ทำอย่างไรเมื่อ ลูกทำผิด!

เมื่อลูกทำผิด !

1.เราต้องใช้น้ำเสียงที่ชัดเจน แต่ไม่ใช่ตะคอก
2.สบตา บอกชัดเจน ทำแบบนี้ไม่ได้ ไม่ต้องสอนเยอะ
3.ไม่ยืนสูงกว่าหรือยืนชี้นิ้วใส่หน้า ท่าทางดังกล่าว คุกคาม ด้วยธรรมชาติ เด็กจะต่อสู้และป้องกันตัวทันที ด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด
4.เตือนก่อนการทำ Time Out ทุกครั้ง

สติมา ก่อนจะสอนลูก เราต้องเข้าใจอารมณ์ตัวเอง ควบคุมให้ได้ ทุกอย่างจะง่ายขึ้น

คำพวกนี้ไม่ควรใช้ ลองนั่งคิดดูว่า เราจะใช้คำไหนดีนะ
#นี่แม่นะ #หยุดเดียวนี้ #เด็กดื้อ #นิสัยไม่ดี

Executive Functions ช่วงวัย 3-6 ปี โอกาสทองปั้นอนาคตให้ลูก

EF ย่อมาจาก Executive Functions คือ กระบวนการทางความคิดในส่วนสมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก การกระทำ เป็นความสามารถของสมองที่ใช้บริหารจัดการชีวิตในเรื่องต่าง ๆ โดยมีแก่นสำคัญ 3 หลัก คือ

1. Inhibitory Control  คือ การหยุดได้ หมายถึง  ถ้าเราอยากจะทำอะไรตามอารมณ์ออกไปทันที เราสามารถหยุดมันไว้ด้วยตัวเองได้ ไม่ใช่คนอื่นสั่งให้หยุด

2. Cognitive Flexibility คือ การยืดหยุ่นความคิด และสามารถเปลี่ยนความคิดได้เพื่อไปทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแทน

3. Working Memory  คือ ความจำขณะทำงาน การคิดแก้ปัญหา การเรียบเรียงความคิด จัดอันดับความคิด

เรื่องน่ารู้ที่ต้องบอกต่อ

งานวิจัย พบว่า  ช่วงวัย 3-6 ปีนี้ เป็นช่วงโอกาสทองของชีวิตในการพัฒนาทักษะ EF ให้กับเด็ก เพราะสมองจะมีการพัฒนาทักษะ EF ได้ดีที่สุดในช่วงเวลานี้ พ้นจากช่วงเวลานี้ไปถึงวัยเรียน วัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น แม้จะยังพัฒนาได้ แต่ก็จะไม่ได้ดีเท่ากับช่วงปฐมวัย

พ่อแม่สร้างได้!! พัฒนาทักษะ EF พัฒนาพื้นฐานชีวิตลูก

การพัฒนาทักษะ EF หรือการพัฒนาทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ  คือ   คิดเป็น  ทำเป็น  เรียนรู้เป็น  แก้ปัญหาเป็น  อยู่กับคนอื่นเป็น  และมีความสุขเป็น  ซึ่งคุณพ่อคุณแม่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จให้แก่ลูก  สามารถทำได้ตามแนวทางนี้ค่ะ

1. Active learning การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย

คุณพ่อคุณแม่ควรใช้เวลาในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับลูก ไม่ว่าจะเป็นอ่านหนังสือ  ร้องเพลง  เล่นกีฬา  ทำอาหาร  ทำขนม เป็นต้น  อาจจะชวนเพื่อน ๆ มามีส่วนร่วมเล่นด้วยกัน  หรือทำกิจรรมต่าง ๆ ด้วยกันในวันหยุด  สิ่งเหล่านี้อาจจะดูเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่การเรียนรู้จากการได้ทำกิจกรรมที่หลากหลายฝึกให้ลูกรู้จักกล้าแสดงออก  คิดเป็น ทำเป็น  และรู้จักการแก้ปัญหา  รวมถึงการอยูร่วมกับผู้อื่นด้วย

2. Free play การเล่นอิสระ

บางครั้งการปล่อยให้ลูกได้เลือกเล่น กำหนดรูปแบบและสิ่งที่จะเล่นด้วยตัวเอง มีอิสระในการเล่น  โดยเปิดโอกาสให้ลูกได้กำหนดกฎ กติกา ในการเล่น ช่วยฝึกความเป็นผู้นำและรู้จักรักษากฎเกณฑ์  ถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมากต่อการพัฒนาทักษะ EF ให้กับลูก

3. Learning by Doing การเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ

เปิดโอกาสให้ลูกได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมของครอบครัว  ตามความสามารถและเหมาะสมกับวัย  เช่น ช่วยงานบ้าน ลองคิดและทำอาหารที่อยากกินเอง โดยคุณพ่อคุณแม่คอยแนะนำ และ เพราะเมื่อทำสำเร็จลูกจะเกิดความภาคภูมิใจและมั่นใจในตนเอง  แต่อย่าลืมคำชมนะคะ  การชื่นชมในความสำเร็จของลูก รวมถึงช่วยกระตุ้นและให้กำลังใจลูกหากเกิดปัญหา

4. Do It Yourself  การฝึกให้เด็กรับผิดชอบและช่วยเหลือตนเองอย่างเหมาะสมกับช่วงวัย 

หากพ่อแม่ให้ลูกได้ทำอะไรด้วยตนเอง ได้เรียนรู้ถูกผิด  เริ่มจากเรื่องง่าย ๆ เช่น  ติดกระดุมเสื้อด้วยตนเอง  สวมรองเท้า ถุงเท้าเอง  จากเรื่องง่าย ๆ และเพิ่มความยากของกิจกรรมไปทีละนิด  เพื่อท้าทายให้ลูกได้คิดและได้ลงมือทำ  แต่ไม่ควรให้ยากจนเกินไปอาจทำให้ลูกเครียดได้นะคะ

5. Stories & Tales นิทานและเรื่องเล่าช่วยฝึกจินตนาการและการคิดอย่างเป็นระบบ

การอ่านหนังสือนิทานสำหรับเด็ก ๆ  ยังถือเป็นเรื่องสำคัญ  การอ่านหนังสือช่วยพัฒนาสมอง  ความคิด ความจำ  และเสริมสร้างจินตนาการ  การเล่าเรื่องฝึกลูกให้คิดอย่างเป็นระบบ

อ่าน พ่อแม่สร้างได้!! พัฒนาทักษะ EF พัฒนาพื้นฐานชีวิตลูก

6. Reading & Thinking การอ่านช่วยพัฒนาทักษะสมอง สมาธิ และกระบวนการคิดของเด็ก

นิทานจะมีที่มาที่ไปของเรื่อง  มีการลำดับเรื่อง  สิ่งสำคัญเมื่อคุณพ่อหรือคุณแม่เล่านิทานให้ลูกฟัง ควรถามคำถามให้ลูกตอบเพื่อฝึกให้ลูกรู้จักคิด วิเคราะห์ เพื่อให้เกิดกระบวนการคิด  นอกจากนี้ ขณะที่ลูกฟังนิทานลูกก็จะมีสมาธิในการฟังตามไปด้วย   ส่งผลให้สมองเกิดการพัฒนา

7. Creative Toys & Board Games ของเล่นที่ต้องใช้สมาธิในการเล่น

เกมและบอร์ดเกมต่างๆ ช่วยพัฒนาสมอง ฝึกการคิดและการวางแผน มีการกำหนดกติกา และสร้างเงื่อนไข  ท้าทายให้ลูกได้คิดและได้ลงมือทำ

8. Art & Music การเล่นดนตรีและทำงานศิลปะ

ช่วยให้สมองส่วนหน้าเกิดการตื่นตัวในการทำงาน การส่งเสริมกิจกรรมดังกล่าวควรทำให้เป็นประจำสม่ำเสมอ  จะส่งผลดีต่อการพัฒนาสมอง  อารมณ์  และสังคมของลูก

9. Sports & Plays กีฬาและการเล่นที่มีกฎกติกา

การเล่นเป็นทีม ช่วยฝึกเรื่องการคิด การวางแผน และการมุ่งเป้าหมาย รวมถึงการอยู่ร่วมกับคนอื่น ๆ การเล่นเป็นทีมทำให้เกิดความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเองเพื่อนำพาทีมไปสู่เป้าหมายที่วางไว้  นอกจากนี้ การเล่นกีฬายังสอนให้เรียนรู้ความพ่ายแพ้ และจัดการกับอารมณ์ของตนเองแม้ต้องเจอเรื่องที่ผิดหวังก็ตาม

มนุษย์เราไม่ได้เกิดมาพร้อมทักษะ EF แต่เราเกิดมาพร้อมศักยภาพที่จะพัฒนาทักษะเหล่านี้ได้ ผ่านการฝึกฝนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การวิจัยจำนวนไม่น้อยชี้ให้เห็นว่า EF เริ่มพัฒนาขึ้นในเวลาไม่นานหลังปฏิสนธิ โดยช่วงวัย 3-6 ขวบ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะ EF ด้านต่างๆ ให้กับเด็ก เพราะเป็นช่วงที่สมองส่วนหน้าพัฒนามากที่สุด

และพ่อแม่จะพัฒนาทักษะนี้ให้ลูกอย่างไร รศ.ดร.นวลจันทร์แนะว่า พ่อแม่ยังต้องดูแลเรื่องอาหารการกิน การพักผ่อน ให้ความรักความอุ่นเขาตามปกติ เพราะถ้าเด็กการรับรู้ไม่ดี ประสาทสัมผัสทั้งหลายไม่ดี เขาก็ยากที่จะพัฒนา EF ได้

 “ส่วนจะสอนอะไรเพื่อให้เด็กมี EF ดี มีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเลือกของเล่นให้ลูกได้คิดอย่างสร้าง สรรค์ เช่น เลโก้ หมากฮอส หมากรุก พวกนี้ฝึกสมองส่วนหน้าช่วยพัฒนาความคิดของเด็ก หรือแม้แต่ทำงานบ้าน เป็นการฝึกให้มีความรับผิดชอบ รวมทั้งการอ่านหนังสือ ยิ่งพ่อแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังมากเท่าไหร่ เด็กจะมีทักษะเรื่องการอ่าน การเขียน เชาวน์ปัญญาดีขึ้นเท่านั้น หรือส่งเสริมให้เด็กเล่นดนตรีก็เป็นการฝึกสมองที่ดีเช่นกัน

ที่สำคัญอย่าให้เด็กเครียด ถ้าเครียดเมื่อไหร่สมองส่วนหน้าจะไม่ทำงาน ฉะนั้นสิ่งแวดล้อมที่ไม่กดดัน มากนัก และมีความเป็นมิตร จะช่วยเปิดโอกาสให้เด็กกล้าคิดกล้าทำ

———————————————————-

หากแยกเป็นหมวดหมู่ ได้ตามนี้ค่ะ

 EF หรือ Executive Functions จะประกอบด้วย ทักษะ 9 ด้าน คือ 

กลุ่มทักษะพื้นฐาน 

    1. Working memory = ความจำที่นำมาใช้งาน หรือ ความสามารถในการเก็บประมวล และดึงข้อมูลที่เก็บในคลังสมองออกมาใช้ตามสถานการณ์ที่ต้องการ 

    2. Inhibitory Control = ความสามารถในการยั้งคิดไตร่ตรองควบคุมแรงอยาก หยุดคิดก่อนที่จะทำหรือพูด

    3. Shiftingหรือ Cognitive Flexibility = ความสามารถในการยืดหยุ่น พลิกแพลง ปรับตัว เป็นจุดตั้งต้นของการคิดนอกกรอบ คิดสร้างสรรค์

กลุ่มทักษะกำกับตนเอง 

    4. Focus Attention = ความสามารถในการใส่ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาหนึ่งๆ โดยไม่วอกแวก

    5. Emotional Control = ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม จัดการกับอารมณ์ไม่ให้รบกวนผู้อื่น ไม่โกรธเกรี้ยวฉุนเฉียว ขี้หงุดหงิดง่าย จัดการกับความเครียดความเหงาได้ มีอารมณ์มั่นคง และแสดงออกแบบที่ไม่รบกวนผู้อื่น 

    6. Self-Monitoring = คือ การประเมินตนเองรวมถึงสะท้อนผลการทำงาน เพื่อหาจุดบกพร่อง แล้วแก้ไขพัฒนาให้ดีขึ้น การวางแผนและการจัดระบบดำเนินการ เริ่มตั้งแต่การตั้งเป้าหมาย การเห็นภาพรวม จัดลำดับความสำคัญ จัดระบบโครงสร้าง จนถึงการแตกเป้าหมาย ให้เป็นขั้นตอน รวมถึงรู้ตัวว่า กำลังทำอะไร  ได้ผลอย่างไร 

กลุ่มทักษะปฏิบัติ

    7. Initiating = ความสามารถในการริเริ่มและลงมือทำ กล้าคิดกล้าทำ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง

    8. Planning and Organizing = การวางแผนและดำเนินการตั้งแต่ตั้งเป้าหมาย เห็นภาพรวม จัดลำดับความสำคัญ จัดระบบ จนถึงการดำเนินการ และประเมินผล 

    9. Goal- Directed Persistence = ความพากเพียรให้บรรลุเป้าหมายมุ่งมั่น ฝ่าฟันอุปสรรคและล้มแล้วลุกได้ เมื่อตั้งใจและลงมือทำแล้ว มีความมุ่งมั่นบากบั่นไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดๆ ก็พร้อมฝ่าฟันจนถึงความสำเร็จ

        ทักษะเหล่านี้ต้องได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน เพื่อให้เกิดการฝังชิปเป็นโครงสร้างในสมองของเด็ก โดยเฉพาะในวัย 3-6 ปี ซึ่งเมื่อฝังตัวแล้วก็จะคงอยู่เป็นนิสัยหรือคุณสมบัติของบุคคลไปตลอดชีวิต

การดูแลลูกที่ถูกต้องในวัยที่สำคัญ เป็นการพัฒนาคนให้เป็นคนที่มีคุณภาพ

    ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น 

        Inhibitory Control –> หัดให้ลูกรอ ไม่ใช่ว่าลูกอยากได้อะไร ต้องได้เดี๋ยวนั้น ตอนนั้น

        Shift/Cognitive Flexibility –> ฝึกให้ลูกรู้จักยืดหยุ่นเมื่อผิดหวัง เช่น ลูกอยากกินแอปเปิ้ล แต่ไม่มี ก็จะถามลูกว่าเปลี่ยนเป็นองุ่น หรือ ส้มแทนได้มั้ย 

        Focus/Attention –>  ฝึกและให้เวลาลูกเล่นในสิ่งที่ชอบให้ได้ช่วงระยะเวลานึง อ๊อตโต้ชอบเล่น Lego เค้าจะสามารถนั่งต่อได้คนเดียวเป็นเวลานานเลยทีเดียว ถือว่าฝึกสมาธิไปในตัว

        Initiating –> ตั้งเป้าหมายและให้ลงมือทำ เช่น วันนี้จะล้างรถ + รดน้ำต้นไม้ ก็ต้องฝึกให้เค้าทำตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ด้วย

        Planning/Organizing –> อันนี้ฝึกง่ายเลย เวลาทำขนมกับลูก เรามักจะแพลนว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง เวลาเราแพลน ก็บอกลูกไปด้วยว่า ก่อนจะต้มน้ำเชื่อม ต้องตอกไข่ก่อน แยกไข่แดงออกจากไข่ขาวให้เรียบร้อย แล้วค่อยต้มน้ำ เป็นต้น

ขอบคุณข้อมมูลเพิ่มเติมจาก

อนุบาลวัยใสสร้างด้วยมือครู

 

 

หนังเรื่อง Wonder มหัศจรรย์ : ครอบครัวเด็กพิเศษ ผ่านมันไปได้อย่างไร ?

หนังเรื่อง Wonder เป็นหนังที่เห็นถึงความรัก ความสัมพันธ์ในครอบครัวของเด็กพิเศษ ที่ต้องผ่านเรื่องราวตั้งมากมาย บางครั้งคนในบ้านก็หลงลืมใครบางคนที่เฝ้าคอยความรักความอบอุ่นอยู่เช่นกัน

ออกัสต์เรียนโฮมสคูลที่บ้าน จนกระทั่ววันหนึ่ง ออกัสต์ได้ออกไปเผชิญความจริงบนโลกใบนี้ ที่ทำให้เค้ารู้สึกเจ็บปวดมากมาย แล้วทุกอย่างผ่านไปได้อย่างไร อยากให้คุณพ่อ คุณแม่ได้ดู พลังของครอบครัว คือพลังที่ยิ่งใหญ่เสมอ..

เรื่องย่อหนัง

หนัง Wonder ภาพยนตร์เสริมสร้างแรงบันดาลใจที่สร้างจากวรรณกรรมเยาวชน ที่ดีที่สุดในปี 2012 เรื่องราวของออกัสต์ พูลล์แมน เด็กชายอายุ 10 ขวบที่บ้าสตาร์วอร์ส ชอบกินไอติม ติดเกม และมีครอบครัวที่อบอุ่น แม่ที่รักเขาที่สุดในโลก แต่ออกัสต์ป่วยด้วยโรค Mandibulofacial Dysostosis (โรคปากแหว่งเพดานโหว่) ตั้งแต่แรกเกิด จน อายุ 10 ขวบ ออกัสต์ เข้ารับการผ่าตัดใบหน้ามาแล้วกว่า 27 ครั้ง คนแปลกหน้ามักเบือนหน้าหนีเมื่อเห็นหน้าเขา หลายคนมองว่า ออกัสต์ มีหน้าตาที่น่าเกลียด จนไม่อยากเข้าใกล้ แต่คนใกล้ตัว และออกัส กลับไม่คิดแบบนั้น เขาเป็นแค่เด็กชายตัวน้อยที่อยากกินไอติมโดยที่เด็กคนอื่นๆ เห็นว่าเขากินจริงๆ เขาอยากแต่งชุดซุปเปอร์ฮีโร่โดยไม่ต้องคอยสวมหน้ากากปิดใบหน้า เขาอยากไปโรงเรียนและเล่นกับเด็กทั่วไปอย่างปกติสุข หนังจะบอกเล่าผ่านมุมมองและความนึกคิดของตัวละครแต่ละตัว เริ่มต้นจากตัวของเด็กชาย แล้วตามด้วยพ่อแม่ พี่สาว เพื่อนคนแรก เพื่อนที่คอยแกล้ง เพื่อนที่คอยช่วยเหลือ ผ่านมุมมองของเด็กชายตัวเล็ก ที่มีหัวใจดวงโต และ น่ารักที่สุดในโลก เด็กชายที่มีชื่อว่าออกัสต์ พูลล์แมน

หนัง Wonder Based on the New York Times bestseller, WONDER tells the incredibly inspiring and heartwarming story of August Pullman, a boy with facial differences who enters fifth grade, attending a mainstream elementary school for the first time.

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก

movie.thaiware.com

อันตรายจากแท๊ปเล็ต ทีวี ทำให้ลูกเป็นออทิสติก และพัฒนาการล่าช้า !!!

อันตรายเป็นที่สุดค่ะ !!!

ลูกไม่พูด พูดช้า สื่อสารไม่ได้ ร้องเพลง ABC ได้ ท่อง ก.ไก่ ได้ค่ะ

ลูกไม่สบตา เรียกไม่หัน เดินเขย่งเท้า กระโดด วิ่งไปมาตลอดเวลา หน้าเดียว สื่อสารไม่ได้

จากข้อมูลต่างๆที่ทางบ้านให้มา หลายๆบ้านเข้าใจผิด คิดว่าน้องดูยูทูปแล้วดี เด็กๆชอบ นั่งดูอารมณ์ดี

      หลายๆเคสที่มาปรึกษาครูและเข้ามารับการกระตุ้นพัฒนาการ

สาเหตุใหญ่ เกิดจากการดูยูทุปตั้งแต่เล็กๆ อายุไม่กี่เดือนก็ดู และใช้เวลานานมากต่อวัน เด็กบางคนถึงขั้นเข้าสู่ภาวะออทิสติก !

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายุคนี้เป็นยุคของโซเชียลเน็ตเวิร์ค เดินไปทางไหน นั่งที่ไหนก็เห็นคนนั่งก้มหน้าใช้โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตกันทั้งนั้น ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ เด็กอายุน้อยๆ บางคน ก็นั่งดูแท็บเล็ตกันแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ให้ความบรรเทิงทั้งพ่อแม่และลูกแล้วมันจะมีข้อเสียอย่างไรมาดูกันค่ะ

5 ข้อเสีย หากลูกติดแท็บเล็ต ติดมือถือ

1.ร่างกายไม่พัฒนาตามวัย:

ถ้าลูกติดแท็บเล็ตลูกจะนั่งดูนิ่งๆในท่าเดิมไม่รู้จักเมื่อยหรือขยับไปทำกิจกรรมอื่นๆเลย ซึ่งเด็กวัย 1-5 ขวบเป็นวัยที่ต้องอยู่ไม่นิ่ง แขนขาจะขยับสำรวจโลกตลอดเวลาแต่ถ้าต้องมานั่งดูแท็บเล็ต จะมีปัญหาเรื่องการเจริญเติบโตของร่างกายแน่นอน เช่น ร่างกายไม่แข็งแรง เคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่ว เหนื่อยง่าย ป่วยบ่อยเป็นต้น ดังนั้นไม่ควรให้ลูกนั่งหน้าจอดูทีวีหรือแท็บเล็ต ควรพาลูกทำกิจกรรมอื่นๆจะดีกว่าค่ะ

2.ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หงุดหงิดง่าย:

เด็กที่ติดทีวี หรือ แท็บเล็ตจะมีอาการรอไม่ได้ ทนไม่ไหว ใจร้อน ควบคุมตัวเองไม่อยู่ หุนหันพลันแล่น เป็นเด็กขี้หงุดหงิด ก้าวร้าว เพราะหน้าจอที่ลูกดูบ่อยๆเคลื่อนไหวรวดเร็ว เป็นดังใจตามที่ลูกต้องการ จึงทำให้ลูกเป็นเด็กไม่มีความอดทน รอคอยไม่เป็นนั่นเองค่ะ

3.เข้าสังคมปกติได้ยาก:

ถ้าลูกติดอินเตอร์เน็ตมากๆจะทำให้เข้าสังคมไม่ได้ เพราะไม่ค่อยได้พบเจอเพื่อนบ้าน ไม่มีเพื่อนในหมู่บ้าน ทำให้ขาดการปรับตัวเมื่อต้องเข้าสู่สังคม ปรับตัวเข้าหาผู้ใหญ่ไม่เป็น การใช้ชีวิตพื้นฐานในการอยู่ในสังคมก็จะแย่ลง และอยู่กับคนอื่นไม่ได้ในที่สุดค่ะ

4.อาจทำให้เป็นเด็กอ้วน:

เด็กที่ติดทีวีหรือแท็บเล็ตมักจะอ้วนเกินไป เวลาจะกินข้าวก็จะนั่งดูแท็บเล็ตหรือทีวีไปด้วย จึงทำให้การกินอาหารเพลิดเพลินกินไปได้เรื่อยๆ มีพ่อแม่คอยป้อนให้กิน หรือเด็กบางคนก็ไม่ยอมนั่งกินข้าวดีๆ จะกินแต่ขนมที่กินได้ง่ายๆไม่เสียเวลาในการดู สิ่งเหล่านี้จึงทำให้เด็กอ้วนเกินไปนั่นเองค่ะ

5.ขาดสมาธิ:

เด็กจะไม่มีใจจดจ่อกับกิจกรรมอะไรเลย ที่ต้องใช้สมาธิหรือสมองในการแก้ปัญหา เพราะเคยเจอแต่หน้าจอที่แสดงสีสันสดใส เคลื่อนไหวได้รวดเร็วทันใจ ถ้าต้องทำกิจกรรมที่ต้องใช้เวลาคิดเด็กจะทำไมได้ และจะหงุดหงิดง่ายอีกด้วย

การใช้อุปกรณ์เหล่านี้กับลูกมีทั้งข้อดีและข้อเสีย พ่อแม่ที่จำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านี้กับลูกควรจะจำกัดเวลาการเล่นของลูกให้เล่นได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน และต้องใช้กับเด็กที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 3 ปีขึ้นไป หรือ ควรจะนั่งเล่นนั่งดูด้วย สอน และชวนพูดคุยกันไปด้วย ให้ลูกได้สื่อสาร โต้ตอบ ได้ทำกิจกรรมอื่นๆร่วมกันกับครอบครัวและคนในสังคม จึงจะเป็นสิ่งที่ดีต่ออนาคตของเด็กมากกว่าค่ะ

สิ่งที่เด็กควรได้ทำและเรียนรู้

เด็กๆตั้งแต่วัยแรกเกิดจนโตจะเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 7 โดยร่างกายเมื่อได้รับข้อมูลจากสิ่งต่างๆรอบตัว ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 7 ด้าน ก็จะส่งข้อมูลผ่านไปยังสมอง เพื่อประมวลผลและตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆที่ต้องเผชิญ เราเรียกสิ่งนี้ว่า บูรณาการประสาทสัมผัสทั้ง 7 ร่างกายจะจดจำสิ่งเหล่านี้ เพื่อสร้างเป็น ประสบการณ์ในการเรียนรู้ ประสบการณ์เหล่านี้เองที่จะหล่อหลอมเด็ก และทำให้เค้าสร้างตัวตันของเค้าขึ้นมา ทั้งในด้าน พฤติกรรม กระบวนการรู้คิด สติปัญญา การตอบสนองต่อสถานการณ์รอบตัว

     ประสาทสัมผัสทั้ง 7   สัมผัสเหล่านี้ เป็นพื้นฐานสำคัญ ของ การเรียนรู้ของเด็กทั้งหมด ทั้งในด้านร่างกายและสมอง ให้เค้าเติบโตขึ้นไป ประสาทสัมผัสทั้ง 7 ดังกล่าว ประกอบด้วย

  1. การมองเห็น เป็นการใช้สายตาตรวจจับภาพการสะท้อนแสงจากวัตถุที่มองเห็น การรับรู้ทางสายตานั้นสำคัญมากต่อการเรียนรู้ของเด็ก เช่น การอ่าน การเขียน การนับจำนวน ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลต่อการประสบความสำเร็จในชีวิต เด็กในวัย 2-3 ขวบ เป็นช่วงวัยที่รู้จักสีต่างๆ เพิ่มมากขึ้น สนใจวาดรูปและดูรูปภาพ เล่นต่อบล็อกไม้ โยนรับลูกบอลไปมาเป็น
  2. การฟัง คือความสามารถในการรับรู้เสียงผ่านการสั่นสะเทือน ในช่วง 3 ปีแรกเด็กจะฟังเสียงและเรียนรู้ที่จะพัฒนาเสียงของตัวเองตามที่ได้ยินจากพ่อแม่ ทักษะด้านนี้จะเห็นผลดีที่สุดเมื่อเด็กมีปฏิสัมพันธ์กับคุณพ่อคุณแม่ ไม่ใช่กับโทรทัศน์ กิจกรรมที่พ่อแม่ทำร่วมกับลูกเพื่อพัฒนาทักษะด้านนี้ได้แก่ ฟังเสียงดนตรี ร้องเพลง หรือเล่านิทานให้ลูกฟัง
  3. การสัมผัส เด็กๆสามารถรับรู้ระบบการสัมผัสบนร่างกายผ่านมือ เท้า ผิวหนัง รวมทั้งเรียนรู้และตีความหมายของสิ่งต่างๆผ่านการสัมผัส การรับสัมผัสจะมีผลต่อความสุข ความตื่นเต้น และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสื่อสาร ตลอดจนความรู้สึกปลอดภัยของเด็กเองด้วย กิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสด้านนี้ เช่น ให้ลูกปั้นดินน้ำมัน เล่นทราย ฯลฯ เพื่อแยกความแตกต่างของผิวสัมผัสแต่ละชนิดที่มีความแตกต่างกัน
  4. การรับกลิ่น เป็นความสามารถในการรับรู้โมเลกุลสารระเหยในอากาศผ่านตัวรับกลิ่นภายในจมูก ในช่วง 6 เดือนแรก พัฒนาการด้านการรับกลิ่นของเด็กจะเป็นไปอย่างรวดเร็วและจะพัฒนาอย่างเต็มที่ในช่วงอายุ 3-6 ขวบ การกระตุ้นประสาทสัมผัสด้านนี้ช่วยสร้างความทรงจำให้เด็ก เช่น กลิ่นของผิวกายแม่ตอนกอดลูก นอกจากนี้ ยังส่งต่อความสุขให้ลูก และช่วยแยกแยะระหว่างอันตรายและปลอดภัยได้เป็นอย่างดี กิจกรรมที่พ่อแม่เสริมทักษะให้ลูกด้านนี้คือการให้ลูกปิดตาและดมกลิ่นต่างๆ เช่น ผลไม้ที่เคยทาน หรือการดมกลิ่นของดอกไม้ เป็นต้น
  5. การรับรส ปกติแล้วปุ่มการรับรู้รสชาติบริเวณลิ้นของคนเราสามารถรับรู้ได้ 5 รส คือ หวาน เค็ม เปรี้ยว ขม และรสกลมกล่อม รสชาติที่เด็กๆ สามารถรับรู้ได้ก่อนรสอื่นๆ คือ รสหวาน การรับรู้รสมีผลต่อความสุขและคุณภาพชีวิต คุณพ่อคุณแม่ช่วยกระตุ้นให้ลูกได้โดยให้ทดลองชิม น้ำตาล เกลือ มะนาว และพูดคุยกันถึงรสชาติของอาหารนั้นๆ
  6. การรับรู้ส่วนต่างๆของร่างกาย ผ่าน กล้ามเนื้อ เอ็นและข้อต่อ หรือเราเรียกว่า ประสาทสัมผัสการเคลื่อนไหว ระบบนี้จะช่วยให้เด็กสามารถรับรู้ถึงตำแหน่งของส่วนต่างๆ บนร่างกายได้อัตโนมัติ ทำให้จดจำท่าทางของแขน ขา โดยไม่ต้องอาศัยการมอง และสามารถรับรู้ถึงบริเวณกล้ามเนื้อ ข้อต่อ เอ็น เช่น การหลับตาปรบมือ หรือการกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง การขึ้นบันไดโดยไม่ต้องมอง เป็นต้น ประสาทสัมผัสด้านนี้สำคัญมากเพราะทำให้เด็กสามารถควบคุมและวางแผนกิจกรรมการเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่น กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมลูกได้ เช่น การเล่นแซนด์วิชโดยใช้หมอนนุ่มๆ หนีบลูกเอาไว้สองด้าน หรือ การฝึกให้ลูกตอกไข่ใส่ชาม
  7. การทรงตัว เด็กๆจะรับรู้ตำแหน่งของศีรษะจรดเท้าผ่านแรงโน้มถ่วงของโลก หรือที่เรียกว่า การรักษาสมดุลในตัวเอง เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยประสานการเคลื่อนไหวของตาและศีรษะ กิจกรรมที่ดีต้องใช้การเคลื่อนไหวต่าง รวมถึงการกระโดด ปีน ป่าย โดยที่เท้าไม่อยู่ติดพื้น ระบบนี้นอกจากส่งผลต่อความสามารถในการเคลื่อนไหวทรงตัวแล้ว ยังมีผลต่อความสามารถด้านภาษาของเด็กอีกด้วย

การบูรณาการประสาทสัมผัสทั้ง 7 เป็นสิ่งจำเป็น ที่พ่อแม่ควรฝึกฝนให้แก่ลูกน้อย ตามวัยที่เหมาะสมสำหรับเค้า โดยเฉพาะในช่วงอายุ 2-6 ขวบ ซึ่งเราเรียกว่าเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสของลูก เป็นช่วงเวลาสำคัญของการเรียนรู้สู่สมองลูกที่จะเปิดและปิดลงในเวลาอันสั้น ซึ่งหากพ่อแม่ไม่รีบคว้าโอกาสไว้ ก็จะหลุดลอยไปไม่มีวันหวนกลับ พัฒนาการของเด็กในวัยนี้จะพัฒนาเร็วมาก โดยสมองจะพัฒนาถึง 90% จนเกือบสมบูรณ์เท่ากับผู้ใหญ่

กิจกรรมที่เล่นร่วมกับเค้าจึงควรเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เค้าฝึกทักษะสัมผัสในแต่ละด้าน ให้เค้าได้เรียนรู้ทักษะใหม่ใหม่ นอกจากนี้พ่อแม่ควรอยู่ใกล้ชิดที่สุดเพื่อช่วยแนะนำ ส่งเสริมและ สนับสนุนทุกการเรียนรู้ เพื่อให้ลูกของเราเติบโตแข็งแรงสมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญาและอารมณ์ค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก

www.maerakluke.com

www.foremostomega.com/

The Element พรสวรรค์ในกำมือลูก

คุณเคยรู้สึกว่าตัวเองหมกมุ่นกับอะไรบางอย่างเป็นพิเศษไหม รู้สึกสนใจหรือมีอารมณ์ร่วมกับบางสิ่งเกินมาตรฐานคนทั่วไป หรือมีความรู้สึกลึก ๆ ว่าตัวคุณนั้นเกิดมาเพื่อสิ่งนี้

Ken Robinson, Lou Aronica เขียน

หนังสือช่วยแนะนำจุดที่ พรสวรรค์ตามธรรมชาติ ของแต่ละคนมาบรรจบกับ ความปรารถนาจากส่วนลึก เราจะรู้สึกเป็นตัวของตัวเองและมีพลังสร้างสรรค์ที่สุด ซึ่งเป็นบ่อเกิดของแรงบันดาลใจ พลังชีวิต และความสำเร็จของเราอีกด้วย

The Element: ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ จะช่วยให้เราเข้าใจหนทางสู่การ ค้นพบ และ ใช้ชีวิต ตาม “ธาตุ ของตัวเราเอง ที่สำคัญมันจะทำให้เราเห็นภาพกว้างของชีวิต สังคม วัฒนธรรม และระบบการศึกษาไปพร้อมกัน

ทำไมเราต้องเข้าใจหนทางสู่การค้นพบและใช้ชีวิตตามธาตุของเรา และหนังสือเล่มนี้ให้อะไรกับเรา?

  • เราจะได้ค้นหาและรู้ว่าเราฉลาดแบบไหน
  • หาว่าอะไรคือสิ่งที่เราอยากทำมากที่สุด
  • เวลาเราได้แรงบันดาลใจ งานของเราก็จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นด้วย
  • ความสำเร็จเกิดจากการทุ่มเทให้กับงานที่เราชอบและการพัฒนาฝีมืออย่างไม่หยุดยั้ง
  • สร้างความโชคดี ด้วยการเปลี่ยนสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้แล้วพริกแพลงให้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์

The Element

ทำไมเมื่อเราเป็นเด็กเล็กๆ เราจะมั่นใจในจินตนาการของเราอย่างน่าพิศวง แต่เมื่อเราโตขึ้นมันหายไปไหน?

ทำไมใครหลายๆคน ไม่เคยรับรู้และใช้พรสวรรค์ที่แท้จริงของตนเอง?

เราจะประสบความสำเร็จที่แท้จริงกับเรื่องอะไรได้บ้างล่ะ?

แล้วจุดแข็งของเราคืออะไร?

คนที่ประสบความสำเร็จจะบอกว่า พวกเขาได้ค้นพบ สิ่งที่พวกเขาทำได้ดี กับ สิ่งที่พวกเขารักที่จะทำ มาบรรจบพบกัน ทำให้เกิดความรักในสิ่งที่พวกเขาทำและนึกไม่ออกว่าจะไปทำอย่างอื่นได้อย่างไร เวลาได้ทำในสิ่งที่รักเวลาผ่านไปเร็วกว่าที่เคยแถมยังรู้สึกมีพลัง มีชีวิตชีวา และมีความจดจ่อกว่าช่วงเวลาอื่นๆ

เราทุกคนต่างมีความหลงใหล (Passions) หรือพรสวรรค์ (Talents) เฉพาะตัว มันจะช่วยให้เราค้นพบสิ่งที่ดีที่สุดของตัวเราเอง

เรามาร่วมค้นหา ปาฏิหาริย์ของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ คือการค้นพบตัวเอง วิธีค้นหาจะไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว แต่จะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 อย่าง คือ

  • ความถนัด (Aptitude / Talent) กับ ความหลงใหล (Passion)
  • ทัศนคติ (Attitude) กับ โอกาส (Opportunity)

จะเกิดขึ้นตามลำดับ ฉันมีมัน>>>ฉันรักมัน>>>ฉันต้องการมัน>>>มันอยู่ที่ไหน

เข้าใจ 3 ลักษณะของความฉลาด

  • ความฉลาดมีความหลากหลายอย่างน่าอัศจรรย์ใจ มันไม่ได้จำกัดแค่ความสามารถทางคณิตศาสตร์หรือภาษาเท่านั้น
  • ความฉลาดไม่เคยหยุดนิ่ง เป็นการสร้างจุดเชื่อมโยงใหม่ๆ และทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆอย่างแท้จริง
  • ความฉลาดมีความแตกต่างเฉพาะตัว

เราฉลาดแบบไหน?

The Element: ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้

  • คิดต่าง เราต้องเริ่มท้าทายสิ่งที่ถือกันว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาเกี่ยวกับความสามารถของต้นเองและผู้อื่น เราจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร เราจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ธรรมดาจนมองข้ามมันไปตั้งแต่แรก เมื่อเรารู้สึกว่าของบางอย่างเป็นที่รู้จักหรือเป็นเรื่องทั่วไป เราจะเลิกล้มความพยายามที่จะทำความเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง
    พยายามมองสถานการณ์ปกติธรรมดาให้ต่างจากเดิม ทำแบบนี้จะทำให้เราเห็นว่าโลกใบนี้มีความเป็นไปได้มากมาย
    เราต้องฝึกทักษะด้วยการท้าทายตัวเราเองและพัฒนาเทคนิคที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ
    เพราะความสำเร็จ = ความถนัดเฉพาะตัว + ความรักที่จะทำ + การทุ่มเทอย่างจริงจัง
  • จินตนาการ ผลงานที่สร้างสรรค์เกิดจากจินตนาการถึงความเป็นไปได้ใช้ทักษะและความรู้หลายๆอย่างและจบลงด้วยผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง
    ผลงานที่สร้างสรรค์เป็นการสร้างการเชื่อมโยงใหม่ๆ เราต้องมองเห็นสิ่งต่างๆในรูปแบบใหม่ และจากมุมมองใหม่ เราสามารถเปลี่ยนสิ่งต่างๆได้ด้วยการเปลี่ยนทัศนะในใจ สิ่งที่ทำให้ชีวิตเราแตกต่างกันก็คือทัศนคติที่เรามีต่อเรื่องที่เกิดแตกต่างกัน
    ดังนั้น จินตนาการเป็นพื้นฐานความสำเร็จทุกอย่างของมนุษย์ มันคือกระบวนการเห็นในใจมันคือพลังความสามารถในการนำสิ่งต่างๆเข้ามาสู่จิตใจโดยไม่ต้องอาศัยการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสใดๆ
    ถ้าเราเปลี่ยนใจได้แล้ว ก็เปลี่ยนโลกได้
  • ภาวะลื่นไหล เวลาที่เราทำในสิ่งที่เรารัก โลกทั้งใบก็เลือนหายไป เราจะรู้สึกมั่นคงในตัวตนที่แท้จริงของเรา เราจะไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ได้แต่จดจ่ออยู่กับสิ่งที่เราทำ
    เป็นการเผชิญกับเรื่องที่ท้าทายที่ต้องใช้ทักษะความเชี่ยวชาญที่เรามีอยู่ มีเป้าหมายและผลสะท้อนที่ชัดเจน

อะไรล่ะคือสิ่งที่เราอยากทำมากที่สุด?

พ่อแม่ทุกคนล้วนอยากให้ลูกเป็นคนเก่ง พอลูกเข้าสู่วัยเรียนนอกจากเรียนปกติแล้ว ก็ยังพาลูกไปเรียนเสริมทักษะในด้านต่าง เพิ่มเติมจากที่เรียนในห้องเรียน เช่น เรียนดนตรีไทย ดนตรีสากล เทควันโด ยิมนาสติกลีลา บัลเล่ต์ ฯลฯ เพราะอยากให้ลูกมีความสามารถพิเศษหลาย ด้าน แต่จะดีไม่น้อยใช่ไหมคะหากลูกมีพรสวรรค์ในตัวอยู่แล้ว เรามาดูกันว่าจะค้นหาพรสวรรค์ในตัวของลูกได้อย่างไร ติดตามอ่าน

รู้หรือไม่? ลูกของคุณมีพรสวรรค์ด้านไหน มาค้นหากันเถอะ !

 

พรสวรรค์คืออะไร

ดร.แพง ชินพงศ์ กล่าวถึง “พรสวรรค์” (Talent) เป็นความสามารถหรือความถนัดเฉพาะบุคคล ที่ทำให้บุคคลนั้น ๆ มีความโดดเด่นกว่าคนอื่นทั่วไป คนบางคนเชื่อว่าพรสวรรค์เป็นความสามารถพิเศษที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด  แต่บางคนก็เชื่อว่า พรสวรรค์เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนได้ และเมื่อได้ฝึกฝนบ่อยๆ จนเกิดความชำนาญแล้ว ก็สามารถพัฒนาความสามารถนั้นให้โดดเด่นขึ้นมาได้เช่นกัน ประมาณร้อยละ 3-5 % ของคนที่มีพรสวรรค์ อาจไม่ได้แสดงความสามารถพิเศษออกมาจนกว่าจะเริ่มเป็นผู้ใหญ่  ดังนั้น พ่อแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเป็นเด็กมีพรสวรรค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กได้รวบรวมคุณสมบัติของเด็กที่มีพรสวรรค์ ไว้ดังนี้

มีความอยากรู้อยากเห็น มีคำถาม บ่อยๆ

มีช่วงสมาธิดี ยาวนานกว่าเด็กในวัยเดียวกัน คือ สามารถเล่น หรือทำกิจกรรมที่ต้องการสมาธิได้ดี

มีความสามารถในการแก้ปัญหาต่างๆได้ดี

มีจินตนาการค่อนข้างเด่นชัด เช่น เล่าว่าโตขึ้นจะเป็นนักบิน

มีความจำดี

ชอบเล่นกับเด็กที่โตกว่าวัยของตน

มีพัฒนาการแบบก้าวกระโดดหรือข้ามขั้นตอน

พรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษ แบ่งออกเป็น 8 ด้าน

นักจิตวิทยา Howard Gardner พบว่าการมีพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษในด้านความฉลาดของมนุษย์ 8 แบบได้แก่

1. ด้านภาษา (Linguistic)

เด็กที่มีความถนัดด้านภาษาสามารถเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาสนุกกับการต่อคำศัพท์และเกมอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน ในขณะเดียวกันก็ชื่นชอบโคลงกลอน เพลง และนิทาน เด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นนักพูดและนักเล่าเรื่องที่เก่ง

จุดเด่นของเด็กที่มีพรสวรรค์ภาษา คือ จำและคิดเป็นภาษาหรือคำศัพท์ สามารถอธิบายเรื่องที่เกี่ยวกับตนเองได้ดี

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านภาษา

1. จัดกิจกรรมให้ได้รับประสบการณ์ตรง เพื่อนำมาเขียนเรื่องราว

2. จัดกิจกรรมให้ได้พูด ได้อ่าน ได้ฟัง ได้เห็น ได้เขียนเรื่องราวที่สนใจ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้

3. คุณพ่อคุณแม่ควรรับฟังความคิดเห็น คำถาม และตอบคำถามด้วยความเต็มใจ กระตือรือร้น

4. ควรจัดเตรียมหนังสือ สื่อการเรียนการสอนเพื่อการค้นคว้าที่หลากหลาย เช่น เทปเสียง วิดีทัศน์ จัดเตรียมกระดาษเพื่อการเขียน อุปกรณ์การเขียนให้พร้อม

5. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก คือ ให้อ่าน ให้เขียน ให้พูด และให้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่ลูกสนใจ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างพ่อแม่และลูก

2. ด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical)

ความฉลาดทางด้านนี้เกี่ยวกับความสามารถในการนำตรรกะมาแก้ไขปัญหา จำแนกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระเบียบแบบแผนได้ นอกจากนั้น ยังชื่นชอบการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ และเรียนรู้ปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ อีกด้วย เด็กที่ฉลาดทางด้านนี้จะชอบเล่นเกมที่ต้องแก้ปัญหาทุกชนิด และสามารถเชื่อมโยงเหตุและผลของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านคณิตศาสตร์และตรรกะ คือ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลได้ดี เมื่อเผชิญสถานการณ์ที่ซับซ้อน เด็กสามารถแยกแยะ จัดลำดับและเข้าใจรูปแบบของสิ่งที่เกิดขึ้น

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านคณิตศาสตร์

1. ให้ลูกได้มีโอกาสได้ทดลอง หรือทำอะไรด้วยตนเอง

2. ให้เล่นเกมที่ฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เช่น เกมไพ่ เกมตัวเลข ปริศนาตัวเลข ฯลฯ โดยคุณพ่อคุณแม่ร่วมเล่นกับลูกเพื่อสังเกตพรสวรรค์ในตัวลูก

3. ฝึกการใช้เหตุผล การแก้ปัญหา การศึกษาในเรื่องที่ลูกสนใจ เช่น ลูกสนใจเรื่องดวงดาวเป็นพิเศษ ส่งเสริมโยพาลูกไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์  หาหนังสือ  สื่อการเรียนเกี่ยวกับจักรวาลและอวกาศมาให้ลูกศึกษา  เป็นต้น

4. ฝึกฝนทักษะการใช้เครื่องคิดเลข เครื่องคำนวณ เครื่องคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

5. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก คือ ให้ฝึกคิดแบบมีวิจารณญาณ วิพากษ์ วิจารณ์ ฝึกกระบวนการสร้างความคิดรวบยอด การชั่ง ตวง วัด การคิดในใจ การคิดเลขเร็ว ฯลฯ

3. ด้านดนตรี (Musical)

เด็กที่ฉลาดด้านดนตรีจะมีความว่องไวต่อเสียง และสามารถเชื่อมโยงระหว่างเพลงและเครื่องดนตรีได้ พวกเขามักจะชอบร้องเพลงและใช้เทคนิคในการเรียนรู้ผ่านบทเพลงและจังหวะต่างๆ ได้

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านดนตรี คือ พวกเขามักหลงเสน่ห์ดนตรีและเสียงเพลงทำให้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นคำคล้องจองหรือเป็นแบบแผน ในขณะที่คนอื่นทำไม่ได้ พวกเขาซึมซับและจดจำข้อมูลเป็นแบบแผนและบทกลอนหรือคำคล้องจอง

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านดนตรี

1. ให้เล่นเครื่องดนตรี ร้องเพลง ฟังเพลงสม่ำเสมอ

2. หาโอกาสพาลูกไปดูการแสดงดนตรี หรือฟังดนตรีเป็นประจำ

3. บันทึกเสียงดนตรีที่ลูกแสดงไว้ฟังเพื่อปรับปรุงหรือชื่นชมผลงาน

4. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก ได้แก่ คุณพ่อคุณแม่ร่วมการร้องเพลง ช่วยการเคาะจังหวะ ฟังเพลง เล่นดนตรี การวิเคราะห์ดนตรี วิจารณ์ดนตรีร่วมกับลูก

4. ด้านร่างกาย (Bodily-Kinesthetic)

ความฉลาดด้านนี้มีความหมายตรงกับชื่อ คือ เป็นเด็กที่แข็งแรง สามารถทำกิจกรรมและเคลื่อนไหวได้อย่างแคล่วคล่องว่องไว ชอบแสดงออก และสนุกกับกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะและงานฝีมือ

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านร่างกาย คือ พวกเขาตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางกายภาพได้ดีพวกเขาใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็กได้อย่างยอดเยี่ยม มักเคลื่อนไหวตลอดเวลาที่เรียนรู้ จนดูเหมือนจะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านร่างกาย

1. เรียนรู้ได้ด้วยการสัมผัส จับต้อง การเคลื่อนไหวร่างกาย และการปฏิบัติจริง

2. คุณพ่อคุณแม่ควรสนับสนุนให้เล่นกีฬา การแสดง เต้นรำ การเคลื่อนไหวร่างกาย

3. จัดกิจกรรมให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรง หรือได้ปฏิบัติจริง

4. ให้ลูกได้เกม เดิน วิ่ง หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวร่างกาย

5. ให้ลูกเล่นหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง กีฬา การเคลื่อนไหวประกอบจังหวะ

6.  แนวการสอนที่เหมาะสมกับลูก คือ การให้ลูกได้ลงมือปฏิบัติจริง ลงมือทำจริง ได้สัมผัส เคลื่อนไหว ใช้ประสาทสัมผัสในการเรียนรู้

พ่อแม่ทุกคนล้วนอยากให้ลูกเป็นคนเก่ง พอลูกเข้าสู่วัยเรียนนอกจากเรียนปกติแล้ว ก็ยังพาลูกไปเรียนเสริมทักษะในด้านต่าง เพิ่มเติมจากที่เรียนในห้องเรียน เช่น เรียนดนตรีไทย ดนตรีสากล เทควันโด ยิมนาสติกลีลา บัลเล่ต์ ฯลฯ เพราะอยากให้ลูกมีความสามารถพิเศษหลาย ด้าน แต่จะดีไม่น้อยใช่ไหมคะหากลูกมีพรสวรรค์ในตัวอยู่แล้ว เรามาดูกันว่าจะค้นหาพรสวรรค์ในตัวของลูกได้อย่างไร ติดตามอ่าน

5. ด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial)

เด็กที่มีความฉลาดด้านนี้จะคิดและสื่อสารด้วยภาพ พวกเขาชอบเล่นเกมต่อรูปภาพ เช่น จิ๊กซอว์ มีจินตนาการมากมาย และชื่นชอบงานศิลปะ นอกจากนี้  ยังจดจำทิศทางได้ดี และอ่านแผนที่เก่ง

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ คือ เขาสามารถจัดการสิ่งต่างๆ ได้ในหัว และวิเคราะห์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขาสามารถจินตนาการและสร้างโลกใหม่ขึ้นมาในความคิด สามารถจัดการและเล่นสิ่งของต่างๆ ได้ดี และมีทักษะในการใช้มือที่ดี

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านมิติสัมพันธ์

1. ให้ลูกทำงานศิลปะ งานประดิษฐ์ เพื่อเปิดโอกาสให้คิดได้อย่างอิสระ

2. พาลูกไปเที่ยวชมนิทรรศการศิลปะ พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ

3. ฝึกให้ใช้กล้องถ่ายภาพ การวาดภาพ

4. คุณพ่อคุณแม่ควรจัดเตรียมอุปกรณ์การวาดภาพให้พร้อม จัดสิ่งแวดล้อมให้ลูกได้ทำงานด้านศิลปะ

5. ฝึกลูกให้เล่นเกมปริศนาอักษรไขว้ เกมตัวเลข เกมที่ต้องแก้ปัญหา เล่นเกมเกี่ยวกับภาพ เกมตัวต่อเลโก้ เกมจับผิดภาพ ฯลฯ

6. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก คือการให้ดู ให้วาด ให้ระบายสี ให้คิดจินตนาการ

6. ด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal)

เด็กที่ฉลาดด้านนี้จะมีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม พวกเขาจึงเป็นคนที่มีเพื่อนมาก ชอบทำงานร่วมกับคนอื่น และมีความสามารถในการเป็นผู้นำสูง

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านมนุษยสัมพันธ์ คือ เขาชอบเล่นเป็นกลุ่มเขาสามารถนำผู้อื่นได้ดีเขาสนใจความรู้สึกและมักเห็นอกเห็นใจคนอื่น

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านมนุษยสัมพันธ์

1. คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกได้เข้ากลุ่มเล่น หรือทำกิจกรรมกับเพื่อน ๆ

2. ส่งเสริมให้ลูกรู้จักการ เรียนรู้ร่วมกัน แก้ปัญหาร่วมกันกับเพื่อน ๆ

3. สามารถเรียนได้ดีหากให้โอกาสในการทำงานร่วมกับผู้อื่น

4. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก ได้แก่ การเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่น ทำงานร่วมกัน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเพื่อน การเรียนรู้ในชุมชน เป็นต้น

7. ด้านเข้าใจตนเอง (Intrapersonal)

ในทางตรงกันข้าม เด็กที่เข้าใจตนเองชอบทำงานเพียงลำพัง พวกเขามักเป็นตัวของตัวเอง และแม้ว่าจะไม่ค่อยเข้าสังคม แต่พวกเขาก็เชื่อมั่นในความสามารถของตนและมีแรงจูงใจในการทำสิ่งต่างๆ

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านเข้าใจตนเอง คือ พวกเขาเก่งในการทำงานให้ไปถึงเป้าหมายชัดเจนว่าตนเองชอบหรือไม่ชอบอะไรรักความยุติธรรม

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านเข้าใจตนเอง

1. คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกทำงานตามลำพัง ทำงานคนเดียว อิสระ แยกตัวจากกลุ่มบ้าง

2. ควรสอนให้เห็นคุณค่าของตัวเอง นับถือตัวเอง (self esteem)

3. สอนและสนับสนุนให้ทำงานเขียน บันทึกประจำวัน

4. พาลูกไปทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นบ้าง

5. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก คือ ควรเน้นที่การเปิดโอกาสให้เลือกศึกษาในสิ่งที่สนใจเป็นพิเศษ และส่งเสริมในแนวทางที่ลูกชอบและถนัด

8. ด้านรู้จักธรรมชาติ (Naturalistic)

ในด้านนี้เป็นเด็กที่ชอบผจญภัยในโลกกว้าง (นอกบ้าน) มาตั้งแต่เด็ก จึงมักเห็นเขาชอบเตร็ดเตร่เพื่อสำรวจสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ พวกเขายังสนใจในเรื่องของต้นไม้และสัตว์ต่างๆ อย่างมาก

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านรู้จักธรรมชาติ คือ สังเกตเห็นรูปแบบและคุณลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ชอบจัดระบบสิ่งของที่สะสมไว้มีความสามารถในการแยกแยะระหว่างสิ่งของในหมวดเดียวกันและสังเกตเห็นความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านรู้จักธรรมชาติ

1. คุณพ่อคุณแม่อาจจะพาลูกไปทำกิจกรรมฝึกปฏิบัติงานด้านเกษตรกรรมเกี่ยวกับการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์

2. พาลูกเข้ากิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมศึกษา ค่ายสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

จะเห็นว่าพรสวรรค์หรือความฉลาดในแต่ละด้านของลูก  ยังต้องการการส่งเสริมจากคุณพ่อคุณแม่ เพื่อต่อยอดการเรียนรู้และความสามารถให้ลูกในด้านที่เขาสนใจหรือถนัด ซึ่งจะเป็นผลดีกับลูกต่อไป ถึงอย่างไรพรสวรรค์ยังต้องควบคู่ไปกับพรแสวง คือ ยังต้องเรียนรู้และฝึกประสบการณ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น  แล้วคุณพ่อคุณแม่จะเห็นว่าหนูทำได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

th.theasianparent.com

https://medium.com

วิธีดื่มน้ำรักษาโรค !!

การดื่มน้ำเมื่อท้องว่างผ่านกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาสุขภาพที่ดีในประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้ เป็นที่นิยมดื่มน้ำทันทีหลังจากตื่นนอนตอนเช้า (ก่อนแปรฟันนะ) เพื่อการรักษาสุขภาพที่ดี

มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์พบว่าน้ำสามารถใช้ชะลอความแก่และสามารถบำบัดรักษาโรคเหล่านี้ได้ผล 100% (แบบค่อยเป็นค่อยไปต้องใช้ระยะเวลา)

ปวดหัว ปวดตามตัว โรคระบบหัวใจ โรคไขข้ออักเสบ

โรคหัวใจเต้นเร็ว โรคลมบ้า หมู โรคอ้วน

โรคหลอดลมอักเสบ โรคหืด วัณโรค

อาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ

โรคไตและยูริก โรคแสลง คลื่นไส้ต่างๆ โรคกระเพาะ

โรคท้องร่วง โรคริดสีดวงทวาร โรคเบาหวาน

โรคอาการท้องผูก โรคตา โรคภายในสตรี

มะเร็ง รอบเดือนไม่ปกติ โรคคอ หู จมูก

วิธีการปฏิบัติในทุกๆวัน

1. ตื่นนอนตอนเช้า ก่อนแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำ 4 แก้ว (640 ซีซี)

2. หลังจากนั้นสามารถและล้างหน้าอาบน้ำได้ แต่ต้องไม่ดื่ม หรือรับประทานอะไร จนกว่า 45 นาทีผ่านไป จึงจะรับประทานได้ตามปกติ

3. หลังรับประทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น ไปแล้ว 15 นาที ไม่ควรดื่มน้ำหรือรับประทานอะไร จนกว่า 2 ชั่วโมงผ่านไป

4. ผู้ป่วย หรือคนชรา ที่ไม่สามารถดื่มน้ำ 4 แก้ว ก็ให้ค่อยๆ ดื่ม ค่อยเป็นค่อยไปเรื่อยๆ จนได้ครบ 4 แก้ว

ข้อปฏิบัติ 4 ข้อดังกล่าว จะทำให้ท่านบำบัดรักษาโรคที่เป็นอยู่ค่อยๆเบาและหายขาดได้ในที่สุด ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้นเพียงแต่อาจปัสสาวะบ่อยขึ้นและหลังดื่มน้ำไปแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง จะปวดปัสสาวะ

จากสถิติข้อมูลโรคที่บำบัดรักษาทำให้หายได้ภายในเวลาดังนี้

1. โรคความดันโลหิตสูง 30 วัน

2. โรคกระเพาะ 10 วัน

3. โรคเบาหวาน 30 วัน

4. โรคท้องผูก 10 วัน

5. โรคมะเร็ง 180 วัน

6. โรควัณโรค 90 วัน

7. โรคไขข้ออักเสบจะเห็นผลภายใน 3 วัน

เห็นแบบนี้แล้ว ก็อย่าลืมดื่มน้ำกันเยอะๆนะ แล้วแบ่งปันประโยชน์นี้ให้เพื่อนๆที่รักสุขภาพได้อ่านกันด้วยครับ

ปราบยุงร้าย ไล่ยุงให้ไกลด้วยสมุนไพร ปลอดภัยต่อเด็ก และสัตว์เลี้ยง

สมุนไพรไล่ยุง ที่หาง่ายๆที่บ้าน

เรามาไล่เจ้ายุงร้ายให้ไปจากลูกรักของเรากันค่ะ ยุงร้ายสาเหตุของอาการเจ็บป่วย ของหลายๆโรค

เลือกกลิ่นที่เราชอบนะคะ จะได้ไม่สร้างความลำคาญใจให้เราและครอบครัว

  • ตะไคร้หอม ตี หรือทุบให้แตกวางไว้ในจุดที่ต้องการไล่ยุง
  • กระเทียม ก็ปุบให้แตกเช่นกันค่ะ
  • เปลือกส้มตากแดด จุดไฟให้เกิดควัญ
  • ยาหม่องต่างๆ หรือน้ำมันยูคาลิปตัส นำผ้าหรือกระดาษมาป้ายแล้วไปผูกหลังพัดลม ส่งกลิ่นไกลไล่ยุงได้ดีเช่นกัน
  • ดอกและเมล็ดสะเดา บุปให้มีกลิ่นไล่ยุงได้ดีมากค่ะ

ครูแหม่มลองนำสมุนไพรมาต้มใส่เทียนได้ผลดีมากเลยค่ะ

การบูรถุงเล็ก 15 บาท

สเปรย์ไล่ยุงสมุนไพรขวด 45 บาท หรือน้ำมันตะใคร้หอมขวด 45 บาท อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ค่ะ

ยาหม่องชนิดหอมๆ ร้อนๆ ขวด 35 บาท

เทียนถ้วยถุงละ 45 บาท ชื้อที่ร้านขายสังฆภัณฑ์

เททุกอย่างรวมกันค่ะ ต้มในภาชนะที่ทางบ้านสะดวก ครูแหม่มใช้หม้อดินที่เก็บไว้นานไม่ค่อยได้ใช้ เป็นหม้อจิ้มจุ่ม ใช้ดีเลยค่ะ

เทียนถุงเราใช้แค่ครึ่งถุงค่ะ หากเราไม่อยากใช้ถ้วยเล็กจุดไฟด้านล่าง เราก็ใสเทียนทั้งถุงเลยค่ะ แล้วนำเชือกด้ายเส้นสำหรับรัดกล่องชื้อที่ร้านเครื่องเขียนมาจุ่มลงไปให้ถึงก้นหม้อเลยนะคะ ส่วนปลายด้านบน ใช้ตะเกียบหรือไม้ผูกไว้ให้เหนือปากหม้อ รอให้เทียนแห้ง ค่อยตัดปลายด้านบนออก เวลาจะใช้ก็จุดเหมือนเทียนได้เลยค่ะ ถ้าเรากลัวเปลวไฟ จะไหม้ เราก็หาฝามาปิด แล้วเปิดแง้มๆไว้ได้ค่ะ วิธีนี้ระวังความร้อนจากหม้อด้วยนะคะ ให้ใส่จานรอง หรือภาชนะรองรับกันความร้อนด้วยค่ะ

 

เด็กอ่านหนังสือไม่ออก สู่มหาเศรษฐีระดับโลก Richard Branson (ริชาร์ด แบรนสัน)

Richard Branson

ผู้ประกอบการชาวอังกฤษที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เขาเป็นผู้ก่อตั้งบริษัททั้งหมด 150 บริษัท กว่า 400 ธุรกิจ

ซึ่งใช้ชื่อยี่ห้อ virgin นับตั้งแต่บริษัทแผ่นเสียงไปจนกระทั่งถึงสายการบิน เขาเป็นคนที่ได้ชื่อว่ากล้าบ้าบิ่นคนหนึ่ง

Richard Branson มีโรคประจำตัว คือโรค Dyslexia ซึ่งเป็นโรคที่มีผลต่อการเรียนรู้ ทั้งการเขียนและอ่าน แต่ความฉลาดไม่ได้ด้อยกว่าคนธรรมดา ผมถามเพื่อนที่เป็นหมอพบว่าคนที่เป็นโรคนี้ มีคุณสมบัติพิเศษไม่เหมือนชาวบ้านอยู่หลายอย่าง แต่ที่สำคัญคือ

– หนึ่งเป็นคนเจ้าปัญหาและกล้าเกินมนุษย์

– สองเป็นคนที่มองเรื่องเส้นผมบังภูเขาออก หรือที่นักการตลาดชอบใช้ศัพท์เฉพาะว่า Insightful

– สามมีจินตนาการสูง

โดยหลักการแพทย์ถ้าคนที่เป็นโรคนี้ได้รับการดูแลในช่วงเด็กไม่ให้เดินตกท่อไปซะก่อน เมื่อโตขึ้นความสามารถพิเศษเหล่านี้จะส่งผลทำให้เขามีไหวพริบ และมีความคิดริเริ่มสูงกว่าชาวบ้าน 

เขาเป็นเด็กที่เรียนหนังสือไม่เก่ง เพราะมีความผิดปกติทางร่างกายและถูกดูถูกอยู่เสมอว่าเป็นคนไม่มีความสามารถ แต่เขาก็ฉายแววความเป็นนักธุรกิจนับตั้งแต่อายุ 15 ปี

เมื่อเขาไม่ชอบกฎเกณฑ์ของโรงเรียน จึงมีแนวความคิดที่จะออกนิตยสารรายเดือนที่ชื่อ Student เพื่อเป็นช่องทางให้นักเรียนสามารถพูดตามความรู้สึกของตนเอง จนเขามีรายได้จากโฆษณาจากบริษัทใหญ่ ๆ เป็นจำนวนมาก

จากนั้นเขาเริ่มขยายธุรกิจจัดจำหน่ายแผ่นเสียงทางไปรษณีย์ ในปีพ..2513 และยังเปิดร้านจำหน่ายแผ่นเสียงชื่อว่า Virgin Record ที่ประเทศอังกฤษ พร้อมกับทำธุรกิจห้องบันทึกเสียงและเริ่มผลิตแผ่นเสียงในธุรกิจของตนเอง และธุรกิจอื่น ๆ อีกมากมาย

Richard Branson เรียนหนังสือไม่จบ และออกมาผจญโลกตั้งแต่อายุ 17 ผลงานชิ้นโบแดงที่ทำให้โลกธุรกิจต้องหันมามอง คือการก่อตั้งสายการบิน Virgin Atlantic

ริชาร์ด ชาร์ลส์ นิโคลัส แบรนสัน เกิดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ค.. 1950 ที่ เซาท์ลอนดอน ในครอบครัวชนชั้นกลางของอังกฤษ ซึ่งยึดอาชีพทางด้านกฎหมายจนกลายเป็นธรรมเนียมตกทอดของตระกูล มีบิดาชื่อ เท็ด แบรนสัน เป็นผู้พิพากษาและเป็นนักกฎหมาย ส่วนมารดาคืออีฟ ฮันต์ลีย์ฟลินต์ แบรนสัน เคยเป็นทั้งนักเต้นรำและนักแสดงของโรงละคร และผันตัวเองมาเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแล้วได้พบรักกับ เท็ด แบรนสัน

ในวัยเด็กนั้นแม่ของริชาร์ด แบรนสัน มีอิทธิพลต่อชีวิตของริชาร์ด แบรนสันมาก มักจะสอนให้แบรนสัน ในเรื่องของความมุ่งมั่น ความกล้าหาญ สามารถพึ่งพาตนเองได้ ให้มีความรักในการผจญภัยต่างๆนานา นั้นทำให้ชีวิตในวัยเด็กนั้น ริชาร์ด แบรนสัน จึงมีความเด่นในด้านใช้ร่างกายมากกว่าสมอง เขาเป็นคนที่เล่นกีฬาได้เก่งมาก แต่ในเรื่องของการเรียนแล้วนั้นถือว่าแย่เลยที่เดียว จุดเปลี่ยนของชีวิตก็คือเขาประสบอุบัติเหตุที่ขาทำให้ไม่สามารถเล่นกีฬาได้ อีกต่อไป ขณะที่การเรียนที่แย่ ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่เขาเรียนอ่อนเพราะเป็นโรคดีสเล็กเซีย ซึ่ง โรคนี้เป็นโรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติในการอ่าน อาการของโรคนี้คือเด็กอาจจะอ่านไม่ออก หรืออ่านได้บ้าง แต่สะกดคำไม่ถูก ผสมคำไม่ได้ สลับตัวพยัญชนะ สับสนกับการผันสรแบรนสันเองก็คิดว่าการเรียนหนังสือเป็นสิ่งที่ยากลำบากมากสำหรับเขา โดยเฉพาะเวลาที่ต้องอ่านหนังสือ เขาจึงใช้วิธีเรียนรู้จากการลงมือทำ
โลก ใบนี้เป็นโลกที่ท้าทายสำหรับเขา และเป็นโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกวินาทีที่ผ่านไปของเขาล้วนแล้วแต่เป็นโอกาสสำหรับธุรกิจใหม่ๆ เขารู้จักใช้โอกาสต่างๆที่เข้ามาในชีวิตอย่างชาญฉลาด ข้อสำคัญที่สุดคือเขาทำงานอย่างต่อเนื่องจนทำให้เขาประสบความสำเร็จสูงสุด

เนื่องจากริชาร์ด แบรนสัน มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก เขาจึงรู้วิธีที่จะสร้างตัวเองขึ้นมาจนตัวเขาเองได้กลายเป็น    แบรนด์ที่มีคนรู้จักไปทั่วโลก โดยเขาไม่จำเป็นต้องจ้างดาราดัง ๆ เพื่อมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับสินค้าของเขาเลย

ทุกวันนี้  ริชาร์ดเป็นคนที่โด่งดังและมีชื่อเสียงระดับโลก และเป็นบุคคลที่สื่อทุกแขนงให้ความสนใจ ซึ่งเท่ากับเป็นการประชาสัมพันธ์ธุรกิจของเขาไปด้วย จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมแบรนด์เวอร์จิ้นจึงเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาแต่อย่างใด

 

เด็กพิเศษ เด็กสมาธิสั้น เด็กอัจฉริยะ ?

ลูกเป็นเด็กอัจฉริยะหรือไม่?

มีข้อแนะนำ จากสถาบันเด็กพรสวรรค์พิเศษของมหาวิทยาลัยดุ๊ก (Duke University) ประเทศสหรัฐอเมริกาในการสังเกตพฤติกรรมของเด็กวัยเตรียมอนุบาล  ดังนี้

1. มีความสามารถในการเรียนรู้สิ่งต่างๆได้เร็ว  และมีความจำดี
2.
มีวุฒิภาวะดีกว่าเด็กอื่นๆ  ในวัยเดียวกัน
3.
มีความสามารถในการใช้ภาษา มีการใช้คำศัพท์ต่างๆได้ดี และสนใจการอ่านหนังสือมาก
4.
ชอบทำการทดลองเพื่อหาคำตอบในการแก้ปัญหา
5.
ชอบเล่นกับเด็กที่โตกว่า
6.
เป็นเด็กที่มีความไวในการรับรู้ต่อสิ่งต่างๆ  ที่เกิดขึ้นรอบตัว
7.
ชอบที่จะใช้ความคิด แสดงความอยากรู้อยากเห็นด้วยความคิดที่ลึกซึ้งกว่าอายุ

8. มีความเมตตา กรุณาและเห็นอกเห็นใจคนอื่นและสัตว์เลี้ยง
9.
ชอบเกมที่ท้าทายทางความคิด เช่นเกมตัวเลข เกมทายปัญหา เกมหมากกล ฯลฯ
10.
บางทีอาจมีท่าทีท้าทายโต้แย้งผู้ใหญ่
11.
บางครั้งจะมีท่าทีเบื่อง่าย  ถ้าต้องทำในสิ่งที่ง่ายเกินไปหรือไม่ท้าทายพอ
12.
ดูจะมีพลัง มีความกระตือรือล้นในตัวค่อนข้างมาก

ถ้าลูกของคุณพ่อคุณแม่ มีลักษณะดังกล่าวข้างต้นนี้อยู่หลายข้อก็ควรปรึกษากับคุณครูและกุมารแพทย์ เพื่อจะได้ช่วยกันดูว่าจะช่วยให้ลูกได้พัฒนาความสามารถพิเศษของเขาได้อย่างเต็มที่ได้อย่างไร เช่น การอ่านหนังสือด้วยกัน และการให้เขาได้สัมผัสและเรียนรู้เกี่ยวกับกับศิลปะ ดนตรี ธรรมชาติ และกีฬา ที่เขาชอบและสนใจ เพื่อเปิดโอกาสในการค้นพบความเป็นอัจฉริยะในตัวเขา

ที่สำคัญคือเด็กแต่ละคนมีความสามารถพิเศษที่แตกต่างกัน

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก  ได้จัดแบ่งกลุ่มของความฉลาดของเด็ก  ออกเป็นหลายประเภท ดังนี้คือ

1. อัจฉริยะด้านการใช้ภาษา

เด็กที่มีความสามารถพิเศษด้านนี้  มักจะแสดงความรู้ด้านการใช้ภาษาและคำศัพท์ ต่างๆได้ดี และสามารถแสดงความคิดเห็นของตนเองได้ดีและชอบที่จะใช้ภาษา เช่น

ชอบอ่าน ชอบเขียน และเล่าเรื่อง ชอบเล่นเกมทายคำ ท่องอาขยานหรือคำศัพท์ต่างๆ เขาจะใช้คำศัพท์ต่างๆในการช่วยจำและจัดการเรื่องต่างๆ เช่น “ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ ……….”

2. อัจฉริยะด้านการคิดเป็นเหตุเป็นผลและคณิตศาสตร์

เด็กที่มีความสามารถพิเศษด้านนี้จะทำสิ่งต่างๆอย่างเป็นระบบระเบียบ จะชอบหาความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ชอบจัดสิ่งต่างๆให้เป็นระเบียบแยกเป็นกลุ่มๆ มักจะหาวิธีทำการทดลองเพื่อทดสอบข้อสังเกตและความคิดของตน เขาจะมีความสามารถในการคิดคำนวณในใจได้อย่างรวดเร็ว ชอบที่จะเล่นเกมที่ต้องใช้กฎเกณฑ์และเหตุผล รวมถึงการคิดวางแผนต่างๆ เช่น การเล่นเกมหมากรุก เกมยิงเรือ เกมรูบิค ฯลฯ มักจะชอบตั้งคำถามที่ลึกซึ้ง เช่น “เวลาคืออะไร”  และมักจะพบว่า  เด็กเหล่านี้จะสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างดีเหมือนเป็น เรื่องธรรมดา

3. อัจฉริยะด้านมิติสัมพันธ์ รูปทรงและโครงสร้าง

เด็กกลุ่มนี้จะสามารถรู้ได้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงในห้องได้ เมื่อคุณทำการจัดห้องใหม่แม้แต่เพียงเล็กน้อย เพราะเขาจะสามารถรับรู้ถึงความสัมพันธ์ของความเป็นอยู่ของสิ่งของต่างๆและ ความเป็นอยู่ร่วมกันของสิ่งต่างๆได้ดี เขาจะคิดและจินตนาการเป็นรูปภาพ และจะชอบศิลปะและการสร้างสิ่งต่างๆ ซึ่งเขาอาจจะวาดภาพและจินตนาการอยู่ในใจและนำสิ่งของใกล้ตัวมาสร้างสิ่งนั้นๆขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าต้องเรียนอะไรที่มีเนื้อหาคำพูดคำศัพท์ต่างๆมากๆแล้วจะรู้สึกเบื่อ ขึ้นมาง่ายๆเช่นกัน

4. อัจฉริยะด้านดนตรี

เด็กมักจะสามารถแสดงความพิเศษด้านดนตรีได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เขาจะมีความไวต่อเสียงต่างๆ และสามารถจดจำเสียงเพลงหรือทำนองต่างๆได้อย่างรวดเร็ว และมักจะสนใจที่จะเล่นเครื่องดนตรีต่างๆ ถ้าเขาได้มีโอกาสเล่นมัน แต่บางคนอาจจะชอบที่จะฟังดนตรีจากแผ่นซีดีหรือเทป และเด็กโตบางคนอาจจะต้องเปิดเพลงฟังตลอดเวลา  ในช่วงอ่านหนังสือโดยพบว่าตนเองจะไม่มีสมาธิดีพอถ้าไม่ได้ฟังเพลง

5. อัจฉริยะด้านการกีฬาและการเคลื่อนไหว

เขาจะมีความสามารถด้านการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกายได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะแสดงออกในเชิงกีฬาที่เขาถนัด หรือเป็นนักเต้น นักกายกรรม และนักแสดง ฯลฯ เด็กเหล่านี้มักจะไม่นั่งอยู่นิ่ง แต่จะขยับเท้าหรือทำท่าเต้นไปตามจังหวะต่างๆได้ดี เขาชอบที่จะออกกำลังกาย เช่น ว่ายน้ำ เล่นสเกตช์ ฯลฯ

6. อัจฉริยะด้านการเข้าสังคมและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

เด็กที่มีพรสวรรค์พิเศษด้านการเข้าสังคม ดูจะเป็นคนที่มีทักษะในการพูดคุยต้อนรับ คนอื่นๆได้อย่างเป็นธรรมชาติ เขาดูเหมือนจะรู้ว่าคนอื่นๆมีความคิดและความรู้สึกอย่างไร เขามักจะได้รับเลือกให้เป็นผู้นำของกลุ่ม และช่วยในการเจรจาติดต่อกับคนอื่นๆ เขาชอบที่จะได้ทำอะไรให้กับคนอื่นๆ และชอบที่อยู่ในกลุ่มคนเพื่อพูดคุยและรับฟังปัญหาต่างๆ

7. อัจฉริยะด้านความเชื่อมั่นตนเองและความเป็นตัวของตัวเอง

เด็กที่มีความสามารถพิเศษนี้จะดูเหมือนมีพลังพิเศษในตัวเอง เขาจะรู้จักตนเองว่าเขาคือใครและต้องการอะไรในชีวิต ดูจะมีความมุ่งมั่นที่จะทำอะไรต่างๆ  ตามเป้าหมายของตนอย่างไม่ย่อท้อง่ายๆ เขาอาจจะไม่ค่อยกังวลกับความรู้สึกของคนอื่นๆ หรือไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับตัวเขานัก ชอบที่จะใช้เวลาอยู่คนเดียวและทำในสิ่งที่ตนเองตั้งใจไว้ แม้เขาเองอาจจะไม่ได้เป็นขวัญใจที่เพื่อนๆทุกคนรู้จักและรักใคร่มาก แต่สำหรับเพื่อนๆที่รู้จักเขาดีจะชื่นชมในความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะทำตาม สิ่งที่เขาต้องการ โดยไม่ยอมแพ้ง่ายๆ


การจัดกิจกรรมที่หลากหลายให้ลูกได้สัมผัสและได้เลือกทำในสิ่งที่ตนชอบจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ได้ค้นพบว่า ลูกมีความสามารถพิเศษด้านใด และหาทางสนับสนุนให้ได้เต็มที่สูงสุดตามศักยภาพของเขา และใน ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมที่จะให้ลูกได้มีความฉลาดทางอารมณ์หรือมีวุฒิภาวะทาง อารมณ์ (Emotional Intelligence)ร่วมไปด้วย ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความสำเร็จทางด้านการงานในอนาคต ได้ค่อนข้างมาก

ความสามารถในการเข้าใจ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น รู้จักอดทนอดกลั้น มีความหวังมองโลกในแง่ดี มีความสุขในชีวิต ฯลฯ ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูตั้งแต่วัยเด็กเป็นสำคัญ และต่อเนื่องไปจนถึงช่วงวัย รุ่น ซึ่งคุณจะสามารถช่วยได้โดย

1. ให้ความรัก ความเอาใจใส่ ความอบอุ่นและความรู้สึกที่มั่นคงแก่ลูก

2. พูดคุยและยิ้มกับลูกบ่อยๆ
3.
ให้การตอบสนองในเชิงบวกต่อพฤติกรรมที่ดีของเด็ก
4.
อธิบายอย่างง่ายๆให้ลูกเข้าใจว่า  ทำไมคุณถึงห้ามไม่ให้เขาทำอะไรบางอย่าง
5.
ให้โอกาสลูกได้ช่วยคุณทำสิ่งต่างๆในบ้านบ้าง เพื่อให้ได้มีส่วนร่วม
6.
พยายามเข้าใจลูกและปลอบประโลมเขาเมื่อเขาร้องไห้หรือเสียใจ
7.
อธิบายให้ลูกรู้ว่าการกระทำอะไรมีผลอย่างไรกับผู้อื่นบ้าง ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา

หวังว่าข้อมูลทั้งหมดนี้คงพอจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รู้ว่า  ลูกมีความเป็นอัจฉริยะด้านใด และจัดกิจกรรมให้เขาได้แสดงออกถึงศักยภาพที่มีอย่างเต็มที่ พร้อมๆกับเลี้ยงดูให้ลูก มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่เหมาะสมได้นะคะ

บทความวิชาการ..โดย พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์

Child Research & Development Project
http://www.taiknowledgebase.org

กิจกรรมง่ายๆที่เด็ก 4-5 ขวบ ควรทำได้ (SI Sensory Integration)

ความทนทานของกล้ามเนื้อ

(ปัญหาที่พบบ่อย เด็กชอบนอนเลื้อย ไม่สามารถนั่งท่าเดิมได้นานๆ)

  • นอนหงาย SIT UP
  • นอนคว่ำ ทำท่าเรือ แขนแนบลำตัว หรือกางออก ยกหัว และยกขาขึ้นพร้อมกัน
  • ท่าไถนา คุณแม่ขับขาลูกสองข้าง ให้เด็กใช้มือเดินไปข้างหน้า
  • ปีนเชือก โหนบาร์

การประสานสัมพันธ์ซ้ายขวา  (bilateral coordination)

  • กระโดดตบมือ
  • ตีตบแปะ (เพิ่มความซับซ้อนขึ้น เช่น ตบมือ 2 3 4 ที ตบสลับข้างไปมา)
  • กระโดดขา สลับไขว้หน้าหลัง
  • แตะสลับ (มือขวาแตะหน้าขาซ้าย มือซ้ายแตะหน้าขาขวา สลับกันไปมา 10-20 ครั้ง)

กิจกรรมลูกบอล (Motor planning ,Visual motor,Visual spatial, Gross motor, Modulation)

  • รับส่งบอล
  • รับบอลที่กระดอนจากพื้น
  • เลี้ยงบอล เด้งกับพื้น
  • โยนบอลลงตระกร้า กะระยะแล้วโยนบอลลงตระกร้า (ขยับตระกร้าหนี)
  • เตะบอล เตะบอลเข้าโก
  • ใช้เท้าหนีบบอลแล้วกระโดด

การรับรู้ทางสายตา (Visual discrimination)

  • หาของในกองที่ของกองรวมๆกัน
  • การต่อ Puzzles
  • มองหาตัวอักษรที่พื้น

กล้ามเนื้อมัดเล็ก (Fine motor skills)

  • เล่นแตะไล่นิ้วมือ นิ้วโป้งกับนิ้วชี้  นิ้วโป้งกับนิ้วกลาง นิ้วโป้งกับนิ้วนาง นิ้วโป้งกับนิ้วก้อย
  • ปั้นดินน้ำมันกลมๆ ใช้นิ้วชี้นิ้วโป้ง นิ้วกลางนิ้วโป้ง

กล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Gross motor skills)

  • เดินต่อส้นเท้า
  • กระโดดตบมือ
  • กระโดดสองเท้าข้ามตุ๊กตาสูง 1 ฟุต
  • ยืนขาเดียว 3-5 วินาที
  • โยนรับบอล
  • กระโดดเชือก

กิจกรรมควบคุมจังหวะ (Modulation games)

  • วิ่งเร็วๆ วิ่งช้าๆ เดินเร็ว เดินช้า เดินช้ามากๆ เดินหย่องๆ
  • กระโดดสูงๆ เตี้ยลงหน่อย เตี้ยมากๆ
  • กอดแรงๆ กอดเบาๆ บีบมือแรงๆ เบาๆ
  • ตะโกนดังๆ พูดเบาลง เบาลง กระซิบ

ขอบคุณข้อมูลจาก สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว

Sensory Integration หรือ SI 

คือ กระบวนการการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางในการจัดระเบียบสัญญาณประสาท ที่รับจากอวัยวะรับความรู้สึก แล้วผสมผสานหรือคัดกรองความรู้สึกนั้นเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างเหมาะสม

การรับความรู้สึก ( Sensation ) ที่ทฤษฎีนี้ได้ให้ความสำคัญมีดังนี้คือ

  • การรับสัมผัส ( tactile sense )
  • ระบบการทรงตัว ( vestibular system )
  • การรับความรู้สึกจากกล้ามเนื้อ เอ็นและข้อต่อ ( proprioceptive sense )

การรับความรู้สึกทั้ง 3 ระบบนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาการรับรู้ การเรียนรู้ต่างๆ เช่น การรับรู้ส่วนต่างๆของร่างกาย,การวางแผนการเคลื่อนไหว,การพัฒนาทักษะทางด้านการศึกษาหรือการเรียนรู้ ในการพัฒนาการผสมผสานการรับความรู้สึกจะต้องใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวเป็นสื่อ ส่วนการรับความรู้สึกทางการได้ยิน และการมองเห็นนั้นจะเป็นระบบที่พัฒนามาภายหลังหรืออาจเป็นผลตามมาจากการผสมผสานการรับความรู้สึกของทั้ง 3 ระบบ

การรับความรู้สึก (Sensory Integration) เป็นกระบวนการทางระบบประสาทที่มีมาตั้งแต่กำเนิดส่งผลต่อการรับความรู้สึก การประมวลผล และการแปลผลข้อมูลของสมอง ซึ่งได้จากการกระตุ้นจากสอ่งแวดล้อม ความผิดปกติของการประมวลผลการรับความรู้สึก เป็นความผิดปกติที่ข้อมูลการรับความรู้สึกต่างๆที่สมองรับเข้าไป ไม่ได้ประมวลผลหรือไม่ได้เกิดการจัดระเบียบอย่างเหมาะสม ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ที่หลากหลายในด้านพันาการและพฤติกรรม

Sensory Integration ให้ความสนใจกับระบบการรับความรู้สึกพื้นฐาน 3 ระบบ คือ ระบบการทรงตัว(Vestibular System) การรับความรู้สึกที่กล้ามเนื้อ เอ็นและข้อต่อ(Proprioceptive System) และระบบการรับสัมผัส(Tactile System)

การบำบัดปัญหาด้าน Sensory Integration ในกิจกรรมบำบัด

เป้าประสงค์ของการบำบัดคือ การจัดสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมเพื่อพัฒนา การจัดระเบียบหรือการประมวลผลการรับความรู้สึกของระบบต่างๆเพื่อป้อนข้อมูลการรับความรู้สึกของระบบต่างๆ ให้เกิดการประมวลผลและการจัดระเบียบของสมอง ซึ่งจมีผลถึงพฤติกรรมที่แสดงออกมาโดยตรง

หลังจากนักกิจกรรมบำบัดได้ให้การประเมินเรียบร้อยแล้ว จะทำการจัดกิจกรรมเฉพาะรายบุคคลโดยผ่านการเล่นกับอุปกรณ์เฉพาะทาง เพื่อกระตุ้นระบบที่มีปัญหาให้พัฒนาดีขึ้น ตัวอย่างเช่น เด็กมีภาวะไวต่อการับสัมผัสมากเกินไป นักกิจกรรมบำบัดจะจัดกิจกรรมในลักษณะที่ให้เด็กมีโอกาสสัมผัสกับวัตถุหลากหลายพื้นผิว การให้แรงกดเชิงลึก กิจกรรมที่มีแรงดันแรงดึงต่อกล้ามเนื้อ เอ็นและข้อต่อ

 หลักการบำบัดด้วยSIนั้น นักกิจกรรมบำบัดจะเป็นเพียงผู้ช่วยเหลือ พยายามกระตุ้นให้เด็กทำกิจกรรมด้วยตนเองให้มากที่สุด นักกิจกรรมบำบัดจะคอยสังเกตพฤติกรรมการตอบสนองต่อกิจกรรม และปรับกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง กระตุ้นสมองให้เกิดการสร้างโปรแกรมพัฒนาความสามารถที่สูงขึ้น และมีการแสดงออกของพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างเหมาะสม(ข้อมูลจาก:http://www.oknation.net/blog/print.php?id=304164)

 

ขอบคุณ gotoknow

 

ฝนตก แดดออก ลมแรง ก็ชวนลูกเต้นง่ายๆที่บ้านนะคะ สนุกไปด้วยกัน ผูกพันกันทุกวัน