงเป้าหมายชัดเจนว่าตนเองชอบหรือไม่ชอบอะไรรักความยุติธรรม

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านเข้าใจตนเอง

1. คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกทำงานตามลำพัง ทำงานคนเดียว อิสระ แยกตัวจากกลุ่มบ้าง

2. ควรสอนให้เห็นคุณค่าของตัวเอง นับถือตัวเอง (self esteem)

3. สอนและสนับสนุนให้ทำงานเขียน บันทึกประจำวัน

4. พาลูกไปทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นบ้าง

5. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก คือ ควรเน้นที่การเปิดโอกาสให้เลือกศึกษาในสิ่งที่สนใจเป็นพิเศษ และส่งเสริมในแนวทางที่ลูกชอบและถนัด

8. ด้านรู้จักธรรมชาติ (Naturalistic)

ในด้านนี้เป็นเด็กที่ชอบผจญภัยในโลกกว้าง (นอกบ้าน) มาตั้งแต่เด็ก จึงมักเห็นเขาชอบเตร็ดเตร่เพื่อสำรวจสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ พวกเขายังสนใจในเรื่องของต้นไม้และสัตว์ต่างๆ อย่างมาก

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านรู้จักธรรมชาติ คือ สังเกตเห็นรูปแบบและคุณลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ชอบจัดระบบสิ่งของที่สะสมไว้มีความสามารถในการแยกแยะระหว่างสิ่งของในหมวดเดียวกันและสังเกตเห็นความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านรู้จักธรรมชาติ

1. คุณพ่อคุณแม่อาจจะพาลูกไปทำกิจกรรมฝึกปฏิบัติงานด้านเกษตรกรรมเกี่ยวกับการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์

2. พาลูกเข้ากิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมศึกษา ค่ายสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

จะเห็นว่าพรสวรรค์หรือความฉลาดในแต่ละด้านของลูก  ยังต้องการการส่งเสริมจากคุณพ่อคุณแม่ เพื่อต่อยอดการเรียนรู้และความสามารถให้ลูกในด้านที่เขาสนใจหรือถนัด ซึ่งจะเป็นผลดีกับลูกต่อไป ถึงอย่างไรพรสวรรค์ยังต้องควบคู่ไปกับพรแสวง คือ ยังต้องเรียนรู้และฝึกประสบการณ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น  แล้วคุณพ่อคุณแม่จะเห็นว่าหนูทำได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

th.theasianparent.com

https://medium.com

เด็กทำอาหาร

 

เด็กได้อะไรจากการทำอาหาร

กิจกรรมสนุกๆให้เด็กได้เล่น เรียนรู้และลงมือทำ
ฝึกการใช้งานระบบประสาทให้คล่องแคล่วว่องไว

  1. ตา มองเห็น
  2. หู ฟังวิธีการ
  3. จมูก ได้กลิ่นหลากหลาย
  4. ลิ้น ได้รับรสที่แตกต่าง
  5. สัมผัส ได้จับสัมผัส หลากหลาย เบา แรง ร้อนเย็น แตกต่างกันออกไป
  6. เอ็นข้อต่อ ออกแรง ลงมือทำ ฝึกการใช้งานกล้ามเนื้อส่วนต่างๆได้คล่องแคล่วขึ้น
  7. การทรงตัว การเล่นที่หลากหลายกิจกรรม ทำให้เราได้สังเกตเห็นการทรงตัวของเด็กได้รอบด้าน เด่นตรงไหน ด้อยตรงไหน

ครูแหม่ม โชติรักษ์
นักส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

 

เล่นกับลูก

ปลูกต้นไม้ในไข่

 อุปกรณ์

  1. เปลือกไข่ ล้างสะอาด2.ถาดไข่ สำหรับวางเปลือกไข่
  2. ดินร่วน
  3. กากมะพร้าวสับละเอียดปิดหน้าดิน เก็บความชื้นให้ต้นไม้
  4. ช้อนตักดิน พอเหมาะมือเด็ก
  5. ตะเกียบเจาะรูดินลงต้นไม้ คีบต้นไม้มีหนาม หรือต้นไม้เล็กฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก

การที่เด็กๆได้เห็น ได้จับ สัมผัส ลงมือทำ อย่างสนุกสนาน ทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้ดี งานกลุ่ม งานเดี่ยว มีการสื่อสารพูดคุยกัน ฝึกการเข้าสังคม ลงมือทำงานร่วมกัน ช่วยกัน เรียนรู้อย่างมีความสุข

ครูแหม่ม โชติรักษ์
นักส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

 

 

 

 

 

 

เด็กทำขนม ตอน แซนวิสซีสสายรุ้ง

 ตอน  แซนวิสซีสสายรุ้งง่ายๆไม่ใช้เตาอบ

สิ่งที่ต้องเตรียม

  1. ขนมปัง
  2. เนยเค็ม
  3. มอสซาเรลล่าชีส
  4. สีผสมอาหาร 6 – 7 ให้ได้รุ้งสวยๆวิธีทำ

 

วิธีการทำ

  1. ตัดมอสซาเรลล่าเป็นลูกเต๋าเล็กๆ แยกเป็นถ้วยตามสี 
  2. ใส่สีผสมอาหารคนให้เข้ากันกับมอสซาเรลล่าแต่ถ้วยใส่แค่ปลายช้อนชาสีจะเข้มมากถ้าเยอะไป
  3. ทาเนยที่ขนมปังด้านนอก ให้เรียบร้อยทั้งสองแผ่นเพิ่มรสชาด กลิ่นหอมอร่อย ไม่ชอบเค็มให้ใช้เนยจืด
  4. ใส่มอสซาเรลล่าที่ผสมสีแล้วเรียงตามสีรุ้งด้านในขนมปัง ด้านที่ทาเนยเอาไว้ข้างนอกค่ะ แล้วนำขนมปังอีกแผ่นมาประกบ
  5. ตั้งกระทะไฟอ่อนไม่ต้องใส่น้ำมันวางขนมปังที่ประกบกันเรียบร้อบแล้วลงไป
  6. เนยที่ทาไว้ด้านนอกจะหอม สีขนมปังก็จะสวยขึ้น เมื่อเริ่มหอมให้กลับด้านดูว่าสุก กรอบ สีสวยงามก็นำมาจัดจานได้เลยค่ะ

ตัดขนมปังยืดชีสยาวๆ ทานให้อร่อยเลยค่ะ ขอบคุณภาพสวยๆจากเน็ตค่ะ

    ครูแหม่ม โชติรักษ์

นักส่งเสริมพัฒนาการเด็ก