พี่ตูน คนละก้าว ผู้ชายที่สร้างตำนาน

ตัวอย่างที่ดี มีค่ากว่าคำสอน
เมื่อเราพบเห็นสิ่งที่ดีงาม เราให้พลังดี พลังบวกกับลูกได้ทันทีคะ

เช่น
1.
พี่ตูนเค้าสู้มากๆเลยนะลูก เวลาลูกเจอปัญหา เจออุปสรรค ให้ดูพี่ตูนเป็นตัวอย่างนะ วิ่งทางไกลขนาดนี้ ต้องมีการวางแผน เตรียมร่างกายให้พร้อม เหนื่อยแค่ไหนก็อดทนสู้ เรามาโอนเงินร่วมช่วย เป็นกำลังใจให้พี่ตูนกันเถอะลูก เย้ๆๆๆ

2.ดูพี่ตูนซิลูก ผู้ชายตัวเล็กๆ แต่ทำสิ่งที่ยากและยิ่งใหญ่มาก ลูกก็เก่ง แม่เชื่อมั่นในตัวลูกเสมอ (กอดๆๆ หอมๆๆ)

3.พี่ตูนเค้าเหนื่อยมาก ก็ยังอดทนยิ้มสู้ อารมณ์ดีถ่ายรูปกับเด็กๆและทุกคน น่าชื่นใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส แม้เวลาที่แสนเหนื่อย ลูกแม่ก็ยิ้มเก่ง อารมณ์ดี ไหนยิ้มกว้างๆให้กันซิคะ (กอดๆๆ หอมๆๆ รักลูกนะคะ)

แล้วคุณพ่อ คุณแม่ จะพูดว่ายังไงดีนะคะ เล่าให้ฟังบ้างค่ะ

แสงสุดท้าย Last Light…
จากก้าวเล็กๆ ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่..

ร่วมบริจาค
พิมพ์ T
แล้วส่งมาที่ 4545099
(
ครั้งละ 10 บาท)หรือโอนเข้าบัญชี
มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ในพระราชูประถัมภ์ SCB 111-393-5263

ช่วยกันเพราะเราก็มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่

รักพี่ ตูน คนละก้าว

#แชร์ช่วยกันค่ะ

10 สัญญาณเตือนลูกเป็นออทิสติก พร้อมวิธีป้องกัน

10 สัญญานเตือน ลูกเป็นออทิสติก

1.ขยำมือ บีบมือ สะบัดมือบ่อยๆ
2.
เขย่งเท้าเดิน
3.
นั่งกระแทก กระตุ้นตัวเองตลอด
4.
กรีดร้อง
5.
เล่น สนใจบางอย่างกลับไปกลับมา เช่น รินน้ำ ทิชชู่ ล้อหมุน
6.
กัดหรือหยิกผู้อื่น [เพราะสื่อสารแบบปกติไม่ได้]
7.
มีรอยคล้ำใต้ตาค่อนข้างชัด
8.
เล่นบางอย่างน้อยกว่าหนึ่งนาที หรือเล่นบางอย่างเป็นชั่วโมงๆ สมาธิสั้น ไม่จดจ่อ หรือ อยู่กับสิ่งนั้นนานเกินปกติ
9.
ร้องไห้แบบไม่ทราบสาเหตุ เราหาสาเหตุไม่เจอ
10.
ไม่สนใจเสียง ไม่สบตา เรียกไม่หัน

ป้องกันลูกเข้าสู่ภาวะออทิสติกเทียม

  • มีเวลาเล่นด้วยสม่ำเสมอ ให้เด็กสนใจ จดจ่อ ชวนเล่นโต้ตอบไปมาได้ต่อเนื่อง
  • งดการดู ทีวี การ์ตูน youtube ในเด็กเล็ก ก่อนพูดได้ เพราะการอยู่นิ่ง สนใจของเด็ก เป็นการเรียนรู้ที่ผิดธรรมชาติ ลูกจะพูดภาษาและความรู้สึกจริงๆของตัวเองไม่ได้ อาจจะท่อง A B C แต่สื่อสารไม่เป็น
  • เมื่อมีความรู้สึกอะไรที่ชัดเจนให้เติมคำให้ทันทีเช่น โกรธ เจ็บ กลัว ชอบ ดีใจ เสียใจ รักแม่ พูด สัมผัส เราก็แสดงสีหน้าที่ชัดเจนกับลูกตามอารมณ์นั้นๆจริงๆด้วยนะคะ เป็นการเน้นย้ำคำที่ใช้บอกความรู้สึกต่างๆเพื่อสื่อสารได้ดีขึ้น เมื่อสื่อสารได้บอกได้ อารมณ์ก็ไม่รุนแรง
  • ออกกำลังกาย ให้มีกิจกรรมสม่ำเสมอ เช่น ออกสนามเด็กเล่นปีนป่าย ฝึกร่างกายให้ใช้งานได้คล่องแคล่วขึ้นปั่นจักยาน ว่ายน้ำ วิ่งเล่น ประมาณนี้นะคะ ถ้าเล่นร่วมด้วย ช่วยเชียร์ ชื่นชม ให้กำลังใจเล่นในสิ่งที่เด็กสนใจและชอบจริงๆ ไม่ใช่ของเล่นที่แพง ไม่ใช่สถานที่ที่ไกล แต่อยู่ที่หัวใจเข้าใจกัน สังเกตกันได้ดี

 

 

 

https://www.youtube.com/watch?v=r1CqboCzxSc&t=48s

ลูกก้าวร้าว รุนแรง !

เด็กก้าวร้าวรุนแรง

ปัญหาเด็กก้าวร้าวเป็นปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม และควรดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เด็กๆ มีพฤติกรรมดังกล่าวซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว ถึงเวลาแล้วที่คุณพ่อคุณแม่ต้องจัดการกับลูกรักที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง 

สาเหตุที่ทำให้เด็กก้าวร้าวรุนแรง

เกิดตัวเด็กเอง มีอารมณ์ก้าวร้าวรุนแรงเป็นพื้นฐานของจิตใจ

สมาธิสั้น

โตมากับความก้าวร้าวรุนแรง คือ พ่อแม่อาจใช้อารมณ์ในการตัดสินเด็ก เช่น การดุด่าว่ากล่าวแรงๆ การใช้กำลัง เป็นต้น หรือแม้แต่ในพ่อแม่ที่ใช้ความรุนแรงต่อกัน

ถูกตามใจก็มีส่วนที่ทำให้เด็กมีปัญหาความก้าวร้าวได้ อย่างในเวลาที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม จะไม่มีใครสามารถขัดใจได้ ตัวอย่างที่พบบ่­­อยคือเด็กที่ลงไปนอนดิ้นกับพื้น แล้วสุดท้ายพ่อแม่หรือผู้ปกครองอื่นๆ ก็จะยอมให้ในสิ่งที่เด็กต้องการ

ปราบเด็กก้าวร้าวรุนแรงได้อย่างไร

หากเด็กแสดงอาการก้าวร้าวอย่าโต้ตอบด้วยการต่อว่าด้วยวาจาที่รุนแรง

พ่อแม่ต้องเอาตัวเองออกมาจากตรงนั้นแล้วค่อยคุยกับเด็กทีหลังว่าด้วยการสั่งสอนว่าทำแบบนี้ไม่ถูก อย่างในกรณีที่เด็กติดเกม เริ่มต้นคงต้องให้เด็กหยุดเล่นเกมไปก่อน แล้วตั้งกติกาในการเล่นเพื่อความเหมาะสม เพื่อฝึกวินัยให้เด็ก

บางกรณีอาจต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากเด็กมีระดับความก้าวร้าวที่รุนแรงมากๆ เพราะในบางครั้งปัจจัยอาจมาจากหลายอย่าง เช่น ความสัมพันธ์ของพ่อแม่และลูกอาจไม่ดีตั้งแต่ต้น จึงควรให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยเหลือในเรื่องนี้จะดีที่สุด

การกำราบลูกตั้งแต่แรกเริ่ม ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว เป้นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรจัดการนะคะ หากปล่อยไว้จนถึงขั้นที่ลูกกลายเป้นเด็กก้าวร้าวรุนแรงแล้ว ดัดยาก จัดการยาก กลายเป้นปัญหาใหญ่ขึ้นมาได้ค่ะ 

cr : Mamaexpert

 

ก้าวร้าว อาละวาดตามวัย

ก้าวร้าว อาละวาดแบบนี้เกิดในเด็กเล็กวัย 2-5 ปี ยังเป็นวัยที่พัฒนาการทางอารมณ์ สังคม จะยึดตนเองเป็นหลัก ขาดการควบคุมอารมณ์ตนเอง หรือเด็กบางคนมีพื้นเพทางอารมณ์ที่เด็กเลี้ยงยาก ปรับตัวยาก จึงเกิดความขับข้องใจและแสดงออกโดยการอาละวาดได้บ่อย เช่น เด็ก 2 ขวบแย่งของเล่นจากเด็กคนอื่น เด็ก 3 ขวบลงไปนอนกับพื้นร้องเสียงดัง เพื่อจะได้เล่น ถึงแม้จะเป็นก้าวร้าวตามวัย พ่อแม่ควรที่จะช่วยเหลือปรับพฤติกรรมและอารมณ์ของเด็ก

ก้าวร้าว อาละวาดเพราะภาวะทางสมองและชีวภาพ

 ก้าวร้าวแบบนี้มีสาเหตุมาจากความบกพร่องทางชีวภาพ ร่างกาย เมื่อมีความผิดปกติที่รบกวนสมองส่วนที่ควบคุมพฤติกรรม และอารมณ์ ก็จะทำให้เกิดความก้าวร้าว ดังเช่น

การบกพร่องของสารเคมีในสมอง เช่น โรคสมาธิสั้น

ความไม่สมบูรณ์ของสมอง เช่น โรคออติสติก บกพร่องทางสติปัญญา สมองพิการ ลมชัก

สมองถูกกระทบกระเทือน เช่น หลังเป็นไข้สมองอักเสบ

ยาเสพติดที่กระตุ้นสมอง เช่น ยาบ้า

 ลักษณะของความก้าวร้าวในกลุ่มนี้จะเป็นได้ทั้งเริ่มเป็น หรือเป็นมานาน แต่จะสังเกตุว่าพฤติกรรมก้าวร้าวจะรุนแรงไม่สมเหตุต่อสิ่งกระตุ้น

 

ก้าวร้าว อาละวาดจากสภาวะจิตใจ

 เด็กและวัยรุ่น ที่เครียด กังวลใจ ซึมเศร้าหรือมีความคับข้องใจทางอารมณ์ ขาดความสุขด้วยวุฒิภาวะที่ยังเป็นเด็กอยู่ จึงระบายความรู้สึกโดย ก้าวร้าว อาละวาด ต่อต้าน ไม่สุภาพ โดยมากเด็กจากสาเหตุนี้จะมีอาการทางอารมณ์อื่นร่วมด้วย เช่น สีหน้าไม่มีความสุข ปรับตัวยากกับเพื่อน ฯลฯ

ก้าวร้าว อาละวาดจากการเลี้ยงดู

เด็กที่พ่อแม่เลี้ยงดูตามใจ ขาดกฎเกณฑ์ วินัย ขาดการสอนหรือสื่อความหมาย เมื่อทำความผิดถูกลงโทษหรือเห็นตัวอย่างแก้ปัญหาที่รุนแรงทั้งกายและใจ ถูกยั่วยุอารมณ์บ่อยๆจะทำให้เกิดความก้าวร้าว การเลี้ยงดูจึงมีบทบาทสำคัญมากต่อการป้องกันและการแก้ไขพฤติกรรมที่ก้าวร้าว ไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม

ก้าวร้าวจากสภาวะแวดล้อม

จากการศึกษาพบว่า เด็กที่ดูโทรทัศน์นานเกิน 2 ชั่วโมงต่อวันจะหงุดหงิด ก้าวร้าว ส่วนเด็กที่เห็นภาพรุนแรงทั้งจากชีวิตจริง หรือตามสื่อต่างๆหรือเกมส์คอมพิวเตอร์จะซึมซับความรุนแรง เสียนแบบเห็นเป็นเรื่องปกติ และแสดงออกด้วยความก้าวร้าวได้

พ่อแม่ช่วยเหลือเด็กก้าวร้าวได้อย่างไร

1.      ควบคุมอารมณ์อย่าก้าวร้าวตอบ ถือเสียว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้สอนลูก

2.      ถ้าทำร้ายตนเอง ผู้อื่นหรือข้าวของให้หยุดพฤติกรรมก้าวร้าวด้วยความสงบ หนักแน่น เอาจริงเช่น จับมือเด็กไม่ให้ปาของ หรือตีคนอื่น

3.      ถ้าอาละวาดให้หยุดความสนใจ จนกว่าเด็กสงบ พร้อมสื่อให้เด็กรุว่าพ่อแม่จะเข้ามาหา เมื่อเขาสงบแล้ว

4.      ถ้ารบกวนผู้อื่นให้แยกออกมาอยู่ในมุมสงบ (Time Out) ( 1 นาท ต่อ อายุ 1 ปี ) พร้อมสื่อให้เด็กเข้าใจว่าการรบกวนผู้อื่นเป็นสิ่งไม่สมควร แต่เด็กจะกลับเข้าร่วมกิจกรรมใหม่ได้ เมื่อสงบไม่รบกวนผู้อื่น

5.      พ่อแม่ต้องร่วมแก้ไขด้วยวิธีเดียวกัน ไม่ขัดแย้ง

6.      เมื่อเด็กสงบ รับฟังความรู้สึก ช่วยให้เด็กหาวิธีการที่เหมาะสมในการแสดงออก

7.      การสอนให้บอกถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ไม่ใช่ตำหนิตัวเด็ก เช่นแม่รักหนูแต่ไม่ชอบการตีคนอื่น

8.      ช่วงปกติหมั่นฝึกวินัย ความรับผิดชอบ ร่วมทำกิจกรรมกับลูกหาโอกาสชื่นชมความสามารถ

#หมอมินบานเย็น

fb : เข็นเด็กขึ้นภูเขา

เรียนแบบท่องจำ หรือเรียนแบบลงมือทำ

Teach Less ,Learn more…

สอนให้น้อยลง เรียนรู้ให้มากขึ้น การท่องจำ หรือภาวะเด็กดีอยู่ภายใต้คำสั่งเสมอ นั่ง นอน กิน หยุด

เด็กๆควรประยุกต์ใช้ชีวิต ตอบโจทย์การเข้าสังคม และทำงานได้จริงในอนาคต

ในยุคที่ข้อมูลแค่ปลายนิ้ว โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เด็กต้องเรียนรู้ และลงมือทำร่วมด้วย มีไหวพริบ

มีความเข้าใจหลากหลายรูปแบบ จากความถนัด ความคุ้นเคย สมองตอบสนองสั่งการรวดเร็ว และเปลี่ยนแปลงได้

         ฮาเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Haward Gargner,Ph.D)

อธิบายถึงลักษณะของจิตที่ควรปลูกฝังสำหรับอนาคต

  • จิตเชี่ยวชาญ (Disciplined mind)
  • จิตรู้สังเคราะห์ (Synthesizing mind)
  • จิตสร้างสรรค์ (Creating mind)
  • จิตรู้เคารพ (Respectful mind)
  • จิตรู้จริยธรรม (Ethical mind)

จิตที่แยกออกมา ก็ควรหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กอย่างเป็นองค์รวม

ในอนาคตความเชี่ยวชาญเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงเสมอ เด็กจะไม่ถูกสอนการเรียนรู้แค่ทำความรู้จักการเข้าสังคมในหมู่บ้าน

ในโรงเรียน ในจังหวัด แต่เด็กต้องได้เรียนรู้ วัฒนะธรรม ที่สามารถเข้าใจผู้คน เข้าสังคมได้ทั่วโลก

การฝึกฝนวิธีคิด ให้เป็นเลิศก็นับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับหลายอาชีพ กระบวนการสังเคราะห์ข้อมูล

แหล่งข้อมูลหลากหลาย รู้ว่าอะไรสำคัญ น่าสนใจ

มีเหตุมีผลในการนำเอาข้อมูลต่างๆมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น

           สิ่งเหล่านี้ดูมีความซับซ้อนและยากต่อการเรียนรู้

แต่เป็นความมหัศจรรย์ของเด็กๆที่สามารถเรียนรู้ ฝึกฝนได้ตั้งแต่วัยเด็ก จากการฟัง การเห็น การลงมือทำ การเล่นในชีวิตประจำวัน การเล่นเหตุการสมมุติ การตั้งคำถาม การที่ได้มีประสบการณ์ใหม่ๆเสมอ และพ่อแม่ คือแม่แบบที่สำคัญ ส่งเสริม ให้กำลังใจในการเรียนรู้สิ่งเหล่านี้อย่างมีความสุข มีพลัง

การเรียนรู้ ข้อมูลที่หลากหลายนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแรงบันดาลใจ มีความสุขเป็นตัวขับเคลื่อน หากการเรียนรู้ภายใต้คำสั่ง ภายใต้แรงกดดัน เด็กๆจะขาดไหวพริบ ขาดความฉลาดรอบด้าน ขาดความภาคภูมิใจ ขาดพลังในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ

 

 

ให้ลูกเลี้ยงสัตว์ดีไหม?

งานวิจัยที่น่าสนใจ

เด็ก ๆ จากบ้านทีมีสัตว์เลี้ยง และต้องเลี้ยงแบบปล่อยเอาไว้นอกบ้าน 18 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นในหนึ่งวัน มีสุขภาพที่แข็งแรงและเจ็บป่วยน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดย 73% ของเด็กที่มาจากบ้านที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงมีสุขภาพแข็งแรงดี ส่วนเด็กที่มาจากบ้านที่ไม่เลี้ยงสัตว์เลยมีสัดส่วนที่สุดภาพดีอยู่ที่ 65% เท่านั้น ขณะที่เด็ก ๆ ที่ได้คลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงนั้น มีอาการเจ็บป่วยที่พบมากในเด็กอย่างอาการหูอักเสบ ระบบทางเดินหายใจผิดปกติ เป็นไข้ มีน้ำมูก น้อยกว่าเด็กที่ไม่มีโอกาสใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงมาก ทั้งยังแทบไม่ต้องกินยาลดไข้หรือยาแก้อักเสบใด ๆ เลย ส่วนเหตุผลที่ทำให้ผลการสำรวจออกมาเป็นเช่นนี้ น่าจะเกิดจากการที่สัตว์เลี้ยงไม่ว่าจะเป็นสุนัขหรือแมว ได้นำเอาดินและแบคทีเรียต่าง ๆ จากนอกบ้านเข้ามาภายในด้วย ทำให้เด็ก ๆ ที่ได้ใกล้ชิดกับมันสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งยังพบว่าเด็ก ๆ โอกาสที่เด็ก ๆ เหล่านี้จะพัฒนาไปเป็นโรคภูมิแพ้ใด ๆ ในอนาคตก็ลดน้อยลงด้วย

การเลี้ยงสัตว์กับเด็ก ยังหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้ เพราะเราต้องดูสภาพแวดล้อม ที่พักอาศัย และความพร้อมของเราและเด็กร่วมด้วยเสมอ

สิ่งที่ต้องระวังและสิ่งที่ได้

  1. ความปลอดภัยต่อสุขภาพ ไม่ทำร้าย ไม่เป็นอันตรายทั้งต่อตัวเด็ก ต่อสุขภาพของเด็กและเหมาะสมตามวัย
  2. คุณแม่ คุณพ่อพร้อมที่จะช่วยเหลือและให้คำแนะนำแก่เด็ก ในการดูแล การให้อาหาร การให้ความรู้ในแต่ละวัน ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดีต่อเด็กและครอบครอบที่มีกิจกรรมร่วมกัน สนุก น่าสนใจมากขึ้น
  3. เด็กได้เรียนรู้หลากหลายกิจกรรมในการดูแลสัตว์เลี้ยง ความรับผิดชอบ อ่อนโยน  การแบ่งปัน การทำช้ำจะเกิดความชำนาญในด้านนั้นๆมากขึ้น
  4. พฤติกรรมและลักษณะความแตกต่างของสัตว์และคนทำให้เด็กได้ความรู้สังเคราะห์เรื่องราวปรับใช้เรียนรู้ แก้ไขสถานะการณ์ต่างๆได้มากมาย

เด็กทารกแรกเกิดกับเด็กที่อายุมากกว่า 6 ปี ร่างกายมีภาวะภูมิคุ้มกันไม่เท่ากัน ความแข็งแรง และความสนใจต่อโลกภายนอกก็ไม่เท่ากัน รวมถึงการสื่อสาร การช่วยเหลือตัวเองจากสิ่งรบกวนก็ไม่เท่ากัน หลายครั้งจึงเกิดเหตุการณ์ที่สัตว์เลี้ยงบางประเภททำร้ายเด็กในบ้าน ความผิดไม่ได้เกิดจากสัตว์เลี้ยงแต่อย่างใด แต่สาเหตุที่สัตว์เลี้ยงทำร้ายเด็กเล็กภายในบ้านนั้น เกิดจากสัญชาติญาณของสัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดที่อาจจะเกิดความรำคาญ หรือโกรธจากสิ่งเร้าที่ลูกของเราไปทำกับเขาไว้นั้นเอง
ยกตัวอย่างเช่น สุนัข ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมในบ้าน หลายครอบครัวนั้นคิดว่าสุนัขที่เราเลี้ยงมาตั้งแต่ตัวเล็กๆ มันคงไม่ทำร้ายลูกของเราเด็ดขาด แต่หารู้ไม่ว่า สุนัขที่เหมาะกับบ้านที่มีเด็กเล็กหรือเด็กอ่อนนั้นมีไม่กี่สายพันธุ์เท่านั้น บางสายพันธุ์ไม่เหมาะที่จะนำมาเลี้ยงเมื่อในบ้านเมื่อเรามีเด็กอ่อนหรือลูกยังอยู่ในวัยทารกแรกเกิด เพราะสุนัขบางสายพันธุ์เป็นพวกที่มีความอดทนต่อสิ่งเร้าภายนอกต่ำ นอกจากนั้นสุนัขบางสายพันธุ์เป็นพวกชอบเห่า ชอบหอน จะทำให้ลูกของเราที่ยังนอนหลับไม่เป็นเวลาต้องตื่นนอนเพราะสิ่งเห่าหอนของพวกมัน

 


นอกจากนั้นหากผู้เลี้ยงไม่ใส่ใจในตัวสัตว์เลี้ยงให้มาก มันก็อาจจะเป็นพาหะนำพาเชื้อโรคต่างๆ เข้ามาในบ้าน และอาจจะมาถึงตัวลูกของเราได้ง่ายๆ เช่นกัน
สำหรับสุนัขที่ทั่วโลกให้การยอมรับว่า น่าจะเหมาะสำหรับบ้านที่มีเด็กๆ (แต่ไม่ได้ออกมาแนะนำแบบฟันธงว่ามันเหมาะสำหรับบ้านที่มีเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ปีนะค่ะ) ได้แก่ สุนัขพันธุ์บีเกิ้ล (Beagle), โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ (Golden Retriever), พุดเดิ้ล (Poodle) และ ลาบาดอล (Labrador) แต่ไม่ว่าจะเป็นสุนัขสายพันธุ์ไหนก็ตาม ต้องแน่ใจว่ามันถูกฝึกให้เชืองและฟังคำสั่งของคนในบ้านแล้ว

cr:babytrick & kapok

 

ความทรงจำของหนู

 

ความทรงจำระยะสั้น
จะถูกเลือกและลบออกด้วยสมอง

แต่ความทรงจำที่รุนแรง
จะอยู่ในความทรงจำไปตลอดชีวิต

แม่ไม่รักหนู แม่ตีหนู แม่ตะคอก แม่รักน้อง

พ่อโยนหนังสือหนูทิ้ง พ่อไม่รักหนู

ยายด่าหนู ทุกคนบอกว่าพ่อหนูเลว

ป้าไล่หนูออกจากบ้านทุกวัน บอกว่าหนูไม่มีพ่อ ไม่มีแม่

ความทรงจำไหนที่คุณอยากให้ลูกเก็บไว้ในความทรงจำ สัมผัสที่อบอุ่น คำพูดที่ช่วยให้ความรู้สึกดี เล่นด้วยกันอย่างมีความสุข

คุณรักลูกไหม?
จะพูดทุกอย่างเพื่อความสะใจทำไม

ค้นหาอัจฉริยะในตัวลูก

 สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างกัน
  1. ตา การมองเห็น เห็นชัด เห็นไกล เห็นแสงสี ชอบแบบไหน หรือไม่ชอบแบบไหนแพ้แสงไหมหรือแสงจัดจ้านมีผลต่อสมาธิ
  2. หู การได้ยิน ชอบ ไม่ชอบเสียงแบบไหน เบา ดัง ได้ยินไวเร็วติดๆขัดๆ หรือไม่ได้ยิน
  3. จมูก การได้กลิ่น ชอบ ไม่ชอบ เฉื่อยหรือไว
  4. ลิ้นการได้รส ชอบ ไม่ชอบ รสแบบไหน
  5. ผิวหนัง รับสัมผัสหัวจรดเท้า ไว หรือ เฉื่อย
  6. กล้ามเนื้อ เอ็นและข้อต่อ การบีบ นวด หนัก เบา กระแทก รวดเร็ว ปราดเปรียวต่างกัน
  7. การทรงตัว ชอบ ไม่ชอบการเดิน วิ่ง ห้อยโหน ตีลังการ หมุนตัว

สิ่งเหล่านี้ คือความเชี่ยวชาญ ความเด่น และด้อย ทำให้แต่ละคนแตกต่างกัน

เฉื่อย : สิ่งกระตุ้นนั้นต้องแรง จัด ผาดโผน
ไว : สิ่งกระตุ้นเพียงเล็กน้อย ก็ไม่ไหว กลัว หนี

ถ้าเราเข้าใจ และสังเกตเห็นสิ่งต่างๆเหล่านี้ เราจะค้นพบว่า ลูกเราโดดเด่นด้านไหน นั่นคือจุดเด่น ความชอบ ความเชี่ยวชาญด้านร่างกายและระบบประสาทของลูก

ข้อด้อยในสิ่งเหล่านี้ เราก็ช่วยให้มั่นใจ และพัฒนาให้ดีขึ้นตามความสามารถของลูก

ครูแหม่ม โชติรักษ์
นักส่งเสริมพัฒนาการเด็ก