อันตรายจากแท๊ปเล็ต ทีวี ทำให้ลูกเป็นออทิสติก และพัฒนาการล่าช้า !!!

อันตรายเป็นที่สุดค่ะ !!!

ลูกไม่พูด พูดช้า สื่อสารไม่ได้ ร้องเพลง ABC ได้ ท่อง ก.ไก่ ได้ค่ะ

ลูกไม่สบตา เรียกไม่หัน เดินเขย่งเท้า กระโดด วิ่งไปมาตลอดเวลา หน้าเดียว สื่อสารไม่ได้

จากข้อมูลต่างๆที่ทางบ้านให้มา หลายๆบ้านเข้าใจผิด คิดว่าน้องดูยูทูปแล้วดี เด็กๆชอบ นั่งดูอารมณ์ดี

      หลายๆเคสที่มาปรึกษาครูและเข้ามารับการกระตุ้นพัฒนาการ

สาเหตุใหญ่ เกิดจากการดูยูทุปตั้งแต่เล็กๆ อายุไม่กี่เดือนก็ดู และใช้เวลานานมากต่อวัน เด็กบางคนถึงขั้นเข้าสู่ภาวะออทิสติก !

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายุคนี้เป็นยุคของโซเชียลเน็ตเวิร์ค เดินไปทางไหน นั่งที่ไหนก็เห็นคนนั่งก้มหน้าใช้โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตกันทั้งนั้น ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ เด็กอายุน้อยๆ บางคน ก็นั่งดูแท็บเล็ตกันแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ให้ความบรรเทิงทั้งพ่อแม่และลูกแล้วมันจะมีข้อเสียอย่างไรมาดูกันค่ะ

5 ข้อเสีย หากลูกติดแท็บเล็ต ติดมือถือ

1.ร่างกายไม่พัฒนาตามวัย:

ถ้าลูกติดแท็บเล็ตลูกจะนั่งดูนิ่งๆในท่าเดิมไม่รู้จักเมื่อยหรือขยับไปทำกิจกรรมอื่นๆเลย ซึ่งเด็กวัย 1-5 ขวบเป็นวัยที่ต้องอยู่ไม่นิ่ง แขนขาจะขยับสำรวจโลกตลอดเวลาแต่ถ้าต้องมานั่งดูแท็บเล็ต จะมีปัญหาเรื่องการเจริญเติบโตของร่างกายแน่นอน เช่น ร่างกายไม่แข็งแรง เคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่ว เหนื่อยง่าย ป่วยบ่อยเป็นต้น ดังนั้นไม่ควรให้ลูกนั่งหน้าจอดูทีวีหรือแท็บเล็ต ควรพาลูกทำกิจกรรมอื่นๆจะดีกว่าค่ะ

2.ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หงุดหงิดง่าย:

เด็กที่ติดทีวี หรือ แท็บเล็ตจะมีอาการรอไม่ได้ ทนไม่ไหว ใจร้อน ควบคุมตัวเองไม่อยู่ หุนหันพลันแล่น เป็นเด็กขี้หงุดหงิด ก้าวร้าว เพราะหน้าจอที่ลูกดูบ่อยๆเคลื่อนไหวรวดเร็ว เป็นดังใจตามที่ลูกต้องการ จึงทำให้ลูกเป็นเด็กไม่มีความอดทน รอคอยไม่เป็นนั่นเองค่ะ

3.เข้าสังคมปกติได้ยาก:

ถ้าลูกติดอินเตอร์เน็ตมากๆจะทำให้เข้าสังคมไม่ได้ เพราะไม่ค่อยได้พบเจอเพื่อนบ้าน ไม่มีเพื่อนในหมู่บ้าน ทำให้ขาดการปรับตัวเมื่อต้องเข้าสู่สังคม ปรับตัวเข้าหาผู้ใหญ่ไม่เป็น การใช้ชีวิตพื้นฐานในการอยู่ในสังคมก็จะแย่ลง และอยู่กับคนอื่นไม่ได้ในที่สุดค่ะ

4.อาจทำให้เป็นเด็กอ้วน:

เด็กที่ติดทีวีหรือแท็บเล็ตมักจะอ้วนเกินไป เวลาจะกินข้าวก็จะนั่งดูแท็บเล็ตหรือทีวีไปด้วย จึงทำให้การกินอาหารเพลิดเพลินกินไปได้เรื่อยๆ มีพ่อแม่คอยป้อนให้กิน หรือเด็กบางคนก็ไม่ยอมนั่งกินข้าวดีๆ จะกินแต่ขนมที่กินได้ง่ายๆไม่เสียเวลาในการดู สิ่งเหล่านี้จึงทำให้เด็กอ้วนเกินไปนั่นเองค่ะ

5.ขาดสมาธิ:

เด็กจะไม่มีใจจดจ่อกับกิจกรรมอะไรเลย ที่ต้องใช้สมาธิหรือสมองในการแก้ปัญหา เพราะเคยเจอแต่หน้าจอที่แสดงสีสันสดใส เคลื่อนไหวได้รวดเร็วทันใจ ถ้าต้องทำกิจกรรมที่ต้องใช้เวลาคิดเด็กจะทำไมได้ และจะหงุดหงิดง่ายอีกด้วย

การใช้อุปกรณ์เหล่านี้กับลูกมีทั้งข้อดีและข้อเสีย พ่อแม่ที่จำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านี้กับลูกควรจะจำกัดเวลาการเล่นของลูกให้เล่นได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน และต้องใช้กับเด็กที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 3 ปีขึ้นไป หรือ ควรจะนั่งเล่นนั่งดูด้วย สอน และชวนพูดคุยกันไปด้วย ให้ลูกได้สื่อสาร โต้ตอบ ได้ทำกิจกรรมอื่นๆร่วมกันกับครอบครัวและคนในสังคม จึงจะเป็นสิ่งที่ดีต่ออนาคตของเด็กมากกว่าค่ะ

สิ่งที่เด็กควรได้ทำและเรียนรู้

เด็กๆตั้งแต่วัยแรกเกิดจนโตจะเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 7 โดยร่างกายเมื่อได้รับข้อมูลจากสิ่งต่างๆรอบตัว ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 7 ด้าน ก็จะส่งข้อมูลผ่านไปยังสมอง เพื่อประมวลผลและตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆที่ต้องเผชิญ เราเรียกสิ่งนี้ว่า บูรณาการประสาทสัมผัสทั้ง 7 ร่างกายจะจดจำสิ่งเหล่านี้ เพื่อสร้างเป็น ประสบการณ์ในการเรียนรู้ ประสบการณ์เหล่านี้เองที่จะหล่อหลอมเด็ก และทำให้เค้าสร้างตัวตันของเค้าขึ้นมา ทั้งในด้าน พฤติกรรม กระบวนการรู้คิด สติปัญญา การตอบสนองต่อสถานการณ์รอบตัว

     ประสาทสัมผัสทั้ง 7   สัมผัสเหล่านี้ เป็นพื้นฐานสำคัญ ของ การเรียนรู้ของเด็กทั้งหมด ทั้งในด้านร่างกายและสมอง ให้เค้าเติบโตขึ้นไป ประสาทสัมผัสทั้ง 7 ดังกล่าว ประกอบด้วย

  1. การมองเห็น เป็นการใช้สายตาตรวจจับภาพการสะท้อนแสงจากวัตถุที่มองเห็น การรับรู้ทางสายตานั้นสำคัญมากต่อการเรียนรู้ของเด็ก เช่น การอ่าน การเขียน การนับจำนวน ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลต่อการประสบความสำเร็จในชีวิต เด็กในวัย 2-3 ขวบ เป็นช่วงวัยที่รู้จักสีต่างๆ เพิ่มมากขึ้น สนใจวาดรูปและดูรูปภาพ เล่นต่อบล็อกไม้ โยนรับลูกบอลไปมาเป็น
  2. การฟัง คือความสามารถในการรับรู้เสียงผ่านการสั่นสะเทือน ในช่วง 3 ปีแรกเด็กจะฟังเสียงและเรียนรู้ที่จะพัฒนาเสียงของตัวเองตามที่ได้ยินจากพ่อแม่ ทักษะด้านนี้จะเห็นผลดีที่สุดเมื่อเด็กมีปฏิสัมพันธ์กับคุณพ่อคุณแม่ ไม่ใช่กับโทรทัศน์ กิจกรรมที่พ่อแม่ทำร่วมกับลูกเพื่อพัฒนาทักษะด้านนี้ได้แก่ ฟังเสียงดนตรี ร้องเพลง หรือเล่านิทานให้ลูกฟัง
  3. การสัมผัส เด็กๆสามารถรับรู้ระบบการสัมผัสบนร่างกายผ่านมือ เท้า ผิวหนัง รวมทั้งเรียนรู้และตีความหมายของสิ่งต่างๆผ่านการสัมผัส การรับสัมผัสจะมีผลต่อความสุข ความตื่นเต้น และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสื่อสาร ตลอดจนความรู้สึกปลอดภัยของเด็กเองด้วย กิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสด้านนี้ เช่น ให้ลูกปั้นดินน้ำมัน เล่นทราย ฯลฯ เพื่อแยกความแตกต่างของผิวสัมผัสแต่ละชนิดที่มีความแตกต่างกัน
  4. การรับกลิ่น เป็นความสามารถในการรับรู้โมเลกุลสารระเหยในอากาศผ่านตัวรับกลิ่นภายในจมูก ในช่วง 6 เดือนแรก พัฒนาการด้านการรับกลิ่นของเด็กจะเป็นไปอย่างรวดเร็วและจะพัฒนาอย่างเต็มที่ในช่วงอายุ 3-6 ขวบ การกระตุ้นประสาทสัมผัสด้านนี้ช่วยสร้างความทรงจำให้เด็ก เช่น กลิ่นของผิวกายแม่ตอนกอดลูก นอกจากนี้ ยังส่งต่อความสุขให้ลูก และช่วยแยกแยะระหว่างอันตรายและปลอดภัยได้เป็นอย่างดี กิจกรรมที่พ่อแม่เสริมทักษะให้ลูกด้านนี้คือการให้ลูกปิดตาและดมกลิ่นต่างๆ เช่น ผลไม้ที่เคยทาน หรือการดมกลิ่นของดอกไม้ เป็นต้น
  5. การรับรส ปกติแล้วปุ่มการรับรู้รสชาติบริเวณลิ้นของคนเราสามารถรับรู้ได้ 5 รส คือ หวาน เค็ม เปรี้ยว ขม และรสกลมกล่อม รสชาติที่เด็กๆ สามารถรับรู้ได้ก่อนรสอื่นๆ คือ รสหวาน การรับรู้รสมีผลต่อความสุขและคุณภาพชีวิต คุณพ่อคุณแม่ช่วยกระตุ้นให้ลูกได้โดยให้ทดลองชิม น้ำตาล เกลือ มะนาว และพูดคุยกันถึงรสชาติของอาหารนั้นๆ
  6. การรับรู้ส่วนต่างๆของร่างกาย ผ่าน กล้ามเนื้อ เอ็นและข้อต่อ หรือเราเรียกว่า ประสาทสัมผัสการเคลื่อนไหว ระบบนี้จะช่วยให้เด็กสามารถรับรู้ถึงตำแหน่งของส่วนต่างๆ บนร่างกายได้อัตโนมัติ ทำให้จดจำท่าทางของแขน ขา โดยไม่ต้องอาศัยการมอง และสามารถรับรู้ถึงบริเวณกล้ามเนื้อ ข้อต่อ เอ็น เช่น การหลับตาปรบมือ หรือการกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง การขึ้นบันไดโดยไม่ต้องมอง เป็นต้น ประสาทสัมผัสด้านนี้สำคัญมากเพราะทำให้เด็กสามารถควบคุมและวางแผนกิจกรรมการเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่น กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมลูกได้ เช่น การเล่นแซนด์วิชโดยใช้หมอนนุ่มๆ หนีบลูกเอาไว้สองด้าน หรือ การฝึกให้ลูกตอกไข่ใส่ชาม
  7. การทรงตัว เด็กๆจะรับรู้ตำแหน่งของศีรษะจรดเท้าผ่านแรงโน้มถ่วงของโลก หรือที่เรียกว่า การรักษาสมดุลในตัวเอง เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยประสานการเคลื่อนไหวของตาและศีรษะ กิจกรรมที่ดีต้องใช้การเคลื่อนไหวต่าง รวมถึงการกระโดด ปีน ป่าย โดยที่เท้าไม่อยู่ติดพื้น ระบบนี้นอกจากส่งผลต่อความสามารถในการเคลื่อนไหวทรงตัวแล้ว ยังมีผลต่อความสามารถด้านภาษาของเด็กอีกด้วย

การบูรณาการประสาทสัมผัสทั้ง 7 เป็นสิ่งจำเป็น ที่พ่อแม่ควรฝึกฝนให้แก่ลูกน้อย ตามวัยที่เหมาะสมสำหรับเค้า โดยเฉพาะในช่วงอายุ 2-6 ขวบ ซึ่งเราเรียกว่าเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสของลูก เป็นช่วงเวลาสำคัญของการเรียนรู้สู่สมองลูกที่จะเปิดและปิดลงในเวลาอันสั้น ซึ่งหากพ่อแม่ไม่รีบคว้าโอกาสไว้ ก็จะหลุดลอยไปไม่มีวันหวนกลับ พัฒนาการของเด็กในวัยนี้จะพัฒนาเร็วมาก โดยสมองจะพัฒนาถึง 90% จนเกือบสมบูรณ์เท่ากับผู้ใหญ่

กิจกรรมที่เล่นร่วมกับเค้าจึงควรเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เค้าฝึกทักษะสัมผัสในแต่ละด้าน ให้เค้าได้เรียนรู้ทักษะใหม่ใหม่ นอกจากนี้พ่อแม่ควรอยู่ใกล้ชิดที่สุดเพื่อช่วยแนะนำ ส่งเสริมและ สนับสนุนทุกการเรียนรู้ เพื่อให้ลูกของเราเติบโตแข็งแรงสมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญาและอารมณ์ค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก

www.maerakluke.com

www.foremostomega.com/

ไม่พูด น้ำลายไหล พูดไม่ชัด บริหารกล้ามเนื้อบริเวณปากช่วยได้ !!!

กล้ามเนื้อบริเวณปากแข็งแรง(ลิ้น ริมฝีปาก แก้ม เหงือก) ควบคุมลมได้ดี เป็นเรื่องสำคัญในการพูด

เด็กบางคนกล้ามเนื้อบริเวณปากไม่แข็งแรงนัก มีน้ำลายไหลบ้าง

ลิ้นดูอ่อน ควบคุมริมฝีปากได้ไม่ดีนัก การบริหารกล้ามเนื้อบริเวณปากควรทำเป็นประจำทุกวัน ช่วยให้กล้ามเนื้อมัดเล็กบริเวณนี้แข็งแรงขึ้น พูดออกเสียงได้ง่ายขึ้น ชัดขึ้น

 

10 ข้อ ของเล่นชิ้นโปรด สอนลูกพูด ชวนลูกออกเสียง

เทคนิคเล่นสนุกกับลูก สอนลูกพูด

เห็น ฟัง เลียนแบบ ออกเสียง !!!

  1. ให้เด็กเลือกของเล่นที่อยากเล่น เล่นในสิ่งที่ลูกสนใจนั่นนเอง เราร่วมเล่น ด้วยสีหน้า ท่าทาง แววตาที่สนุกด้วยนะคะ
  2. นับ 1 2 3 ช่วยให้เด็กเตรียมพร้อม เป็นจังหวะ และเพิ่มคำให้ได้อีกด้วย ใช้คำสั้นๆ ง่ายๆ ชัดๆ เช่น  1 2 3 … ไป !!!
  3. ทำช้าๆ รอจังหวะ ให้เด็กสบตา สนใจเรา เล่นโต้ตอบ กลับไปกลับมา และมีคำตามสถานะการณ์จริงนั่นเอง
  4. มีท่าทาง ให้เด็กเห็นและเข้าใจได้ง่ายขึ้น พร้อมคำสั้นๆ การทำช้ำกลับไปกลับมา เด็กก็จะพูดได้ชัดขึ้นและเข้าใจดีขึ้นด้วย
  5. เด็กจะมีท่าทีตอบรับและสนใจอยากเล่นได้ดี เพราะสนุก มีเพื่อนร่วมเล่น ร่วมเชียร์ ร่วมสนุกไปด้วยกัน
  6. ตื่นเต้นเลียนแบบท่าทางที่เด็กแสดงออกในการเล่นบ้าง เพื่อให้เด็กรู้สึก สนุก ตื่นเต้นขึ้น
  7. เมื่อเด็กเล่นซ้ำไป ซ้ำมา จนเริ่มเข้าใจเกมส์แล้ว เราลองนับ  1 2 3… แล้วทำหน้าตื่นเต้นรอให้เด็กพูดคำศัพท์ในขณะนั้น เช่น ไป โยน เตะ วิ่ง แล้วแต่ว่าขณะนั้นเราเล่นอะไร
  8. เล่นอย่างอื่น ในสถานะการณ์อื่น ก็มีคำศัพท์เพิ่มมาได้ ดูว่าจะเพิ่มคำไหนได้ สั้นๆ ง่ายๆ ซ้ำๆ ครั้งละ 1 -2 คำตามความสามารถของเด็ก แต่อย่าลืมว่าให้เด็กเข้าใจศัพท์คำที่เราพึ่งสอนดีแล้ว อย่าพึ่งเปลี่ยนเร็วมาก
  9. ให้เราตอบโต้ แสดงท่าทางร่วมสนุกกับเด็กเสมอ หากเด็กหันไปเล่นทางอื่น ให้ชวนกลับมาเล่นร่วมกัน
  10. ถ้าเด็กเลือกเล่นยากเกินไป เชียร์ให้เด็กได้คิด รอจังหวะ ถ้ายากเกินไป เด็กยังเล่นไม่ได้พัฒนาการยังไม่ถึง คอยช่วยกระตุ้นให้สนใจที่จะเล่นจนจบเกมส์ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ค่อยเล่นอย่างอื่นที่เด็กสนใจต่อ

 

ครูแหม่ม โชติรักษ์

นักส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

>>>>>>>คลิ๊ปเพิ่มเติมช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น<<<<<

5 เทคนิค ฝึกลูกพูด ด้วยหนังสือเด็ก หนังสือภาพ

 หนังสือเด็ก หนังสือภาพ หนังสือนิทาน ชวนลูกออกเสียง

เทคนิคนี้เหมาะสำหรับเด็กที่มีสมาธิจดจ่อได้ สนใจหนังสือ ชอบหนังสือ ชอบภาพนะคะ เลือกในเรื่องที่เด็กชอบและสนใจก่อนนะคะ

  1. นั่งตรงข้ามในตำแหน่งที่เด็กเห็นหน้า เห็นปากชัดๆ หรือให้นั่งตักคุณพ่อ แล้วให้คุณแม่ชวนออกเสียง เลือกตามความถนัดของทางบ้านได้เลยค่ะ
  2. เลือกที่จะร้องเพลง เล่นกันก่อนได้ ชวนให้เด็กสนใจ อารมณ์ดี พร้อมเรียนรู้ง่ายขึ้น
  3. ชี้ที่รูปและแสดงคำให้ชัดเจนด้วยปาก สีหน้า ท่าทาง เรายังคุยกับเด็กด้วยโทนเสียงและความเร็วปกติ แต่จะเน้นคำให้ เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น
  4. เมื่อการออกเสียงเน้นตรงจุดใดให้ชี้ตรงจุดนั้น เช่นริมฝีปาก คอ และสัมผัสที่ตัวเด็กให้มราบตำแหน่งที่ถูกต้อง
  5. การเรียนรู้ของเด็กให้มีส่วนระบบประสาทมาร่วมให้มากที่สุดเช่น
  • ตา มองเห็น
  • หู ได้ยินชัด,สัมผัสผิวหนัง เช่นนำมือหรือนิ้วมาแตะที่รูป
  • จับมือเด็กบีบเบาๆ หรือขยับนิดๆ หากเด็กเริ่มไม่มอง
  • บีบข้อมือเบาๆบ้าง สัมผัสถึงกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ช่วยกระตุ้นได้
  • คำที่มีลมออกจากปาก ให้นำมือเด็กมาสัมผัส รับรู้ได้ว่า คำนี้มีลมออกมาจากปาก

สิ่งเหล่านี้ทำสลับกันไป ตามโอกาส ตามจังหวะที่เหมาะสมนะคะ ที่สำคัญอย่าลืม ความสนุกสนาน ความน่าสนใจนะคะ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนจากภายในให้เด็กอยากเรียนรู้ เป็นกำลังใจให้ทุกบ้านค่ะ

 

ครูแหม่ม โชติรักษ์

นักส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

 

 

5 เทคนิค ฝึกลูกพูด ลูกไม่พูด ลูกพูดช้า

เทคนิคต่างๆเหล่านี้ปรับใช้ได้กับหลากหลายสถานะการณ์ในชีวิตประจำวัน

1.สิ่งที่ลูกทำ ชวนลูกพูดคุย ในสิ่งที่กำลังทำอยู่และน่าสนใจ ทำอะไร จับอะไร เห็นอะไร รู้สึกอย่างไร

ควรใช้คำที่สั้น ง่าย และสนุก คือเด็กสนใจนั่นเอง เช่น

  • หม่ำข้าว กินหนม อ้ำๆ
  • นก นก อู้ยๆๆ หมา หมา เห็น ชอบ สนุก ชี้ให้ดู ออกเสียงชวนให้ตื่นเต้น เที่ยวสวนสัตว์ก็สนุกมากค่ะ
  • โยนบอล ตู้ม !!!   เตะบอล ตู้ม !! มีเสียงเสริมให้สนุก ทำท่าตลกๆ ให้หัวเราชอบใจ อยากทำช้ำ อยากเล่น หยุดรอจังหวะให้เด็กพูดบ้าง 5-7 วินาที
  • ร้องเพลง เต้น ตบมือ กระโดดอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ที่เด็กกำลังรู้สึกจริงๆ ดีใจ เสียใจ ตกใจ กลัว เจ็บ เป็นต้น เป็นเรื่องสำคัญให้เด็กสามารถสื่อสารความรู้สึกกับเราได้ทั้งภาษากาย และภาษาพูด

2.Self Talk

สิ่งที่เรากำลังทำ ลูกเห็น ลูกมองอยู่ หรือทำให้ลูกสนใจ เช่น

แม่ล้างจาน, พ่อล้างรถ, แม่ปวดฉี่, ยายทำกับข้าว, มือเปียก, อู้ยยยย เจ็บๆๆ คำศัพท์ พร้อมสีหน้าท่าทาง ในชีวิตประจำวันนั่นเอง

3.ไม่ถามหลายคำถามหรือซับซ้อนในคราวเดียว

เช่น ลูกกำลังเล่นตุ๊กตาหมีอยู่

คุณ : โอ้ววว พี่หมี    (นิ่ง รอการสื่อสาร หากไม่มีก็ถามต่อ) พี่หมีไปไหนคะ? (นิ่ง รอการสื่อสาร หากไม่มีก็ถามต่อ)

เราจะไม่ถามหลายคำถามซ้ำในคราวเดียว รอจังหวะให้เด็กตอบสนองด้วย

4.ตั้งคำถามแบบให้ทางเลือก

เช่น ลูกชอบ เรือ กับรถตักดิน เราก็ถือเรือและรถ ไว้คนละมือ ให้ลูกเห็นชัดเจน

ลูกเล่นอันไหนดีคะ เรือ (ก็ยกเรือขึ้นให้ลูกเห็นชัดๆ ) หรือ เล่นรถดีคะ (ก็ยกรถขึ้นมาให้ลูกเห็นชัดๆ)  นิ่งรอการตอบโต้ เมื่อลูกชี้เลือกอันใดอันหนึ่ง ก็ใส่คำให้ชัดๆ ชวนลูกออกเสียง

5.ช่วยขยายคำศัพท์ให้ลูก

เมื่อลูกเริ่มมีคำศัพท์ สั้นๆ ง่ายแล้ว เราก็ช่วยเสริมให้ทีละคำ ให้รูปประโยคถูกต้องขึ้น เช่น

หม่ำๆ >>> หม่ำนม >> หนูหิวนม

นก >>> นกมา >>>> นกบินมา

 

เริ่มต้นง่ายๆ ทำสม่ำเสมอ ออกกำลังกาย บริหารกล้ามเนื้อ และบริหารกล้ามเนื้อบริเวณปากด้วยนะคะ

ทุกส่วนในร่างกายเชื่อมโยงกัน ร่างกายแข็งแรง สมองสั่งการได้ดี ร่างกายตอบสนองไว

 

ครูแหม่ม โชติรักษ์

นักส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

 

 

กิจกรรมง่ายๆที่เด็ก 4-5 ขวบ ควรทำได้ (SI Sensory Integration)

ความทนทานของกล้ามเนื้อ

(ปัญหาที่พบบ่อย เด็กชอบนอนเลื้อย ไม่สามารถนั่งท่าเดิมได้นานๆ)

  • นอนหงาย SIT UP
  • นอนคว่ำ ทำท่าเรือ แขนแนบลำตัว หรือกางออก ยกหัว และยกขาขึ้นพร้อมกัน
  • ท่าไถนา คุณแม่ขับขาลูกสองข้าง ให้เด็กใช้มือเดินไปข้างหน้า
  • ปีนเชือก โหนบาร์

การประสานสัมพันธ์ซ้ายขวา  (bilateral coordination)

  • กระโดดตบมือ
  • ตีตบแปะ (เพิ่มความซับซ้อนขึ้น เช่น ตบมือ 2 3 4 ที ตบสลับข้างไปมา)
  • กระโดดขา สลับไขว้หน้าหลัง
  • แตะสลับ (มือขวาแตะหน้าขาซ้าย มือซ้ายแตะหน้าขาขวา สลับกันไปมา 10-20 ครั้ง)

กิจกรรมลูกบอล (Motor planning ,Visual motor,Visual spatial, Gross motor, Modulation)

  • รับส่งบอล
  • รับบอลที่กระดอนจากพื้น
  • เลี้ยงบอล เด้งกับพื้น
  • โยนบอลลงตระกร้า กะระยะแล้วโยนบอลลงตระกร้า (ขยับตระกร้าหนี)
  • เตะบอล เตะบอลเข้าโก
  • ใช้เท้าหนีบบอลแล้วกระโดด

การรับรู้ทางสายตา (Visual discrimination)

  • หาของในกองที่ของกองรวมๆกัน
  • การต่อ Puzzles
  • มองหาตัวอักษรที่พื้น

กล้ามเนื้อมัดเล็ก (Fine motor skills)

  • เล่นแตะไล่นิ้วมือ นิ้วโป้งกับนิ้วชี้  นิ้วโป้งกับนิ้วกลาง นิ้วโป้งกับนิ้วนาง นิ้วโป้งกับนิ้วก้อย
  • ปั้นดินน้ำมันกลมๆ ใช้นิ้วชี้นิ้วโป้ง นิ้วกลางนิ้วโป้ง

กล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Gross motor skills)

  • เดินต่อส้นเท้า
  • กระโดดตบมือ
  • กระโดดสองเท้าข้ามตุ๊กตาสูง 1 ฟุต
  • ยืนขาเดียว 3-5 วินาที
  • โยนรับบอล
  • กระโดดเชือก

กิจกรรมควบคุมจังหวะ (Modulation games)

  • วิ่งเร็วๆ วิ่งช้าๆ เดินเร็ว เดินช้า เดินช้ามากๆ เดินหย่องๆ
  • กระโดดสูงๆ เตี้ยลงหน่อย เตี้ยมากๆ
  • กอดแรงๆ กอดเบาๆ บีบมือแรงๆ เบาๆ
  • ตะโกนดังๆ พูดเบาลง เบาลง กระซิบ

ขอบคุณข้อมูลจาก สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว

Sensory Integration หรือ SI 

คือ กระบวนการการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางในการจัดระเบียบสัญญาณประสาท ที่รับจากอวัยวะรับความรู้สึก แล้วผสมผสานหรือคัดกรองความรู้สึกนั้นเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างเหมาะสม

การรับความรู้สึก ( Sensation ) ที่ทฤษฎีนี้ได้ให้ความสำคัญมีดังนี้คือ

  • การรับสัมผัส ( tactile sense )
  • ระบบการทรงตัว ( vestibular system )
  • การรับความรู้สึกจากกล้ามเนื้อ เอ็นและข้อต่อ ( proprioceptive sense )

การรับความรู้สึกทั้ง 3 ระบบนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาการรับรู้ การเรียนรู้ต่างๆ เช่น การรับรู้ส่วนต่างๆของร่างกาย,การวางแผนการเคลื่อนไหว,การพัฒนาทักษะทางด้านการศึกษาหรือการเรียนรู้ ในการพัฒนาการผสมผสานการรับความรู้สึกจะต้องใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวเป็นสื่อ ส่วนการรับความรู้สึกทางการได้ยิน และการมองเห็นนั้นจะเป็นระบบที่พัฒนามาภายหลังหรืออาจเป็นผลตามมาจากการผสมผสานการรับความรู้สึกของทั้ง 3 ระบบ

การรับความรู้สึก (Sensory Integration) เป็นกระบวนการทางระบบประสาทที่มีมาตั้งแต่กำเนิดส่งผลต่อการรับความรู้สึก การประมวลผล และการแปลผลข้อมูลของสมอง ซึ่งได้จากการกระตุ้นจากสอ่งแวดล้อม ความผิดปกติของการประมวลผลการรับความรู้สึก เป็นความผิดปกติที่ข้อมูลการรับความรู้สึกต่างๆที่สมองรับเข้าไป ไม่ได้ประมวลผลหรือไม่ได้เกิดการจัดระเบียบอย่างเหมาะสม ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ที่หลากหลายในด้านพันาการและพฤติกรรม

Sensory Integration ให้ความสนใจกับระบบการรับความรู้สึกพื้นฐาน 3 ระบบ คือ ระบบการทรงตัว(Vestibular System) การรับความรู้สึกที่กล้ามเนื้อ เอ็นและข้อต่อ(Proprioceptive System) และระบบการรับสัมผัส(Tactile System)

การบำบัดปัญหาด้าน Sensory Integration ในกิจกรรมบำบัด

เป้าประสงค์ของการบำบัดคือ การจัดสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมเพื่อพัฒนา การจัดระเบียบหรือการประมวลผลการรับความรู้สึกของระบบต่างๆเพื่อป้อนข้อมูลการรับความรู้สึกของระบบต่างๆ ให้เกิดการประมวลผลและการจัดระเบียบของสมอง ซึ่งจมีผลถึงพฤติกรรมที่แสดงออกมาโดยตรง

หลังจากนักกิจกรรมบำบัดได้ให้การประเมินเรียบร้อยแล้ว จะทำการจัดกิจกรรมเฉพาะรายบุคคลโดยผ่านการเล่นกับอุปกรณ์เฉพาะทาง เพื่อกระตุ้นระบบที่มีปัญหาให้พัฒนาดีขึ้น ตัวอย่างเช่น เด็กมีภาวะไวต่อการับสัมผัสมากเกินไป นักกิจกรรมบำบัดจะจัดกิจกรรมในลักษณะที่ให้เด็กมีโอกาสสัมผัสกับวัตถุหลากหลายพื้นผิว การให้แรงกดเชิงลึก กิจกรรมที่มีแรงดันแรงดึงต่อกล้ามเนื้อ เอ็นและข้อต่อ

 หลักการบำบัดด้วยSIนั้น นักกิจกรรมบำบัดจะเป็นเพียงผู้ช่วยเหลือ พยายามกระตุ้นให้เด็กทำกิจกรรมด้วยตนเองให้มากที่สุด นักกิจกรรมบำบัดจะคอยสังเกตพฤติกรรมการตอบสนองต่อกิจกรรม และปรับกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง กระตุ้นสมองให้เกิดการสร้างโปรแกรมพัฒนาความสามารถที่สูงขึ้น และมีการแสดงออกของพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างเหมาะสม(ข้อมูลจาก:http://www.oknation.net/blog/print.php?id=304164)

 

ขอบคุณ gotoknow

 

ฝนตก แดดออก ลมแรง ก็ชวนลูกเต้นง่ายๆที่บ้านนะคะ สนุกไปด้วยกัน ผูกพันกันทุกวัน

ลูกไม่พูด พูดไม่ชัด บริหารกล้ามเนื้อปากและลิ้น ช่วยได้

กล้ามเนื้อปาก ลิ้น และการควบคุมลม มีความสำคัญมากในการพูดให้ได้ดี พูดให้ชัด

ในวัยเด็กเราจะให้ลูกทำตามคำสั่งเรานั้นเป็นเรื่องยากมาก เด็กบางคนน้ำลายไหลตลอดแสดงว่ากล้ามเนื้อบริเวณปากยังไม่แข็งแรงนัก จะช่วยลูกให้ได้ต้องอาศัยความสุข สนุกสนาน เป็นตัวขับเคลื่อนความรู้สึกภายในของเด็ก อยากเล่น อยากทำอย่างต่อเนื่อง เรามาหาวิธีช่วยกันค่ะ

  • ฝึกเคี้ยวเส้นบะหมี่นุ่มๆ แบ่งเป็นหลายมื้อใน 1 วัน จะได้บริหารได้ต่อเนื่อง แต่ละอย่างนั้นเพื่อช่วยให้เหงือกบดเคี้ยวนานขึ้น ลิ้นตวัดไปมาไม่แข็งไม่อ่อนเกินไป ริมฝีปากช่วยควบคุมได้ดี
  • ชวนเล่นเม้มปากริมฝีปากคาบหลอด คาบดินสอ หรือไม้ไอติม
  • ชวนเล่นแลบลิ้นแข่งกัน แลบลิ้นให้ยาว แลบลิ้นขึ้นลง ซ้ายขวา แลบลิ้นเป็นผีโป๋ เล่นห่อลิ้น ม้วนลิ้น เป็นต้น
  • ขนมก็เป็นตัวช่วยที่ดี ไอติม อมยิ้ม ชวนเแลบลิ้นยาวๆ เลียอย่างเอร็ดอร่อย ชวนดูดให้ดังจ๊วบๆ หรืออมอมยิ้มไว้ในปาก ใช้ลิ้นตวัดไปมาให้สนุกสนานได้อีก
  • ขนมทาโร่แบบไม่เผ็ด ขนมที่มีความเหนียว ความแข็งเล็กน้อย ให้ลูกใช้ฟันหน้ากัด พยายามเคี้ยวช่วยบริหารกล้ามเนื้อปากได้ดีค่ะ อาหารที่เหนียวและแข็งคอยสังเกตนะคะ ว่าลูกเคี้ยวได้ไหม ระวังติดคอ เลือกกิจกรรมที่เหมาะกับลูกก่อน
  • ฝึกเป่าลม ร้องเพลงเป่าเทียนวันเกิด เป่านกหวีดเป็นทหาร เป่าหลอดลงน้ำในแก้วให้เกิดฟองอากาศ เป่าลูกโป่งฟองสบู่
  • นวดปากให้สนุกๆ ถ้าแปรงไฟฟ้าลูกพอไหวก็ใช้แปรงไฟฟ้าช่วย โดยเอาแปรงไฟฟ้ามาเล่นสนุกๆก่อนให้คุ้น ไม่ตกใจ
  • กิจกรรมบางอย่างชวนออกเสียง พอออกเสียงได้ พูดได้ก็ให้ขนมทาน ให้ของเล่น การให้ของโปรด ควรให้ทีละน้อยๆ ให้ขออีก พูดอีก สนุกอีกนะคะ ถ้าให้พร้อมกันหมดทีเดียวรับรองไม่สนใจเราแน่
  • ภาษาพูดของเรา ควรมีท่าทาง พร้อมให้เห็นหน้าเห็นปากชัดๆด้วย น้องจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น

https://www.youtube.com/watch?v=FXyd6sThIaA

เทนนิคพูดช้ำ เล่นสนุก ชวนลูกพูด

ตัวอย่างกิจกรรม เช่น มีของเล่นชิ้นโปรดเป็น “รถถัง” เปลี่ยนของเล่นได้ตามที่เด็กชอบ

1.ใช้มือจับรถ พูด พร้อมยื่นรถให้ลูกเห็นชัดๆ “รถมาแล้ว ปรื้นๆๆๆๆๆ ปรื้นๆๆๆๆ”(ชวนลูกออกเสียงได้บริหารกล้ามเนื้อริมฝีปากไปด้วยกัน)  ให้รถวิ่งไต่ไปตามตัวลูก จนมาอยู่บนหัว หรือส่วนสำคัญบนร่างกายที่อยากสอนคำศัพท์ “ถึงหัวแล้ว เย้ๆๆ ตก ตู้มมม” ได้คำว่าหัว และตก เน้นๆ ชัดๆ ตอนตกตู้ม เราก็ทำท่าทางเหมือนกลิ้งตก ถ้าเด็กชอบจะหัวเราะหัวเราะถูกใจ ทำช้ำหลายๆรอบให้สนุก พอไปเก็บรถถังขึ้นมา ก็ทำท่าทางดีใจ  “เก็บได้แล้วววว เย้ๆๆๆ” สิ่งต่างๆจะเป็นกรสอนคำสั้นๆง่ายๆ ตามเหตุการณ์จริง รูปแบบเส้นทางประโยคต่างๆ และมีการทำช้ำได้ต่อเนื่อง เด็กจะจำได้ง่าย เพราะมีท่าทางและสิ่งของให้เห็นชัด

2.พอเด็กเริ่มสนใจ สนุก อยากทำช้ำบ่อย เปลี่ยนให้เด็กทำบ้าง ยื่นให้ พร้อมพูด “นี่รถถัง” เด็กจะเลียนแบบทำตามเท่าที่จำได้ เราก็ร่วมเล่นให้สนุก เปลี่ยนไปมา ช่วยเชียร์ ช่วยเล่นสนุกไปด้วยกัน

3.รอให้มีการโต้ตอบ อย่าพึ่งเร่งหรือถามเด็กๆช้ำๆ บ่อยๆ นิ่งรอประมาณ 5 วินาที ดูจังหวะ สังเกตการตอบสนอง สีหน้าแววตา จะรับรู้ได้ไว ว่าเด็กสื่อสาร หรือชอบอะไร สนุกกับอะไร

ใช้ในการเล่นรูปแบบอื่นๆได้ดี โดยจำรูปแบบหลักๆ

1.ทำช้ำ Repetition

2.รูปแบบประโยค Strategy

3.ให้เวลา Wait time

สิ่งที่เด็กจะได้ในการเล่น

สนใจร่วมเล่นกิจกรรม

มีการสื่อสาร ตอบกลับ ไม่มากก็น้อย ทั้งภาษาพูด ภาษากาย

ระบบ Sensory ในการเรียนรู้ต่าง สบตา หูสนใจฟัง การทำช้ำ ทำให้เกิดการโต้ตอบได้เร็วขึ้น ผิวสัมผัส

ที่สำคัญ ความผูกพันต่อกัน อยากพูด อยากเล่น อยากทำช้ำด้วยหัวใจสนุกภายใน เป็นการเรียนรู้ที่มีความสุข

 

ทำอย่างไรลูกเข้าสู่ภาวะออทิสติก

สิ่งสำคัญแรกๆ เลยนะคะ

1.ลงไปเล่นด้วยกันให้สนุกๆ สนใจคนให้มากที่สุดนะคะ เรื่องนี้สำคัญมากๆเลยค่ะ

2.เมื่อมีความรู้สึกอะไรที่ชัดเจนให้เติมคำให้ทันทีเช่น โกรธ เจ็บ กลัว ชอบ ดีใจ เสียใจ รักแม่ พูด สัมผัส เราก็แสดงสีหน้าที่ชัดเจนกับลูกตามอารมณ์นั้นๆจริงๆด้วยนะคะ เป็นการเน้นย้ำคำที่ใช้บอกความรู้สึกต่างๆเพื่อสื่อสารได้ดีขึ้น เมื่อสื่อสารได้บอกได้ อารมณ์ก็ไม่รุนแรง

3. ออกกำลังกาย ให้มีกิจกรรมสม่ำเสมอ เช่น ออกสนามเด็กเล่นปีนป่าย ฝึกร่างกายให้ใช้งานได้คล่องแคล่วขึ้นปั่นจักยาน ว่ายน้ำ วิ่งเล่น ประมาณนี้นะคะ ถ้าเล่นร่วมด้วย ช่วยเชียร์ ชื่นชมจะดีมากค่ะ

ตัวอย่างกิจกรรม

  • ชวนเล่นสนุก
  • ฝึกพูด ฝึกสื่อสาร
  • สอนเด็กพูดช้า

อ่านเพิ่มเติม “ทำอย่างไรลูกเข้าสู่ภาวะออทิสติก”

เทคนิค ชวนเล่นให้พูดชัด พูดได้

 

ลูกไม่พูด ลูกพูดช้า พูดไม่ชัด
เทคนิคชวนเล่นเสียงสนุกๆ ฝึกกล้ามเนื้อ

ชวนลูกเล่น สนุกๆ ตลกๆ เช่น
1.
ทำท่าติดกระดุม ทำเสียงเดาะลิ้น เดอะ เดอะ เดอะ เดอะ เดอะ ติดเสร็จแล้วเย้ ๆ
ควรทำช้ำ 3-4 รอบ
แล้วชวนลูกออกเสียงบ้าง
คราวนี้ตาหนูติดบ้าง ทำท่าทางตื่นเต้น ชี้ไปที่ลูก เว้นจังหวะให้ลูกได้ลอง

2.รถของเล่นคันเล็กๆ เราทำเสียงปรื้นๆๆๆๆ แต่ใช้วิธีการเป่าลมผ่านริมฝีปากรัวๆๆ เน้นบริหารกล้ามเนื้อริมฝีปาก
ทำช้ำ 3-4 ครั้ง ปรื้นๆๆๆๆ ใช้รถของเล่นขับไปมา เสียงพร้อมท่าทางประกอบ

3.ฮัดชิ๊ว หาอะไรชักอย่างวางไว้ที่หัวเรา
ทำท่าทางฮัดชิ่ว ของตกลงจากหัว แล้วก็พูด อ้าวตกแล้ว
ทำช้ำแบบนี้ 3-4 ครั้ง แล้วก็ชวนลูกทำบ้าง

4.รูดซิป ซีปปปปปปป เปอะ ! พ่นลมออกระหว่างฟันยาวๆ (ลูกได้ฝึกออกเสียงคำชัดๆ เช่น ส.เสือ)
ทำท่ารูดซีป ชี้ปปปปปป เปอะ !
ทำท่าทางรูดขึ้น รูดลง ให้สนุก แล้วชวนลูกออกเสียงและทำตาม

ลองเล่นดูนะคะ เลือกดูว่าลูกชอบแบบไหน แล้วก็สลับเล่นไปมา บริหารกล้ามเนื้อปาก ชวนออกเสียงให้ชัดเจนอีกวิธีค่ะ

    ครูแหม่ม โชติรักษ์
นักส่งเสริมพัฒนาการเด็ก