ทำอย่างไรเมื่อ ลูกทำผิด!

เมื่อลูกทำผิด !

1.เราต้องใช้น้ำเสียงที่ชัดเจน แต่ไม่ใช่ตะคอก
2.สบตา บอกชัดเจน ทำแบบนี้ไม่ได้ ไม่ต้องสอนเยอะ
3.ไม่ยืนสูงกว่าหรือยืนชี้นิ้วใส่หน้า ท่าทางดังกล่าว คุกคาม ด้วยธรรมชาติ เด็กจะต่อสู้และป้องกันตัวทันที ด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด
4.เตือนก่อนการทำ Time Out ทุกครั้ง

สติมา ก่อนจะสอนลูก เราต้องเข้าใจอารมณ์ตัวเอง ควบคุมให้ได้ ทุกอย่างจะง่ายขึ้น

คำพวกนี้ไม่ควรใช้ ลองนั่งคิดดูว่า เราจะใช้คำไหนดีนะ
#นี่แม่นะ #หยุดเดียวนี้ #เด็กดื้อ #นิสัยไม่ดี

กล้ามเนื้อมัดเล็ก ช่วยให้มือน้อยๆของลูกให้แข็งแรง

กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก (Fine-Motor Development Activities)

หมายถึง กิจกรรมที่ส่งเสริมความสามารถในการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อมือและตาให้ทำงานอย่างประสานสัมพันธ์ที่ดี ได้แก่ กิจกรรมที่เด็กได้หยิบจับสิ่งของ ตุ๊กตา เครื่องเล่น ตลอดจนการช่วยตนเองในการแต่งตัว การทำความสะอาดร่างกาย การรับประทานอาหาร ตลอดจนกิจกรรมศิลปะต่างๆที่เด็กได้ทำที่โรงเรียนเพื่อการพัฒนาของกล้ามเนื้อเล็ก ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการควบคุมและการทำงานประสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาในการทำกิจกรรมต่างๆที่ต้องใช้มือและตาในการบังคับควบคุม เช่น การหยิบจับสิ่งของ การหิ้วหรือถือของ การร้อยพวงมาลัย การจับดินสอหรือสีในการวาดรูปหรือขีดเขียนในเด็กปฐมวัยการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเล็กมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อพัฒนาความสามารถในการควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมือ ตา เพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของร่างกายได้อย่างประสานสัมพันธ์กัน และเพื่อวางรากฐานในการใช้มือที่ถนัดและเตรียมความพร้อมที่จะเขียนและอ่านต่อไป แต่ครูและผู้ปกครองส่วนมากมักผลักดันให้เด็กฝึกการเขียนในขณะที่เด็กยังไม่พร้อม กล้ามเนื้อเล็กยังไม่พัฒนา ทำให้เด็กเกิดความเครียดและไม่มีความสุขในการเขียน และอาจมีผลในเชิงลบต่อการเรียนรู้ทักษะทางภาษาในอนาคตต่อไปด้วย

 

กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อเล็กสำคัญอย่างไร?

เด็กในแต่ละช่วงอายุมีความแตกต่างกันทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา แต่พัฒนาการที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน คือ พัฒนาการด้านร่างกาย โดยสังเกตได้จากการเจริญเติบโตของร่างกายอันได้แก่ส่วนที่เป็นน้ำหนักตัวและส่วนสูงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลมาจากภาวะโภชนาการและพฤติกรรมการบริโภคของเด็ก ตลอดจนการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องอาหารการกินจากครอบครัวและโรงเรียน ส่วนพัฒนาการด้านร่างกายไม่ได้หมายถึงเฉพาะพัฒนาการในส่วนที่เป็นการเจริญเติบโตที่สามารถมองเห็นในส่วนของน้ำหนักและส่วนสูงเท่านั้น แต่พัฒนาการด้านร่างกายครอบคลุมองค์ประกอบต่างๆ 5 ส่วนดังนี้

– การเจริญเติบโตทางกายภาพ (Physical Growth)
– วุฒิภาวะ (Maturation)
– ประสาทสัมผัสและการรับรู้ (Sensation and Perception)
– การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใหญ่ (Gross Motor)
– การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเล็ก (Fine Motor)

กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยได้แก่ กล้ามเนื้อนิ้วมือและกล้ามเนื้อตา กล้ามเนื้อทั้งสองส่วนมีความเกี่ยวข้องกับความสามารถในการเขียนของเด็ก เนื่องจากกล้ามเนื้อเล็กเป็นกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหยิบจับสิ่งของตุ๊กตาและของเล่น การดึง การกด การหยอดบล็อก ตลอดจนการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน เช่น การติดกระดุม การผูกเชือกรองเท้า การจับช้อน- ส้อมในการรับประทานอาหาร การอาบน้ำแปรงฟัน เด็กที่มีสายตาดีจะเที่ยวมอง ค้นหาสำรวจสิ่งต่างๆด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อพบสิ่งของที่น่าสนใจเด็กจะหยิบจับสิ่งนั้น การใช้ตาดูสิ่งของและจับสิ่งนั้นได้เป็นความสามารถในการใช้ประสาทตาและประสาทนิ้วมืออย่างประสานสัมพันธ์ การพัฒนากล้ามเนื้อเล็กจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการใช้กล้ามเนื้อเล็กได้อย่างประสานสัมพันธ์ พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเล็กของเด็กเป็นพัฒนาการที่เป็นพื้นฐานของการเขียน ครูและผู้ปกครองส่วนมากมักผลักดันเด็กให้ฝึกเขียนในขณะที่เด็กยังไม่พร้อม กล้ามเนื้อเล็กยังไม่พัฒนา ทำให้เด็กไม่มีความสุข และไม่สนุกกับการเขียน ก่อนที่ครูจะให้เด็กเขียน จึงต้องพิจารณาสิ่งต่างๆดังต่อไปนี้

– พัฒนาการทางกล้ามเนื้อเล็ก
– การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา
– ความสามารถในการจับดินสอ
– ความสามารถในการขีดเส้นพื้นฐาน
– การรับรู้ตัวอักษร
– ความคุ้นเคยกับตัวอักษร

ทั้ง 6 ประการมีข้อ 1 ถึง 4 ที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อเล็ก ส่วนข้อ 5 และ 6 เป็นเรื่องการรับรู้ เด็กจะมีความสามารถในการเขียนเมื่อเด็กควบคุมข้อมือและกล้ามเนื้อนิ้วมือ ความสามารถนี้เกิดขึ้นได้โดยการหยิบจับหรือเล่นกับวัสดุอุปกรณ์และเกมต่างๆ เช่น การเล่นหยอดบล็อก การปั้นดินน้ำมัน การเล่นภาพตัดต่อ การเล่นก่อสร้าง การเล่นน้ำเล่นทราย การรูดซิป การผูกเชือกรองเท้า การติดกระดุมเสื้อ การใช้กรรไกรตัดกระดาษ การวาดภาพระบายสี และการทำกิจกรรมศิลปะอื่นๆ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อเล็กเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความพร้อมในการเขียนซึ่งเป็นทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัย

 

กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อเล็กมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?

การจัดกิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อเล็กมีความสำคัญต่อการส่งเสริมพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติ ปัญญาของเด็กปฐมวัย ซึ่งสามารถอธิบายถึงประโยชน์ที่มีต่อเด็กดังนี้

– การจัดกิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อเล็กมีความสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมในการเขียน ซึ่งต้องอาศัยการประสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสายตากับมือ ตลอดจนการควบคุมกล้ามเนื้อมือและแขน
– ช่วยให้เด็กได้พัฒนาสมองและความฉับไวในการคิด ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของเพียเจท์ (Piaget) ที่กล่าวว่า สติ ปัญญากับการเคลื่อนไหวมีความสัมพันธ์กัน เมื่อเด็กได้เคลื่อนไหว สมองของคนเราก็จะทำงานไปพร้อมๆกัน การฝึกฝนความคล่องแคล่วว่องไวของการใช้กล้ามเนื้อมือที่ประสานสัมพันธ์กันอย่างมากกับการคิดอันฉับไวของเด็ก และในทางตรง กันข้าม เด็กที่ไม่มีความสามารถเคลื่อนไหวนิ้วมือได้อย่างคล่องแคล่วมักจะคิดอะไรช้าด้วย
– เป็นการส่งเสริมเด็กในด้านการแสดงออกทางด้านความรู้สึกและจินตนาการ การจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อเล็กประเภทกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ การวาดภาพระบายสี การปั้นดินน้ำมัน การทดลองด้วยสี การตัด พับ ฉีกปะกระดาษ การทำศิลปะประดิษฐ์ ฯลฯ
– เพื่อพัฒนาความสามารถในการควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมือและตาให้สัมพันธ์กัน การบังคับกล้ามเนื้อทั้งสองส่วนนี้จะพัฒนาเด็กให้มีความสามารถในการหยิบจับสิ่งของต่างๆได้อย่างมั่นคง เช่น เมื่อเด็กได้รับการฝึกฝนจนกล้ามเนื้อประสานสัมพันธ์กันดีแล้ว เด็กจะจับดินสอได้อย่างมั่นคง มีความพร้อมในการเขียนหรือการใช้มือในการทำกิจ กรรมอื่นๆ การจับช้อน ส้อมในการรับประทานอาหาร การถือสิ่งของ การแปรงฟัน ฯลฯ
– ส่งเสริมให้เด็กมีความพร้อมในการอ่าน การทำงานประสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาจะช่วยให้เด็กสามารถที่จะใช้สายตาในการมองตัวหนังสือ การหยิบจับหนังสือ และมองตัวอักษรในหนังสือจากซ้ายไปขวา อันเป็นพื้น ฐานในการฝึกอ่านอย่างคล่องแคล่วในระดับต่อไป
– ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ในการสำรวจ เปรียบเทียบ และแบ่งประเภทของสิ่งต่างๆรอบตัว
– เด็กได้สร้างภาพพจน์ของตนเองและทักษะทางสังคม ทำให้ร่วมเล่นและทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนได้
– สามารถนำสิ่งที่เรียนไปใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆในชีวิตประจำวันได้

 

ครูจัดกิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อเล็กอย่างไร?

ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กมีความสำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน โดยกล้ามเนื้อเล็กเป็นอวัยวะหนึ่งในการประกอบกิจกรรมต่างๆของเด็ก เช่น ติดกระดุม การผูกเชือกรองเท้า การเทน้ำใส่แก้ว การดื่มนม การรับ ประทานอาหาร การทำงานศิลปะ รวมทั้งการขีดเขียน ถ้าเด็กสามารถใช้กล้ามเนื้อเล็กได้อย่างคล่องแคล่ว จะช่วยพัฒนาเด็กให้มีพัฒนาการทางด้านต่างๆดีไปพร้อมๆกัน ดังนั้นครูปฐมวัยจึงจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อเล็กให้กับเด็กปฐมวัย ดังนี้

            กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ประกอบด้วย
– การปั้น ได้แก่ การปั้นดินน้ำมัน การปั้นดินเหนียว การปั้นทรายผสมกาวและน้ำ การปั้นแป้งโด เป็นเรื่องราวหรือตามจินตนาการของเด็ก การใช้หมุดหรือไม้จิ้มฟันเล่นกับแป้งโด การใช้มีดพลาสติกตัดแป้งโด
– การวาดภาพระบายสี เช่น การวาดภาพระบายสีด้วยสีเทียนหรือสีไม้ การวาดภาพด้วยพู่กันหรือแปรงทาสีอันเล็กๆ และใช้สีน้ำ สีฝุ่น หรือสีโปสเตอร์ การวาดภาพด้วยนิ้วมือด้วยแป้งมันผสมสีหรือโคลน การวาดภาพด้วยกาวน้ำ โรยทรายสี หรือโรยขี้เลื่อยไม้ป่นผสมสี หรือกาบมะพร้าวป่นผสมสี วาดภาพด้วยเชือกหรือหลอดด้าย
– การพิมพ์ภาพ เช่น การพิมพ์ภาพด้วยเศษวัสดุหรือฟองน้ำหรือกระดาษขยุ้มหรือใบไม้ ก้านกล้วย
– การทดลองด้วยสี เช่น การเทสี การหยดสี การพับสี การจุ่มสี การกลิ้งสี การทับสี การเป่าสี การลูบสี การละ เลงสีด้วยนิ้วมือ มือ ข้อศอก
– งานกระดาษ เช่น การฉีก พับ ตัด ปะกระดาษ การขยำกระดาษ การม้วนกระดาษ การถักสานกระดาษ
– ประดิษฐ์จากเศษวัสดุ เช่น การประดิษฐ์รถลาก การประดิษฐ์ตุ๊กตา หุ่นมือ หุ่นนิ้วมือ การประดิษฐ์ของใช้อื่นๆ

           กิจกรรมการเล่นตามมุมหรือกิจกรรมเสรี ประกอบด้วย
มุมเครื่องเล่นสัมผัส เช่น การร้อยลูกปัด การร้อยดอกไม้ การเย็บกระดุม การรูดซิป การเรียงสี การเล่นหรือเรียงไม้หนีบ การปักหมุด การหยอดบล็อก
– มุมบล็อก เช่น การต่อบล็อกต่างๆ บล็อกไม้ บล็อกพลาสติก บล็อกชุด บล็อกกลวง บล็อกผลิตเอง การต่อตัวต่อพลาสติกต่างๆ
– มุมช่างไม้ เช่น การตอกตะปู การต่อไม้ การสร้างบ้านจำลอง การเล่นชุดเครื่องเล่นช่างไม้
– มุมดนตรี เช่น การเขย่าลูกแซ็ค การตีกลอง ตีฉาบ ตีฉิ่ง ตีระนาด เป่าปี่ ดีดเปียโน ดีดกีตาร์ การเล่นดนตรีพื้น บ้านของแต่ละภาค หรือการประดิษฐ์เครื่องดนตรีจากเศษวัสดุเหลือใช้
– มุมวิทยาศาสตร์เช่น การเล่นแท่งแม่เหล็ก การสัมผัสถุงทราย ถุงใส่เมล็ดธัญพืช การจำแนกเปลือกหอยตามสี รูปร่าง การจับหรือสัมผัสสมุดสะสมดอกไม้หรือใบไม้ การจำแนกเสียงจากการตีขวดน้ำผสมสีที่มีปริมาณต่างกัน
– มุมคณิตศาสตร์ เช่น การชั่งสิ่งของต่างๆด้วยตาชั่ง การนับจำนวนเมล็ดผลไม้ต่างๆ การเปรียบเทียบขนาดของผลไม้ การจัดกลุ่มสื่อหรือวัสดุประจำมุมคณิตศาสตร์ตามเกณฑ์ต่างๆที่เด็กเลือก การเรียงลำดับวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้เรียนรู้ประจำหน่วยจากเล็กไปหาใหญ่หรือใหญ่ไปหาเล็ก
– มุมบ้านหรือมุมบทบาทสมมติ เช่น การเล่นบทบาทสมมติเป็นหมอหรือพยาบาล โดยใช้เครื่องมือแพทย์ ใช้เครื่องมือวัดไข้ การเล่นฉีดยาให้ผู้ป่วย การสวมเสื้ออาชีพต่างๆ การติดกระดุมเสื้อ การสวมรองเท้า การเล่นโทร ศัพท์ เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ตุ๊กตา
– มุมหนังสือ เช่น การเปิด ปิดหนังสือ การอ่านภาพหรืออ่านตัวหนังสือโดยกวาดสายตาจากซ้ายไปขวา
– มุมโรงหุ่นหรือโรงละคร เช่น การเชิดหุ่นมือ หุ่นนิ้วมือ หุ่นถุงกระดาษ

                กิจกรรมกลางแจ้ง ประกอบด้วย
– เกมพลศึกษา เช่น การแข่งขันโยนลูกบอลลงตะกร้า กิจกรรมเกมแข่งขันคีบลูกปิงปองด้วยไม้ตะเกียบ เกมขี่ม้าส่งเมือง การโยนรับลูกบอล เกมโยนถุงถั่วลงตะกร้า
– การละเล่นพื้นบ้าน เช่น การโยนห่วงยางหรือลูกช่วง การเล่นกำทาย การทอยราว การเล่นหมากเก็บ การเล่นหมากขุม การเล่นอีตัก การทอยลูกสะบ้า
– การเล่นดินหรือเล่นทรายในสนาม เช่น การใช้ไม้ขีดเขียนเล่นบนดิน การใช้มือขีดเขียนเล่นบนทรายเปียก การขุดอุโมงค์ การก่อเจดีย์ทราย

               กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ประกอบด้วย
– การประกอบอาหาร เช่น การคลึงแป้งเป็นลูกกลมๆเพื่อทำขนมบัวลอย การเทน้ำส้มคั้นลงไปในแก้ว การเทแป้ง น้ำตาลลงในหม้อขนม การใช้ทัพพีตักข้าวใส่จาน การคนหรือกวนแป้งในกระทะ การใช้มีดสำหรับเด็กหั่นผักหรือผลไม้เป็นชิ้นๆเพื่อทำสลัดผัก ผลไม้ – การจำแนกหรือจัดกลุ่มผลไม้หรือผัก การล้างผัก
– การทดลองทางวิทยาศาสตร์ เช่น การทดลองเป่าฟองสบู่ กิจกรรมหมุดลอยน้ำ ทดลองกรองน้ำให้สะอาด การสัมผัสวัสดุที่อยู่ในกล่องทึบ คลิปกระดาษลอยน้ำ

– การศึกษานอกสถานที่ เช่น การสำรวจมด แมลงด้วยการส่องด้วยแว่นขยาย การจับหรือสัมผัสต้นไม้หรือเปลือกไม้เพื่อสำรวจว่ามีผิวเรียบ ขรุขระแตกต่างกันอย่างไร การวาดรูปหรือขีดเขียนเพื่อบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการศึกษานอกสถานที่

               เกมการศึกษา ประกอบด้วย การฝึกการประสานสัมพันธ์ระหว่างตากับมือจากการเล่นเกมจับคู่ เช่น การจับคู่ภาพที่เหมือนกัน การจับคู่ภาพกับคำ การจับคู่แบบอุปมาอุปไมย การจับคู่สิ่งของที่ใช้คู่กัน การจับคู่ภาพกับโครงร่าง เกมเรียงลำ ดับภาพ เรียงลำดับจำนวน เกมภาพตัดต่อ เกมอนุกรม เกมล็อตโต เกมโดมิโน

              กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ ประกอบด้วย
– การเคลื่อนไหวร่างกายประกอบเพลง เช่น การเคลื่อนไหวมือและนิ้วมือประกอบเพลง แมงมุม เพลงส้ม เพลงแตงโม เพลงโรงเรียนของเรา เพลงรถไฟ เพลงนิ้วมือของฉัน
– การเคลื่อนไหวร่างกายประกอบคำคล้องจอง เช่น การเคลื่อนไหวนิ้วมือประกอบคำคล้องจองไข่ 10 ฟอง คำคล้องจอง ฝนตกพรำๆ คำคล้องจองตบมือ คำคล้องจองนับจำนวน คำคล้องจองนับเลข

              กิจกรรมเบ็ดเตล็ดอื่นๆ เช่น การตบมือ การสัมผัสอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย การเดินแบบปูด้วยนิ้วมือ การใช้มือเดิน (นิ้วมือ) การจับลูกโป่งหรือฟองสบู่ให้อยู่ในมือ การใช้มือข้างใดข้างหนึ่งเอื้อมข้ามศีรษะไปหยิบสิ่งของอีกด้านหนึ่ง

              การฝึกลีลามือ เป็นกิจกรรมเตรียมความพร้อมไปสู่ทักษะการเขียน เช่น การลากเส้นจากซ้ายไปขวา การลากเส้นจากบนลงล่าง การเขียนเส้นโค้ง การลากเส้นตามรอยประ การเขียนเส้นพื้นฐานต่างๆเพื่อฝึกความมั่นคงของการใช้มือ นิ้วมือ และการประสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างมือกับตา

 

พ่อแม่ผู้ปกครองจะจัดกิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อเล็กได้อย่างไร?

พ่อแม่ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กในทุกด้าน โดยเฉพาะพัฒนาการทางด้านร่างกาย พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเล็ก เป็นการทำงานประสานกันระหว่างกล้ามเนื้อมือและตา ความมั่นคงแข็งแรงในการใช้มือและนิ้วมือในการหยิบจับสิ่งของต่างๆ และการรับรู้ประสาทสัมผัสในส่วนที่เป็นมือและนิ้วมือ พ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรจัดกิจ กรรมที่บ้านเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเล็กให้กับลูกได้ดังนี้

– จัดหาเครื่องเล่นที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเล็ก เครื่องเล่นหรือของเล่นนับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อเล็ก ของเล่นที่ช่วยส่งเสริมการทำงานระหว่างกล้ามเนื้อตาและมือให้กับเด็ก เช่น บล็อกแบบต่างๆทั้งบล็อกรูปทรงเรขาคณิต บล็อกพลาสติก บล็อกกลวง บล็อกสำหรับหยอดให้ตรงกับรูที่เป็นรูปทรงหรือขนาดของบล็อกที่จะนำมาหยอดให้สัมพันธ์กัน ตัวต่อพลาสติกต่างๆที่เด็กนำมาต่อ เพื่อให้การทำงานระหว่างตาและมือประสานสัมพันธ์กัน การนำลูกโป่งมาให้เด็กเล่นและสัมผัส พ่อแม่อาจจัดเตรียมลูกเต๋าหรือดอกไม้มาให้เด็กเล่นร้อยโดยใช้ลวดขนาดใหญ่หรือเชือกสำหรับร้อย จัดให้เด็กได้เล่นปั้นแป้งโดหรือดินน้ำมัน และมีอุปกรณ์ประกอบการปั้น เช่น มีด หุ่นตัวสัตว์หรือคน ต้นไม้จำ ลอง มีดพลาสติก ไม้ไอศกรีมหรือไม้เสียบลูกชิ้นที่ไม่มีส่วนแหลม หนังสือภาพหรือหนังสือนิทานให้เด็กได้อ่านภาพหรือคำ และฝึกการกวาดสายตาจากซ้ายไปขวา เพื่อฝึกหัดพื้นฐานด้านการอ่าน จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์การวาดภาพระบายสีให้เด็กได้แสดงออกทางด้านศิลปะ และการฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อมือให้สัมพันธ์กับตาตามที่เด็กต้องการ
– ฝึกให้เด็กปฏิบัติกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเอง กิจวัตรประจำวันจะช่วยให้เด็กได้พัฒนาการใช้กล้ามเนื้อเล็ก พ่อแม่ผู้ ปกครองควรฝึกให้เด็กทำด้วยตนเอง และให้การเสริมแรงเมื่อเด็กปฏิบัติได้ เช่น การแปรงฟัน การสวมใส่หรือถอดเสื้อผ้า การผูกเชือกรองเท้า การติดกระดุมเสื้อ การรูดซิป การใช้ช้อน – ส้อมในการรับประทานอาหาร การดื่มน้ำจากแก้ว การจัด เก็บของเล่นไว้ในกล่อง
– ฝึกให้เด็กช่วยเหลืองานบ้านเล็กๆน้อยๆที่ส่งเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อเล็ก กิจกรรมหรืองานบ้านบางอย่างอาจช่วยให้เด็กได้ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อเล็ก เช่น การให้เด็กช่วยกวาดขยะทำความสะอาดพื้น จะช่วยฝึกให้เด็กสามารถบังคับกล้ามเนื้อของมือและข้อมือให้มั่งคง ให้เด็กกรอกน้ำใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็น ทำให้เด็กได้ฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อมือและตาโดยควบคุมไม่ให้น้ำหก การให้เด็กช่วยทำกับข้าวในครัวโดยมอบหมายให้เด็กทำสิ่งที่ไม่เป็นอันตราย และเด็กสามารถฝึกฝนการใช้มือ นิ้วมือ เช่น การให้เด็กหั่นผักด้วยมีดพลาสติกหรือมีดที่ไม่มีคมสำหรับเด็ก ให้เด็กช่วยปั้นแป้งทำขนมบัวลอย ฝานผักให้เป็นชิ้นเล็กๆ ให้เด็กได้ช่วยล้างผัก ผลไม้หรืออุปกรณ์เครื่องใช้ในครัว ช่วยเก็บช้อนชามและเครื่องครัวไว้ให้เป็นระเบียบ ให้เด็กเทเครื่องปรุงลงในภาชนะประกอบอาหาร เช่น การเทน้ำตาลลงในหม้อ การใส่ผักลงในกระทะ การเติมเกลือลงในหม้อแกง ฯลฯ
– ปลูกต้นไม้ ถ้าที่บ้านของผู้ปกครองมีพื้นที่สามารถทำแปลงเล็กๆ ลองให้เด็กปลูกผักบนแปลง โดยให้เด็กเริ่มปฏิบัติตั้งแต่การเตรียมดิน การปลูกผัก การพรวนดิน การรดน้ำ การใส่ปุ๋ย ลักษณะของกิจกรรมการปลูกผักจะมีส่วนช่วยในการพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก เด็กได้ใช้มือ นิ้วมือ และสายตาอย่างสมดุล นอกจากนี้การให้เด็กปลูกผักหรือปลูกต้นไม้ยังเป็นการสร้างลักษณะนิสัยที่ดีให้กับเด็กในเรื่องความรับผิดชอบ และสร้างเสริมวินัยในตนเองให้กับเด็กด้วย

เกร็ดความรู้เพื่อครู

นอกจากครูจะมีบทบาทสำคัญในการจัดประสบการณ์ตามตารางกิจกรรมประจำวันให้เด็กได้ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อเล็กแล้ว ครูปฐมวัยมีบทบาทในการจัดเตรียมสภาพแวดล้อมภายในและนอกห้องเรียน ให้มีวัสดุอุปกรณ์และเครื่องเล่นที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็กด้วย เช่น การจัดเตรียมหรือจัดระบบของมุมประสบการณ์ในห้องเรียน และจัดให้มีวัสดุอุปกรณ์ประจำมุมอย่างเพียงพอและหลากหลาย ครูปฐมวัยควรจัดทำบันทึกพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเล็กของเด็กเป็นรายบุค คลเพื่อจะได้ทราบถึงความก้าวหน้า และถ้าเด็กมีพัฒนาการล่าช้าจะได้จัดกิจกรรมเสริมได้ และไม่ควรจะบังคับให้เด็กทำกิจ กรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเหมือนกันทั้งห้อง เนื่องจากเด็กอาจมีพัฒนาการช้าเร็วแตกต่างกัน และให้เด็กเริ่มเขียนอ่านเมื่อเห็นว่าเด็กมีความพร้อมแล้วเท่านั้น

ขอบคุณข้อมูลจาก www.taamkru.com

 

ฝึกลูกกินข้าวเอง ช่วยพัฒนาการอะไรบ้าง?

ฝึกลูกกินข้าวเอง ช่วยพัฒนาการอะไรบ้าง?

อย่างที่บอกไปค่ะว่า การที่พ่อแม่ช่วยเหลือลูกทุกอย่าง โดยที่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกทำอะไรได้เอง อย่างเวลาลูกกินข้าวก็คอยป้อนให้ลูกทุกครั้ง ลูกจะถือแก้วหัดดื่มเอง แม่ก็คอยช่วยจับให้ แบบนี้ไม่ได้ช่วยส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการด้านร่างกายที่ดีเลยค่ะ

นพ. พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ได้อธิบายถึงข้อดีของการ ฝึกลูกกินข้าวเอง ที่จะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีในหลายเรื่อง ดังนี้ค่ะ

ลูกน้อยวัย 1-3 ขวบกล้ามเนื้อมือมีความแข็งแรงมากขึ้น จึงสามารถฝึกให้ใช้ช้อนส้อม กินข้าวเอง ได้แล้ว แต่คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งคาดหวังว่าลูกจะกินได้เป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนผู้ใหญ่ เพราะมือของเขาจะยังจับช้อนส้อมได้ไม่คล่อง อาจจะได้แค่จับแล้วเขี่ยไปมาหรือทำอาหารหกเลอะเทอะบ้าง แต่ช่วงที่กินอย่างเลอะเทอะนี่แหละที่เด็กจะได้สนุกกับการกินและได้ เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย ไม่ว่าเป็น…

1. กินเลอะเทอะก็มีข้อดี
แม้ลูกจะกินเลอะเทอะ แต่การปล่อยให้เขาได้ลองกินเองช่วยพัฒนาลูกในหลายๆ เรื่องเลย นั่นคือ

พัฒนากล้ามเนื้อมือให้แข็งแรง
พัฒนาการทำงานประสานกันระหว่างมือกับสายตา เพราะระหว่างที่ลูกน้อยตักอาหารและจับช้อนเข้าปาก ต้องใช้ ทั้งมือและสายตาในการทำงานร่วมกันค่ะ
พัฒนาการในเรื่องการใช้สติปัญญา เพราะในระหว่างที่หัดกิน ลูกจะต้องรู้จักสังเกต คิดวิเคราะห์ วางแผนและ แก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลา เช่น จะหยิบช้อนยกไปในทิศทางไหนดี ใช้น้ำหนักเท่าไรดี จะตักอะไรกินก่อนดี อาหาร หกจะทำยังไงดี คำเล็กหรือใหญ่ไปจะแก้ปัญหาอย่างไรดี ทั้งหมดนี้นับเป็นพื้นฐานของพัฒนาการทางสติปัญญา

2. ความเลอะเทอะเป็นหน้าที่รับผิดชอบของพ่อแม่
หน้าที่ของพ่อแม่คือต้องเตรียมให้ลูกได้ฝึกทักษะต่างๆ จากการกิน ซึ่งทักษะการทำงานของเด็กเล็กๆ เช่นนี้จะติดตัวมา จนถึงตอนโต ทำให้เด็กมีความคล่องแคล่ว เรียนรู้ที่จะใช้อุปกรณ์ต่างๆ หรือหยิบจับทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว แม้ช่วง ฝึกฝนจะทำให้บ้านสกปรกเลอะเทอะก็เป็นหน้าที่รับผิดชอบที่พ่อแม่ต้องจัดการ เช่น คุณพ่อคุณแม่รู้อยู่แล้วว่าลูกกินอาหารเองแล้วจะทำเลอะเทอะ ก็เพียงหาผ้าหรือกระดาษมาปูรองให้เรียบร้อย ตรงส่วนนี้เป็นการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาของพ่อ แม่ ซึ่งนอกจากจะทำให้ลูกเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เต็มที่แล้ว ลูกยังจะได้ซึมซับวิธีแก้ไขปัญหาของพ่อแม่ ทำให้ลูกรู้จักแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองเมื่อเขาโตขึ้น

คุณพ่อคุณแม่อาจจะสงสัยว่า แล้วถ้าลูกน้อยมัวแต่เขี่ยอาหารไปมา ทำช้อนหล่นบ้าง อาหารหกบ้าง ไม่เคยป้อนได้ถึงปากตัวเองสักคำแล้วจะอิ่มท้องได้อย่างไร คุณหมอมีคำตอบให้ตามนี้ค่ะ

“คุณแม่เพียงแค่แยกจานป้อนกับจานกินเองไว้ จานที่ให้ลูกกินเองก็ให้เขาฝึกไปเรื่อยๆ จะเข้าปากบ้างหกบ้างก็ไม่เป็นไร ส่วนจานป้อนมีไว้สำหรับกินจริงๆ จะอยู่ที่คุณพ่อคุณแม่ซึ่งคอยป้อนอยู่ข้างๆ แรกเริ่มเมื่อลูกหัดกินใหม่ๆ เขาจะยังกินเองได้ไม่มาก ก็แบ่งอาหารไว้ที่จานสำหรับป้อนเยอะหน่อย แต่เมื่อเขากินเองได้มากขึ้นก็ค่อยๆ ลดอาหารจากจานป้อนแล้วไปเพิ่มที่จานกินเองของลูกแทน จนเมื่อลูกกินเองได้คล่องแคล่วดีแล้วจึงให้ลูกกินเองได้ทั้งหมด ต่อไปลูกก็จะกินได้เองทั้งหมดโดยไม่ต้องมีจานป้อนไว้สำรอง”

ขอขอบคุณข้อมูลจาก นพ. พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช
กองบรรณาธิการนิตยสาร Amarin Baby & Kids

ประโยคพื้นฐานคุยกับลูกน้อย ฝึกเด็กสองภาษา

เด็กสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้อย่างรวดเร็ว คุณพ่อคุณแม่ที่อยากฝึกให้ลูกเป็นเด็กสองภาษาควรพูดคุยกับลูกเป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่พวกเค้าเป็นเด็ก…วันนี้เรามีประโยคภาษาอังกฤษพื้นฐานไว้ให้คุณพ่อคุณแม่พูดคุยกับลูกในชีวิตประจำวันมากฝากกัน พร้อมแล้วก็ตามไปดูกันเลย!

Have a nice day. ขอให้เป็นวันที่ดีๆ นะ
Have a good trip. ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ
Have fun. ขอให้สนุกนะ
Do you understand? เข้าใจไหมจ๊ะ
I don’t get it. พ่อ (แม่) ไม่เข้าใจ

 

Can you repeat that? พูดซ้ำอีกครั้งได้ไหมจ๊ะ
Follow me. ตามพ่อ (แม่) มา
Go right ahead./Go straight. ตรงไปข้างหน้าจ้ะ
Turn left/right. เลี้ยวซ้าย (ขวา) จ้ะ
Do you need help? ให้ช่วยไหมจ๊ะ

Image result for คุยกับลูก

I’m alright. Thank you for asking. ไม่เป็นไร ขอบคุณที่ถามจ้ะ
No, thanks. ไม่จ้ะ ขอบคุณนะ
Don’t be late. อย่าสายนะจ๊ะ
You are late/early. มาสายนะ, มาเร็วนะ
Sorry, I’m late. ขอโทษที่มาสายจ้ะ

 

Absolutely not/No way ไม่เด็ดขาดจ้ะ
I (don’t) think so. พ่อ, แม่ ไม่คิดอย่างนั้นจ้ะ
Congratulations ยินดีด้วยนะลูก
Happy Anniversary สุขสันต์วันครบรอบจ้ะ
Happy birthday สุขสันต์วันเกิดนะลูก

Certainly/Of course แน่นอนอยู่แล้วจ้ะ
It’s delicious/tasty. มันอร่อยดีนะ
It smells good. มันหอมดีนะ
It’s very spicy. มันเผ็ดมากเลย
That’s enough. นั่น พอแล้วจ้ะ

 

It’s too much. มันมากเกินไปจ้ะ
Can I have some more? ขออีกหน่อยได้ไหมจ้ะ
What’s going on? เกิดอะไรขึ้นจ้ะ
Wait a minute. รอเดี๋ยวนะ
Don’t do that. อย่าทำอย่างนั้นจ้ะ

Image result for คุยกับลูก

 

www.amarinbabyandkids.com

วิธีฝึกเด็ก 2 ภาษา ประโยคภาษาอังกฤษง่ายๆ คุยกับลูก

ปัจจุบันภาษาอังกฤษถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนควรจะเรียนรู้ เพื่อให้สื่อสารกับคนอื่นได้ทั่วโลก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมตัวฝึกฝนลูกน้อย ด้วยการพูดคุยเป็นภาษาอังกฤษกับพวกเค้าตั้งแต่เด็ก ด้วยประโยคง่ายๆ ดังเช่นตัวอย่างที่เรานำมาเสนอกันวันนี้…

Good morning สวัสดีตอนเช้า
Did you sleep well? หลับสบายไหมจ๊ะ
Brush your teeth แปรงฟัน
Wash your face. ล้างหน้าล้างตา
Put on your cloths ใส่เสื้อผ้าจ้ะลูก

Do you need help? ให้ช่วยไหมจ๊ะ
Yes, please ค่ะ (ครับ) ได้โปรด
No, thank you. ไม่ต้องค่ะ (ครับ) ขอบคุณ
Eat your food กินข้าวนะลูก
Is it yummy? อร่อยไหมลูก

Image result for แม่ป้อนข้าว

Are you hungry? หิวไหม
Do you want more? เอาเพิ่มไหม
What do you want? อยากได้อะไรคะ
Let’s play มาเล่นกันเถอะ
What is this? นี่คืออะไร

Image result for เล่นกับลูก

This is a rainbow. นี่คือสายรุ้ง
It’s your turn. ตาลูกแล้ว
Tidy up, please เก็บของด้วยค่ะลูก
I’m done. ทำเสร็จแล้ว
Where is the bird? นกอยู่ที่ไหน

Image result for เก็บของเล่น

Please come over here. มาตรงนี้หน่อยค่ะ
Is it fun? Be careful! สนุกไหม? ระวังนะ
Please don’t cry ไม่ร้องไห้นะ
Be nice. ทำตัวดีๆ นะคะ
I’m sorry. ขอโทษนะคะ

Image result for แบ่งของเล่นเพื่อน

share with your friend. แบ่งกับเพื่อน ๆ ด้วยนะ
We are going home. เรากำลังกลับบ้านกันนะ
Let’s take a bath. อาบน้ำกันเถอะ
Turn on/off the light. เปิด (ปิด) ไฟ
Good night and sweet dreams. ราตรีสวัสดิ์และฝันดีนะคะ

 

www.amarinbabyandkids.com

 

Executive Functions ช่วงวัย 3-6 ปี โอกาสทองปั้นอนาคตให้ลูก

EF ย่อมาจาก Executive Functions คือ กระบวนการทางความคิดในส่วนสมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก การกระทำ เป็นความสามารถของสมองที่ใช้บริหารจัดการชีวิตในเรื่องต่าง ๆ โดยมีแก่นสำคัญ 3 หลัก คือ

1. Inhibitory Control  คือ การหยุดได้ หมายถึง  ถ้าเราอยากจะทำอะไรตามอารมณ์ออกไปทันที เราสามารถหยุดมันไว้ด้วยตัวเองได้ ไม่ใช่คนอื่นสั่งให้หยุด

2. Cognitive Flexibility คือ การยืดหยุ่นความคิด และสามารถเปลี่ยนความคิดได้เพื่อไปทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแทน

3. Working Memory  คือ ความจำขณะทำงาน การคิดแก้ปัญหา การเรียบเรียงความคิด จัดอันดับความคิด

เรื่องน่ารู้ที่ต้องบอกต่อ

งานวิจัย พบว่า  ช่วงวัย 3-6 ปีนี้ เป็นช่วงโอกาสทองของชีวิตในการพัฒนาทักษะ EF ให้กับเด็ก เพราะสมองจะมีการพัฒนาทักษะ EF ได้ดีที่สุดในช่วงเวลานี้ พ้นจากช่วงเวลานี้ไปถึงวัยเรียน วัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น แม้จะยังพัฒนาได้ แต่ก็จะไม่ได้ดีเท่ากับช่วงปฐมวัย

พ่อแม่สร้างได้!! พัฒนาทักษะ EF พัฒนาพื้นฐานชีวิตลูก

การพัฒนาทักษะ EF หรือการพัฒนาทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ  คือ   คิดเป็น  ทำเป็น  เรียนรู้เป็น  แก้ปัญหาเป็น  อยู่กับคนอื่นเป็น  และมีความสุขเป็น  ซึ่งคุณพ่อคุณแม่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จให้แก่ลูก  สามารถทำได้ตามแนวทางนี้ค่ะ

1. Active learning การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย

คุณพ่อคุณแม่ควรใช้เวลาในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับลูก ไม่ว่าจะเป็นอ่านหนังสือ  ร้องเพลง  เล่นกีฬา  ทำอาหาร  ทำขนม เป็นต้น  อาจจะชวนเพื่อน ๆ มามีส่วนร่วมเล่นด้วยกัน  หรือทำกิจรรมต่าง ๆ ด้วยกันในวันหยุด  สิ่งเหล่านี้อาจจะดูเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่การเรียนรู้จากการได้ทำกิจกรรมที่หลากหลายฝึกให้ลูกรู้จักกล้าแสดงออก  คิดเป็น ทำเป็น  และรู้จักการแก้ปัญหา  รวมถึงการอยูร่วมกับผู้อื่นด้วย

2. Free play การเล่นอิสระ

บางครั้งการปล่อยให้ลูกได้เลือกเล่น กำหนดรูปแบบและสิ่งที่จะเล่นด้วยตัวเอง มีอิสระในการเล่น  โดยเปิดโอกาสให้ลูกได้กำหนดกฎ กติกา ในการเล่น ช่วยฝึกความเป็นผู้นำและรู้จักรักษากฎเกณฑ์  ถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมากต่อการพัฒนาทักษะ EF ให้กับลูก

3. Learning by Doing การเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ

เปิดโอกาสให้ลูกได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมของครอบครัว  ตามความสามารถและเหมาะสมกับวัย  เช่น ช่วยงานบ้าน ลองคิดและทำอาหารที่อยากกินเอง โดยคุณพ่อคุณแม่คอยแนะนำ และ เพราะเมื่อทำสำเร็จลูกจะเกิดความภาคภูมิใจและมั่นใจในตนเอง  แต่อย่าลืมคำชมนะคะ  การชื่นชมในความสำเร็จของลูก รวมถึงช่วยกระตุ้นและให้กำลังใจลูกหากเกิดปัญหา

4. Do It Yourself  การฝึกให้เด็กรับผิดชอบและช่วยเหลือตนเองอย่างเหมาะสมกับช่วงวัย 

หากพ่อแม่ให้ลูกได้ทำอะไรด้วยตนเอง ได้เรียนรู้ถูกผิด  เริ่มจากเรื่องง่าย ๆ เช่น  ติดกระดุมเสื้อด้วยตนเอง  สวมรองเท้า ถุงเท้าเอง  จากเรื่องง่าย ๆ และเพิ่มความยากของกิจกรรมไปทีละนิด  เพื่อท้าทายให้ลูกได้คิดและได้ลงมือทำ  แต่ไม่ควรให้ยากจนเกินไปอาจทำให้ลูกเครียดได้นะคะ

5. Stories & Tales นิทานและเรื่องเล่าช่วยฝึกจินตนาการและการคิดอย่างเป็นระบบ

การอ่านหนังสือนิทานสำหรับเด็ก ๆ  ยังถือเป็นเรื่องสำคัญ  การอ่านหนังสือช่วยพัฒนาสมอง  ความคิด ความจำ  และเสริมสร้างจินตนาการ  การเล่าเรื่องฝึกลูกให้คิดอย่างเป็นระบบ

อ่าน พ่อแม่สร้างได้!! พัฒนาทักษะ EF พัฒนาพื้นฐานชีวิตลูก

6. Reading & Thinking การอ่านช่วยพัฒนาทักษะสมอง สมาธิ และกระบวนการคิดของเด็ก

นิทานจะมีที่มาที่ไปของเรื่อง  มีการลำดับเรื่อง  สิ่งสำคัญเมื่อคุณพ่อหรือคุณแม่เล่านิทานให้ลูกฟัง ควรถามคำถามให้ลูกตอบเพื่อฝึกให้ลูกรู้จักคิด วิเคราะห์ เพื่อให้เกิดกระบวนการคิด  นอกจากนี้ ขณะที่ลูกฟังนิทานลูกก็จะมีสมาธิในการฟังตามไปด้วย   ส่งผลให้สมองเกิดการพัฒนา

7. Creative Toys & Board Games ของเล่นที่ต้องใช้สมาธิในการเล่น

เกมและบอร์ดเกมต่างๆ ช่วยพัฒนาสมอง ฝึกการคิดและการวางแผน มีการกำหนดกติกา และสร้างเงื่อนไข  ท้าทายให้ลูกได้คิดและได้ลงมือทำ

8. Art & Music การเล่นดนตรีและทำงานศิลปะ

ช่วยให้สมองส่วนหน้าเกิดการตื่นตัวในการทำงาน การส่งเสริมกิจกรรมดังกล่าวควรทำให้เป็นประจำสม่ำเสมอ  จะส่งผลดีต่อการพัฒนาสมอง  อารมณ์  และสังคมของลูก

9. Sports & Plays กีฬาและการเล่นที่มีกฎกติกา

การเล่นเป็นทีม ช่วยฝึกเรื่องการคิด การวางแผน และการมุ่งเป้าหมาย รวมถึงการอยู่ร่วมกับคนอื่น ๆ การเล่นเป็นทีมทำให้เกิดความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเองเพื่อนำพาทีมไปสู่เป้าหมายที่วางไว้  นอกจากนี้ การเล่นกีฬายังสอนให้เรียนรู้ความพ่ายแพ้ และจัดการกับอารมณ์ของตนเองแม้ต้องเจอเรื่องที่ผิดหวังก็ตาม

มนุษย์เราไม่ได้เกิดมาพร้อมทักษะ EF แต่เราเกิดมาพร้อมศักยภาพที่จะพัฒนาทักษะเหล่านี้ได้ ผ่านการฝึกฝนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การวิจัยจำนวนไม่น้อยชี้ให้เห็นว่า EF เริ่มพัฒนาขึ้นในเวลาไม่นานหลังปฏิสนธิ โดยช่วงวัย 3-6 ขวบ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะ EF ด้านต่างๆ ให้กับเด็ก เพราะเป็นช่วงที่สมองส่วนหน้าพัฒนามากที่สุด

และพ่อแม่จะพัฒนาทักษะนี้ให้ลูกอย่างไร รศ.ดร.นวลจันทร์แนะว่า พ่อแม่ยังต้องดูแลเรื่องอาหารการกิน การพักผ่อน ให้ความรักความอุ่นเขาตามปกติ เพราะถ้าเด็กการรับรู้ไม่ดี ประสาทสัมผัสทั้งหลายไม่ดี เขาก็ยากที่จะพัฒนา EF ได้

 “ส่วนจะสอนอะไรเพื่อให้เด็กมี EF ดี มีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเลือกของเล่นให้ลูกได้คิดอย่างสร้าง สรรค์ เช่น เลโก้ หมากฮอส หมากรุก พวกนี้ฝึกสมองส่วนหน้าช่วยพัฒนาความคิดของเด็ก หรือแม้แต่ทำงานบ้าน เป็นการฝึกให้มีความรับผิดชอบ รวมทั้งการอ่านหนังสือ ยิ่งพ่อแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังมากเท่าไหร่ เด็กจะมีทักษะเรื่องการอ่าน การเขียน เชาวน์ปัญญาดีขึ้นเท่านั้น หรือส่งเสริมให้เด็กเล่นดนตรีก็เป็นการฝึกสมองที่ดีเช่นกัน

ที่สำคัญอย่าให้เด็กเครียด ถ้าเครียดเมื่อไหร่สมองส่วนหน้าจะไม่ทำงาน ฉะนั้นสิ่งแวดล้อมที่ไม่กดดัน มากนัก และมีความเป็นมิตร จะช่วยเปิดโอกาสให้เด็กกล้าคิดกล้าทำ

———————————————————-

หากแยกเป็นหมวดหมู่ ได้ตามนี้ค่ะ

 EF หรือ Executive Functions จะประกอบด้วย ทักษะ 9 ด้าน คือ 

กลุ่มทักษะพื้นฐาน 

    1. Working memory = ความจำที่นำมาใช้งาน หรือ ความสามารถในการเก็บประมวล และดึงข้อมูลที่เก็บในคลังสมองออกมาใช้ตามสถานการณ์ที่ต้องการ 

    2. Inhibitory Control = ความสามารถในการยั้งคิดไตร่ตรองควบคุมแรงอยาก หยุดคิดก่อนที่จะทำหรือพูด

    3. Shiftingหรือ Cognitive Flexibility = ความสามารถในการยืดหยุ่น พลิกแพลง ปรับตัว เป็นจุดตั้งต้นของการคิดนอกกรอบ คิดสร้างสรรค์

กลุ่มทักษะกำกับตนเอง 

    4. Focus Attention = ความสามารถในการใส่ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาหนึ่งๆ โดยไม่วอกแวก

    5. Emotional Control = ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม จัดการกับอารมณ์ไม่ให้รบกวนผู้อื่น ไม่โกรธเกรี้ยวฉุนเฉียว ขี้หงุดหงิดง่าย จัดการกับความเครียดความเหงาได้ มีอารมณ์มั่นคง และแสดงออกแบบที่ไม่รบกวนผู้อื่น 

    6. Self-Monitoring = คือ การประเมินตนเองรวมถึงสะท้อนผลการทำงาน เพื่อหาจุดบกพร่อง แล้วแก้ไขพัฒนาให้ดีขึ้น การวางแผนและการจัดระบบดำเนินการ เริ่มตั้งแต่การตั้งเป้าหมาย การเห็นภาพรวม จัดลำดับความสำคัญ จัดระบบโครงสร้าง จนถึงการแตกเป้าหมาย ให้เป็นขั้นตอน รวมถึงรู้ตัวว่า กำลังทำอะไร  ได้ผลอย่างไร 

กลุ่มทักษะปฏิบัติ

    7. Initiating = ความสามารถในการริเริ่มและลงมือทำ กล้าคิดกล้าทำ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง

    8. Planning and Organizing = การวางแผนและดำเนินการตั้งแต่ตั้งเป้าหมาย เห็นภาพรวม จัดลำดับความสำคัญ จัดระบบ จนถึงการดำเนินการ และประเมินผล 

    9. Goal- Directed Persistence = ความพากเพียรให้บรรลุเป้าหมายมุ่งมั่น ฝ่าฟันอุปสรรคและล้มแล้วลุกได้ เมื่อตั้งใจและลงมือทำแล้ว มีความมุ่งมั่นบากบั่นไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดๆ ก็พร้อมฝ่าฟันจนถึงความสำเร็จ

        ทักษะเหล่านี้ต้องได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน เพื่อให้เกิดการฝังชิปเป็นโครงสร้างในสมองของเด็ก โดยเฉพาะในวัย 3-6 ปี ซึ่งเมื่อฝังตัวแล้วก็จะคงอยู่เป็นนิสัยหรือคุณสมบัติของบุคคลไปตลอดชีวิต

การดูแลลูกที่ถูกต้องในวัยที่สำคัญ เป็นการพัฒนาคนให้เป็นคนที่มีคุณภาพ

    ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น 

        Inhibitory Control –> หัดให้ลูกรอ ไม่ใช่ว่าลูกอยากได้อะไร ต้องได้เดี๋ยวนั้น ตอนนั้น

        Shift/Cognitive Flexibility –> ฝึกให้ลูกรู้จักยืดหยุ่นเมื่อผิดหวัง เช่น ลูกอยากกินแอปเปิ้ล แต่ไม่มี ก็จะถามลูกว่าเปลี่ยนเป็นองุ่น หรือ ส้มแทนได้มั้ย 

        Focus/Attention –>  ฝึกและให้เวลาลูกเล่นในสิ่งที่ชอบให้ได้ช่วงระยะเวลานึง อ๊อตโต้ชอบเล่น Lego เค้าจะสามารถนั่งต่อได้คนเดียวเป็นเวลานานเลยทีเดียว ถือว่าฝึกสมาธิไปในตัว

        Initiating –> ตั้งเป้าหมายและให้ลงมือทำ เช่น วันนี้จะล้างรถ + รดน้ำต้นไม้ ก็ต้องฝึกให้เค้าทำตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ด้วย

        Planning/Organizing –> อันนี้ฝึกง่ายเลย เวลาทำขนมกับลูก เรามักจะแพลนว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง เวลาเราแพลน ก็บอกลูกไปด้วยว่า ก่อนจะต้มน้ำเชื่อม ต้องตอกไข่ก่อน แยกไข่แดงออกจากไข่ขาวให้เรียบร้อย แล้วค่อยต้มน้ำ เป็นต้น

ขอบคุณข้อมมูลเพิ่มเติมจาก

อนุบาลวัยใสสร้างด้วยมือครู

 

 

หนังเรื่อง Wonder มหัศจรรย์ : ครอบครัวเด็กพิเศษ ผ่านมันไปได้อย่างไร ?

หนังเรื่อง Wonder เป็นหนังที่เห็นถึงความรัก ความสัมพันธ์ในครอบครัวของเด็กพิเศษ ที่ต้องผ่านเรื่องราวตั้งมากมาย บางครั้งคนในบ้านก็หลงลืมใครบางคนที่เฝ้าคอยความรักความอบอุ่นอยู่เช่นกัน

ออกัสต์เรียนโฮมสคูลที่บ้าน จนกระทั่ววันหนึ่ง ออกัสต์ได้ออกไปเผชิญความจริงบนโลกใบนี้ ที่ทำให้เค้ารู้สึกเจ็บปวดมากมาย แล้วทุกอย่างผ่านไปได้อย่างไร อยากให้คุณพ่อ คุณแม่ได้ดู พลังของครอบครัว คือพลังที่ยิ่งใหญ่เสมอ..

เรื่องย่อหนัง

หนัง Wonder ภาพยนตร์เสริมสร้างแรงบันดาลใจที่สร้างจากวรรณกรรมเยาวชน ที่ดีที่สุดในปี 2012 เรื่องราวของออกัสต์ พูลล์แมน เด็กชายอายุ 10 ขวบที่บ้าสตาร์วอร์ส ชอบกินไอติม ติดเกม และมีครอบครัวที่อบอุ่น แม่ที่รักเขาที่สุดในโลก แต่ออกัสต์ป่วยด้วยโรค Mandibulofacial Dysostosis (โรคปากแหว่งเพดานโหว่) ตั้งแต่แรกเกิด จน อายุ 10 ขวบ ออกัสต์ เข้ารับการผ่าตัดใบหน้ามาแล้วกว่า 27 ครั้ง คนแปลกหน้ามักเบือนหน้าหนีเมื่อเห็นหน้าเขา หลายคนมองว่า ออกัสต์ มีหน้าตาที่น่าเกลียด จนไม่อยากเข้าใกล้ แต่คนใกล้ตัว และออกัส กลับไม่คิดแบบนั้น เขาเป็นแค่เด็กชายตัวน้อยที่อยากกินไอติมโดยที่เด็กคนอื่นๆ เห็นว่าเขากินจริงๆ เขาอยากแต่งชุดซุปเปอร์ฮีโร่โดยไม่ต้องคอยสวมหน้ากากปิดใบหน้า เขาอยากไปโรงเรียนและเล่นกับเด็กทั่วไปอย่างปกติสุข หนังจะบอกเล่าผ่านมุมมองและความนึกคิดของตัวละครแต่ละตัว เริ่มต้นจากตัวของเด็กชาย แล้วตามด้วยพ่อแม่ พี่สาว เพื่อนคนแรก เพื่อนที่คอยแกล้ง เพื่อนที่คอยช่วยเหลือ ผ่านมุมมองของเด็กชายตัวเล็ก ที่มีหัวใจดวงโต และ น่ารักที่สุดในโลก เด็กชายที่มีชื่อว่าออกัสต์ พูลล์แมน

หนัง Wonder Based on the New York Times bestseller, WONDER tells the incredibly inspiring and heartwarming story of August Pullman, a boy with facial differences who enters fifth grade, attending a mainstream elementary school for the first time.

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก

movie.thaiware.com

อันตรายจากแท๊ปเล็ต ทีวี ทำให้ลูกเป็นออทิสติก และพัฒนาการล่าช้า !!!

อันตรายเป็นที่สุดค่ะ !!!

ลูกไม่พูด พูดช้า สื่อสารไม่ได้ ร้องเพลง ABC ได้ ท่อง ก.ไก่ ได้ค่ะ

ลูกไม่สบตา เรียกไม่หัน เดินเขย่งเท้า กระโดด วิ่งไปมาตลอดเวลา หน้าเดียว สื่อสารไม่ได้

จากข้อมูลต่างๆที่ทางบ้านให้มา หลายๆบ้านเข้าใจผิด คิดว่าน้องดูยูทูปแล้วดี เด็กๆชอบ นั่งดูอารมณ์ดี

      หลายๆเคสที่มาปรึกษาครูและเข้ามารับการกระตุ้นพัฒนาการ

สาเหตุใหญ่ เกิดจากการดูยูทุปตั้งแต่เล็กๆ อายุไม่กี่เดือนก็ดู และใช้เวลานานมากต่อวัน เด็กบางคนถึงขั้นเข้าสู่ภาวะออทิสติก !

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายุคนี้เป็นยุคของโซเชียลเน็ตเวิร์ค เดินไปทางไหน นั่งที่ไหนก็เห็นคนนั่งก้มหน้าใช้โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตกันทั้งนั้น ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ เด็กอายุน้อยๆ บางคน ก็นั่งดูแท็บเล็ตกันแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ให้ความบรรเทิงทั้งพ่อแม่และลูกแล้วมันจะมีข้อเสียอย่างไรมาดูกันค่ะ

5 ข้อเสีย หากลูกติดแท็บเล็ต ติดมือถือ

1.ร่างกายไม่พัฒนาตามวัย:

ถ้าลูกติดแท็บเล็ตลูกจะนั่งดูนิ่งๆในท่าเดิมไม่รู้จักเมื่อยหรือขยับไปทำกิจกรรมอื่นๆเลย ซึ่งเด็กวัย 1-5 ขวบเป็นวัยที่ต้องอยู่ไม่นิ่ง แขนขาจะขยับสำรวจโลกตลอดเวลาแต่ถ้าต้องมานั่งดูแท็บเล็ต จะมีปัญหาเรื่องการเจริญเติบโตของร่างกายแน่นอน เช่น ร่างกายไม่แข็งแรง เคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่ว เหนื่อยง่าย ป่วยบ่อยเป็นต้น ดังนั้นไม่ควรให้ลูกนั่งหน้าจอดูทีวีหรือแท็บเล็ต ควรพาลูกทำกิจกรรมอื่นๆจะดีกว่าค่ะ

2.ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หงุดหงิดง่าย:

เด็กที่ติดทีวี หรือ แท็บเล็ตจะมีอาการรอไม่ได้ ทนไม่ไหว ใจร้อน ควบคุมตัวเองไม่อยู่ หุนหันพลันแล่น เป็นเด็กขี้หงุดหงิด ก้าวร้าว เพราะหน้าจอที่ลูกดูบ่อยๆเคลื่อนไหวรวดเร็ว เป็นดังใจตามที่ลูกต้องการ จึงทำให้ลูกเป็นเด็กไม่มีความอดทน รอคอยไม่เป็นนั่นเองค่ะ

3.เข้าสังคมปกติได้ยาก:

ถ้าลูกติดอินเตอร์เน็ตมากๆจะทำให้เข้าสังคมไม่ได้ เพราะไม่ค่อยได้พบเจอเพื่อนบ้าน ไม่มีเพื่อนในหมู่บ้าน ทำให้ขาดการปรับตัวเมื่อต้องเข้าสู่สังคม ปรับตัวเข้าหาผู้ใหญ่ไม่เป็น การใช้ชีวิตพื้นฐานในการอยู่ในสังคมก็จะแย่ลง และอยู่กับคนอื่นไม่ได้ในที่สุดค่ะ

4.อาจทำให้เป็นเด็กอ้วน:

เด็กที่ติดทีวีหรือแท็บเล็ตมักจะอ้วนเกินไป เวลาจะกินข้าวก็จะนั่งดูแท็บเล็ตหรือทีวีไปด้วย จึงทำให้การกินอาหารเพลิดเพลินกินไปได้เรื่อยๆ มีพ่อแม่คอยป้อนให้กิน หรือเด็กบางคนก็ไม่ยอมนั่งกินข้าวดีๆ จะกินแต่ขนมที่กินได้ง่ายๆไม่เสียเวลาในการดู สิ่งเหล่านี้จึงทำให้เด็กอ้วนเกินไปนั่นเองค่ะ

5.ขาดสมาธิ:

เด็กจะไม่มีใจจดจ่อกับกิจกรรมอะไรเลย ที่ต้องใช้สมาธิหรือสมองในการแก้ปัญหา เพราะเคยเจอแต่หน้าจอที่แสดงสีสันสดใส เคลื่อนไหวได้รวดเร็วทันใจ ถ้าต้องทำกิจกรรมที่ต้องใช้เวลาคิดเด็กจะทำไมได้ และจะหงุดหงิดง่ายอีกด้วย

การใช้อุปกรณ์เหล่านี้กับลูกมีทั้งข้อดีและข้อเสีย พ่อแม่ที่จำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านี้กับลูกควรจะจำกัดเวลาการเล่นของลูกให้เล่นได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน และต้องใช้กับเด็กที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 3 ปีขึ้นไป หรือ ควรจะนั่งเล่นนั่งดูด้วย สอน และชวนพูดคุยกันไปด้วย ให้ลูกได้สื่อสาร โต้ตอบ ได้ทำกิจกรรมอื่นๆร่วมกันกับครอบครัวและคนในสังคม จึงจะเป็นสิ่งที่ดีต่ออนาคตของเด็กมากกว่าค่ะ

สิ่งที่เด็กควรได้ทำและเรียนรู้

เด็กๆตั้งแต่วัยแรกเกิดจนโตจะเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 7 โดยร่างกายเมื่อได้รับข้อมูลจากสิ่งต่างๆรอบตัว ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 7 ด้าน ก็จะส่งข้อมูลผ่านไปยังสมอง เพื่อประมวลผลและตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆที่ต้องเผชิญ เราเรียกสิ่งนี้ว่า บูรณาการประสาทสัมผัสทั้ง 7 ร่างกายจะจดจำสิ่งเหล่านี้ เพื่อสร้างเป็น ประสบการณ์ในการเรียนรู้ ประสบการณ์เหล่านี้เองที่จะหล่อหลอมเด็ก และทำให้เค้าสร้างตัวตันของเค้าขึ้นมา ทั้งในด้าน พฤติกรรม กระบวนการรู้คิด สติปัญญา การตอบสนองต่อสถานการณ์รอบตัว

     ประสาทสัมผัสทั้ง 7   สัมผัสเหล่านี้ เป็นพื้นฐานสำคัญ ของ การเรียนรู้ของเด็กทั้งหมด ทั้งในด้านร่างกายและสมอง ให้เค้าเติบโตขึ้นไป ประสาทสัมผัสทั้ง 7 ดังกล่าว ประกอบด้วย

  1. การมองเห็น เป็นการใช้สายตาตรวจจับภาพการสะท้อนแสงจากวัตถุที่มองเห็น การรับรู้ทางสายตานั้นสำคัญมากต่อการเรียนรู้ของเด็ก เช่น การอ่าน การเขียน การนับจำนวน ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลต่อการประสบความสำเร็จในชีวิต เด็กในวัย 2-3 ขวบ เป็นช่วงวัยที่รู้จักสีต่างๆ เพิ่มมากขึ้น สนใจวาดรูปและดูรูปภาพ เล่นต่อบล็อกไม้ โยนรับลูกบอลไปมาเป็น
  2. การฟัง คือความสามารถในการรับรู้เสียงผ่านการสั่นสะเทือน ในช่วง 3 ปีแรกเด็กจะฟังเสียงและเรียนรู้ที่จะพัฒนาเสียงของตัวเองตามที่ได้ยินจากพ่อแม่ ทักษะด้านนี้จะเห็นผลดีที่สุดเมื่อเด็กมีปฏิสัมพันธ์กับคุณพ่อคุณแม่ ไม่ใช่กับโทรทัศน์ กิจกรรมที่พ่อแม่ทำร่วมกับลูกเพื่อพัฒนาทักษะด้านนี้ได้แก่ ฟังเสียงดนตรี ร้องเพลง หรือเล่านิทานให้ลูกฟัง
  3. การสัมผัส เด็กๆสามารถรับรู้ระบบการสัมผัสบนร่างกายผ่านมือ เท้า ผิวหนัง รวมทั้งเรียนรู้และตีความหมายของสิ่งต่างๆผ่านการสัมผัส การรับสัมผัสจะมีผลต่อความสุข ความตื่นเต้น และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสื่อสาร ตลอดจนความรู้สึกปลอดภัยของเด็กเองด้วย กิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสด้านนี้ เช่น ให้ลูกปั้นดินน้ำมัน เล่นทราย ฯลฯ เพื่อแยกความแตกต่างของผิวสัมผัสแต่ละชนิดที่มีความแตกต่างกัน
  4. การรับกลิ่น เป็นความสามารถในการรับรู้โมเลกุลสารระเหยในอากาศผ่านตัวรับกลิ่นภายในจมูก ในช่วง 6 เดือนแรก พัฒนาการด้านการรับกลิ่นของเด็กจะเป็นไปอย่างรวดเร็วและจะพัฒนาอย่างเต็มที่ในช่วงอายุ 3-6 ขวบ การกระตุ้นประสาทสัมผัสด้านนี้ช่วยสร้างความทรงจำให้เด็ก เช่น กลิ่นของผิวกายแม่ตอนกอดลูก นอกจากนี้ ยังส่งต่อความสุขให้ลูก และช่วยแยกแยะระหว่างอันตรายและปลอดภัยได้เป็นอย่างดี กิจกรรมที่พ่อแม่เสริมทักษะให้ลูกด้านนี้คือการให้ลูกปิดตาและดมกลิ่นต่างๆ เช่น ผลไม้ที่เคยทาน หรือการดมกลิ่นของดอกไม้ เป็นต้น
  5. การรับรส ปกติแล้วปุ่มการรับรู้รสชาติบริเวณลิ้นของคนเราสามารถรับรู้ได้ 5 รส คือ หวาน เค็ม เปรี้ยว ขม และรสกลมกล่อม รสชาติที่เด็กๆ สามารถรับรู้ได้ก่อนรสอื่นๆ คือ รสหวาน การรับรู้รสมีผลต่อความสุขและคุณภาพชีวิต คุณพ่อคุณแม่ช่วยกระตุ้นให้ลูกได้โดยให้ทดลองชิม น้ำตาล เกลือ มะนาว และพูดคุยกันถึงรสชาติของอาหารนั้นๆ
  6. การรับรู้ส่วนต่างๆของร่างกาย ผ่าน กล้ามเนื้อ เอ็นและข้อต่อ หรือเราเรียกว่า ประสาทสัมผัสการเคลื่อนไหว ระบบนี้จะช่วยให้เด็กสามารถรับรู้ถึงตำแหน่งของส่วนต่างๆ บนร่างกายได้อัตโนมัติ ทำให้จดจำท่าทางของแขน ขา โดยไม่ต้องอาศัยการมอง และสามารถรับรู้ถึงบริเวณกล้ามเนื้อ ข้อต่อ เอ็น เช่น การหลับตาปรบมือ หรือการกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง การขึ้นบันไดโดยไม่ต้องมอง เป็นต้น ประสาทสัมผัสด้านนี้สำคัญมากเพราะทำให้เด็กสามารถควบคุมและวางแผนกิจกรรมการเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่น กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมลูกได้ เช่น การเล่นแซนด์วิชโดยใช้หมอนนุ่มๆ หนีบลูกเอาไว้สองด้าน หรือ การฝึกให้ลูกตอกไข่ใส่ชาม
  7. การทรงตัว เด็กๆจะรับรู้ตำแหน่งของศีรษะจรดเท้าผ่านแรงโน้มถ่วงของโลก หรือที่เรียกว่า การรักษาสมดุลในตัวเอง เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยประสานการเคลื่อนไหวของตาและศีรษะ กิจกรรมที่ดีต้องใช้การเคลื่อนไหวต่าง รวมถึงการกระโดด ปีน ป่าย โดยที่เท้าไม่อยู่ติดพื้น ระบบนี้นอกจากส่งผลต่อความสามารถในการเคลื่อนไหวทรงตัวแล้ว ยังมีผลต่อความสามารถด้านภาษาของเด็กอีกด้วย

การบูรณาการประสาทสัมผัสทั้ง 7 เป็นสิ่งจำเป็น ที่พ่อแม่ควรฝึกฝนให้แก่ลูกน้อย ตามวัยที่เหมาะสมสำหรับเค้า โดยเฉพาะในช่วงอายุ 2-6 ขวบ ซึ่งเราเรียกว่าเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสของลูก เป็นช่วงเวลาสำคัญของการเรียนรู้สู่สมองลูกที่จะเปิดและปิดลงในเวลาอันสั้น ซึ่งหากพ่อแม่ไม่รีบคว้าโอกาสไว้ ก็จะหลุดลอยไปไม่มีวันหวนกลับ พัฒนาการของเด็กในวัยนี้จะพัฒนาเร็วมาก โดยสมองจะพัฒนาถึง 90% จนเกือบสมบูรณ์เท่ากับผู้ใหญ่

กิจกรรมที่เล่นร่วมกับเค้าจึงควรเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เค้าฝึกทักษะสัมผัสในแต่ละด้าน ให้เค้าได้เรียนรู้ทักษะใหม่ใหม่ นอกจากนี้พ่อแม่ควรอยู่ใกล้ชิดที่สุดเพื่อช่วยแนะนำ ส่งเสริมและ สนับสนุนทุกการเรียนรู้ เพื่อให้ลูกของเราเติบโตแข็งแรงสมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญาและอารมณ์ค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก

www.maerakluke.com

www.foremostomega.com/

The Element พรสวรรค์ในกำมือลูก

คุณเคยรู้สึกว่าตัวเองหมกมุ่นกับอะไรบางอย่างเป็นพิเศษไหม รู้สึกสนใจหรือมีอารมณ์ร่วมกับบางสิ่งเกินมาตรฐานคนทั่วไป หรือมีความรู้สึกลึก ๆ ว่าตัวคุณนั้นเกิดมาเพื่อสิ่งนี้

Ken Robinson, Lou Aronica เขียน

หนังสือช่วยแนะนำจุดที่ พรสวรรค์ตามธรรมชาติ ของแต่ละคนมาบรรจบกับ ความปรารถนาจากส่วนลึก เราจะรู้สึกเป็นตัวของตัวเองและมีพลังสร้างสรรค์ที่สุด ซึ่งเป็นบ่อเกิดของแรงบันดาลใจ พลังชีวิต และความสำเร็จของเราอีกด้วย

The Element: ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ จะช่วยให้เราเข้าใจหนทางสู่การ ค้นพบ และ ใช้ชีวิต ตาม “ธาตุ ของตัวเราเอง ที่สำคัญมันจะทำให้เราเห็นภาพกว้างของชีวิต สังคม วัฒนธรรม และระบบการศึกษาไปพร้อมกัน

ทำไมเราต้องเข้าใจหนทางสู่การค้นพบและใช้ชีวิตตามธาตุของเรา และหนังสือเล่มนี้ให้อะไรกับเรา?

  • เราจะได้ค้นหาและรู้ว่าเราฉลาดแบบไหน
  • หาว่าอะไรคือสิ่งที่เราอยากทำมากที่สุด
  • เวลาเราได้แรงบันดาลใจ งานของเราก็จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นด้วย
  • ความสำเร็จเกิดจากการทุ่มเทให้กับงานที่เราชอบและการพัฒนาฝีมืออย่างไม่หยุดยั้ง
  • สร้างความโชคดี ด้วยการเปลี่ยนสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้แล้วพริกแพลงให้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์

The Element

ทำไมเมื่อเราเป็นเด็กเล็กๆ เราจะมั่นใจในจินตนาการของเราอย่างน่าพิศวง แต่เมื่อเราโตขึ้นมันหายไปไหน?

ทำไมใครหลายๆคน ไม่เคยรับรู้และใช้พรสวรรค์ที่แท้จริงของตนเอง?

เราจะประสบความสำเร็จที่แท้จริงกับเรื่องอะไรได้บ้างล่ะ?

แล้วจุดแข็งของเราคืออะไร?

คนที่ประสบความสำเร็จจะบอกว่า พวกเขาได้ค้นพบ สิ่งที่พวกเขาทำได้ดี กับ สิ่งที่พวกเขารักที่จะทำ มาบรรจบพบกัน ทำให้เกิดความรักในสิ่งที่พวกเขาทำและนึกไม่ออกว่าจะไปทำอย่างอื่นได้อย่างไร เวลาได้ทำในสิ่งที่รักเวลาผ่านไปเร็วกว่าที่เคยแถมยังรู้สึกมีพลัง มีชีวิตชีวา และมีความจดจ่อกว่าช่วงเวลาอื่นๆ

เราทุกคนต่างมีความหลงใหล (Passions) หรือพรสวรรค์ (Talents) เฉพาะตัว มันจะช่วยให้เราค้นพบสิ่งที่ดีที่สุดของตัวเราเอง

เรามาร่วมค้นหา ปาฏิหาริย์ของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ คือการค้นพบตัวเอง วิธีค้นหาจะไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว แต่จะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 อย่าง คือ

  • ความถนัด (Aptitude / Talent) กับ ความหลงใหล (Passion)
  • ทัศนคติ (Attitude) กับ โอกาส (Opportunity)

จะเกิดขึ้นตามลำดับ ฉันมีมัน>>>ฉันรักมัน>>>ฉันต้องการมัน>>>มันอยู่ที่ไหน

เข้าใจ 3 ลักษณะของความฉลาด

  • ความฉลาดมีความหลากหลายอย่างน่าอัศจรรย์ใจ มันไม่ได้จำกัดแค่ความสามารถทางคณิตศาสตร์หรือภาษาเท่านั้น
  • ความฉลาดไม่เคยหยุดนิ่ง เป็นการสร้างจุดเชื่อมโยงใหม่ๆ และทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆอย่างแท้จริง
  • ความฉลาดมีความแตกต่างเฉพาะตัว

เราฉลาดแบบไหน?

The Element: ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้

  • คิดต่าง เราต้องเริ่มท้าทายสิ่งที่ถือกันว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาเกี่ยวกับความสามารถของต้นเองและผู้อื่น เราจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร เราจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ธรรมดาจนมองข้ามมันไปตั้งแต่แรก เมื่อเรารู้สึกว่าของบางอย่างเป็นที่รู้จักหรือเป็นเรื่องทั่วไป เราจะเลิกล้มความพยายามที่จะทำความเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง
    พยายามมองสถานการณ์ปกติธรรมดาให้ต่างจากเดิม ทำแบบนี้จะทำให้เราเห็นว่าโลกใบนี้มีความเป็นไปได้มากมาย
    เราต้องฝึกทักษะด้วยการท้าทายตัวเราเองและพัฒนาเทคนิคที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ
    เพราะความสำเร็จ = ความถนัดเฉพาะตัว + ความรักที่จะทำ + การทุ่มเทอย่างจริงจัง
  • จินตนาการ ผลงานที่สร้างสรรค์เกิดจากจินตนาการถึงความเป็นไปได้ใช้ทักษะและความรู้หลายๆอย่างและจบลงด้วยผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง
    ผลงานที่สร้างสรรค์เป็นการสร้างการเชื่อมโยงใหม่ๆ เราต้องมองเห็นสิ่งต่างๆในรูปแบบใหม่ และจากมุมมองใหม่ เราสามารถเปลี่ยนสิ่งต่างๆได้ด้วยการเปลี่ยนทัศนะในใจ สิ่งที่ทำให้ชีวิตเราแตกต่างกันก็คือทัศนคติที่เรามีต่อเรื่องที่เกิดแตกต่างกัน
    ดังนั้น จินตนาการเป็นพื้นฐานความสำเร็จทุกอย่างของมนุษย์ มันคือกระบวนการเห็นในใจมันคือพลังความสามารถในการนำสิ่งต่างๆเข้ามาสู่จิตใจโดยไม่ต้องอาศัยการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสใดๆ
    ถ้าเราเปลี่ยนใจได้แล้ว ก็เปลี่ยนโลกได้
  • ภาวะลื่นไหล เวลาที่เราทำในสิ่งที่เรารัก โลกทั้งใบก็เลือนหายไป เราจะรู้สึกมั่นคงในตัวตนที่แท้จริงของเรา เราจะไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ได้แต่จดจ่ออยู่กับสิ่งที่เราทำ
    เป็นการเผชิญกับเรื่องที่ท้าทายที่ต้องใช้ทักษะความเชี่ยวชาญที่เรามีอยู่ มีเป้าหมายและผลสะท้อนที่ชัดเจน

อะไรล่ะคือสิ่งที่เราอยากทำมากที่สุด?

พ่อแม่ทุกคนล้วนอยากให้ลูกเป็นคนเก่ง พอลูกเข้าสู่วัยเรียนนอกจากเรียนปกติแล้ว ก็ยังพาลูกไปเรียนเสริมทักษะในด้านต่าง เพิ่มเติมจากที่เรียนในห้องเรียน เช่น เรียนดนตรีไทย ดนตรีสากล เทควันโด ยิมนาสติกลีลา บัลเล่ต์ ฯลฯ เพราะอยากให้ลูกมีความสามารถพิเศษหลาย ด้าน แต่จะดีไม่น้อยใช่ไหมคะหากลูกมีพรสวรรค์ในตัวอยู่แล้ว เรามาดูกันว่าจะค้นหาพรสวรรค์ในตัวของลูกได้อย่างไร ติดตามอ่าน

รู้หรือไม่? ลูกของคุณมีพรสวรรค์ด้านไหน มาค้นหากันเถอะ !

 

พรสวรรค์คืออะไร

ดร.แพง ชินพงศ์ กล่าวถึง “พรสวรรค์” (Talent) เป็นความสามารถหรือความถนัดเฉพาะบุคคล ที่ทำให้บุคคลนั้น ๆ มีความโดดเด่นกว่าคนอื่นทั่วไป คนบางคนเชื่อว่าพรสวรรค์เป็นความสามารถพิเศษที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด  แต่บางคนก็เชื่อว่า พรสวรรค์เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนได้ และเมื่อได้ฝึกฝนบ่อยๆ จนเกิดความชำนาญแล้ว ก็สามารถพัฒนาความสามารถนั้นให้โดดเด่นขึ้นมาได้เช่นกัน ประมาณร้อยละ 3-5 % ของคนที่มีพรสวรรค์ อาจไม่ได้แสดงความสามารถพิเศษออกมาจนกว่าจะเริ่มเป็นผู้ใหญ่  ดังนั้น พ่อแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเป็นเด็กมีพรสวรรค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กได้รวบรวมคุณสมบัติของเด็กที่มีพรสวรรค์ ไว้ดังนี้

มีความอยากรู้อยากเห็น มีคำถาม บ่อยๆ

มีช่วงสมาธิดี ยาวนานกว่าเด็กในวัยเดียวกัน คือ สามารถเล่น หรือทำกิจกรรมที่ต้องการสมาธิได้ดี

มีความสามารถในการแก้ปัญหาต่างๆได้ดี

มีจินตนาการค่อนข้างเด่นชัด เช่น เล่าว่าโตขึ้นจะเป็นนักบิน

มีความจำดี

ชอบเล่นกับเด็กที่โตกว่าวัยของตน

มีพัฒนาการแบบก้าวกระโดดหรือข้ามขั้นตอน

พรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษ แบ่งออกเป็น 8 ด้าน

นักจิตวิทยา Howard Gardner พบว่าการมีพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษในด้านความฉลาดของมนุษย์ 8 แบบได้แก่

1. ด้านภาษา (Linguistic)

เด็กที่มีความถนัดด้านภาษาสามารถเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาสนุกกับการต่อคำศัพท์และเกมอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน ในขณะเดียวกันก็ชื่นชอบโคลงกลอน เพลง และนิทาน เด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นนักพูดและนักเล่าเรื่องที่เก่ง

จุดเด่นของเด็กที่มีพรสวรรค์ภาษา คือ จำและคิดเป็นภาษาหรือคำศัพท์ สามารถอธิบายเรื่องที่เกี่ยวกับตนเองได้ดี

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านภาษา

1. จัดกิจกรรมให้ได้รับประสบการณ์ตรง เพื่อนำมาเขียนเรื่องราว

2. จัดกิจกรรมให้ได้พูด ได้อ่าน ได้ฟัง ได้เห็น ได้เขียนเรื่องราวที่สนใจ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้

3. คุณพ่อคุณแม่ควรรับฟังความคิดเห็น คำถาม และตอบคำถามด้วยความเต็มใจ กระตือรือร้น

4. ควรจัดเตรียมหนังสือ สื่อการเรียนการสอนเพื่อการค้นคว้าที่หลากหลาย เช่น เทปเสียง วิดีทัศน์ จัดเตรียมกระดาษเพื่อการเขียน อุปกรณ์การเขียนให้พร้อม

5. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก คือ ให้อ่าน ให้เขียน ให้พูด และให้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่ลูกสนใจ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างพ่อแม่และลูก

2. ด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical)

ความฉลาดทางด้านนี้เกี่ยวกับความสามารถในการนำตรรกะมาแก้ไขปัญหา จำแนกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระเบียบแบบแผนได้ นอกจากนั้น ยังชื่นชอบการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ และเรียนรู้ปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ อีกด้วย เด็กที่ฉลาดทางด้านนี้จะชอบเล่นเกมที่ต้องแก้ปัญหาทุกชนิด และสามารถเชื่อมโยงเหตุและผลของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านคณิตศาสตร์และตรรกะ คือ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลได้ดี เมื่อเผชิญสถานการณ์ที่ซับซ้อน เด็กสามารถแยกแยะ จัดลำดับและเข้าใจรูปแบบของสิ่งที่เกิดขึ้น

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านคณิตศาสตร์

1. ให้ลูกได้มีโอกาสได้ทดลอง หรือทำอะไรด้วยตนเอง

2. ให้เล่นเกมที่ฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เช่น เกมไพ่ เกมตัวเลข ปริศนาตัวเลข ฯลฯ โดยคุณพ่อคุณแม่ร่วมเล่นกับลูกเพื่อสังเกตพรสวรรค์ในตัวลูก

3. ฝึกการใช้เหตุผล การแก้ปัญหา การศึกษาในเรื่องที่ลูกสนใจ เช่น ลูกสนใจเรื่องดวงดาวเป็นพิเศษ ส่งเสริมโยพาลูกไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์  หาหนังสือ  สื่อการเรียนเกี่ยวกับจักรวาลและอวกาศมาให้ลูกศึกษา  เป็นต้น

4. ฝึกฝนทักษะการใช้เครื่องคิดเลข เครื่องคำนวณ เครื่องคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

5. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก คือ ให้ฝึกคิดแบบมีวิจารณญาณ วิพากษ์ วิจารณ์ ฝึกกระบวนการสร้างความคิดรวบยอด การชั่ง ตวง วัด การคิดในใจ การคิดเลขเร็ว ฯลฯ

3. ด้านดนตรี (Musical)

เด็กที่ฉลาดด้านดนตรีจะมีความว่องไวต่อเสียง และสามารถเชื่อมโยงระหว่างเพลงและเครื่องดนตรีได้ พวกเขามักจะชอบร้องเพลงและใช้เทคนิคในการเรียนรู้ผ่านบทเพลงและจังหวะต่างๆ ได้

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านดนตรี คือ พวกเขามักหลงเสน่ห์ดนตรีและเสียงเพลงทำให้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นคำคล้องจองหรือเป็นแบบแผน ในขณะที่คนอื่นทำไม่ได้ พวกเขาซึมซับและจดจำข้อมูลเป็นแบบแผนและบทกลอนหรือคำคล้องจอง

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านดนตรี

1. ให้เล่นเครื่องดนตรี ร้องเพลง ฟังเพลงสม่ำเสมอ

2. หาโอกาสพาลูกไปดูการแสดงดนตรี หรือฟังดนตรีเป็นประจำ

3. บันทึกเสียงดนตรีที่ลูกแสดงไว้ฟังเพื่อปรับปรุงหรือชื่นชมผลงาน

4. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก ได้แก่ คุณพ่อคุณแม่ร่วมการร้องเพลง ช่วยการเคาะจังหวะ ฟังเพลง เล่นดนตรี การวิเคราะห์ดนตรี วิจารณ์ดนตรีร่วมกับลูก

4. ด้านร่างกาย (Bodily-Kinesthetic)

ความฉลาดด้านนี้มีความหมายตรงกับชื่อ คือ เป็นเด็กที่แข็งแรง สามารถทำกิจกรรมและเคลื่อนไหวได้อย่างแคล่วคล่องว่องไว ชอบแสดงออก และสนุกกับกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะและงานฝีมือ

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านร่างกาย คือ พวกเขาตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางกายภาพได้ดีพวกเขาใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็กได้อย่างยอดเยี่ยม มักเคลื่อนไหวตลอดเวลาที่เรียนรู้ จนดูเหมือนจะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านร่างกาย

1. เรียนรู้ได้ด้วยการสัมผัส จับต้อง การเคลื่อนไหวร่างกาย และการปฏิบัติจริง

2. คุณพ่อคุณแม่ควรสนับสนุนให้เล่นกีฬา การแสดง เต้นรำ การเคลื่อนไหวร่างกาย

3. จัดกิจกรรมให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรง หรือได้ปฏิบัติจริง

4. ให้ลูกได้เกม เดิน วิ่ง หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวร่างกาย

5. ให้ลูกเล่นหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง กีฬา การเคลื่อนไหวประกอบจังหวะ

6.  แนวการสอนที่เหมาะสมกับลูก คือ การให้ลูกได้ลงมือปฏิบัติจริง ลงมือทำจริง ได้สัมผัส เคลื่อนไหว ใช้ประสาทสัมผัสในการเรียนรู้

พ่อแม่ทุกคนล้วนอยากให้ลูกเป็นคนเก่ง พอลูกเข้าสู่วัยเรียนนอกจากเรียนปกติแล้ว ก็ยังพาลูกไปเรียนเสริมทักษะในด้านต่าง เพิ่มเติมจากที่เรียนในห้องเรียน เช่น เรียนดนตรีไทย ดนตรีสากล เทควันโด ยิมนาสติกลีลา บัลเล่ต์ ฯลฯ เพราะอยากให้ลูกมีความสามารถพิเศษหลาย ด้าน แต่จะดีไม่น้อยใช่ไหมคะหากลูกมีพรสวรรค์ในตัวอยู่แล้ว เรามาดูกันว่าจะค้นหาพรสวรรค์ในตัวของลูกได้อย่างไร ติดตามอ่าน

5. ด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial)

เด็กที่มีความฉลาดด้านนี้จะคิดและสื่อสารด้วยภาพ พวกเขาชอบเล่นเกมต่อรูปภาพ เช่น จิ๊กซอว์ มีจินตนาการมากมาย และชื่นชอบงานศิลปะ นอกจากนี้  ยังจดจำทิศทางได้ดี และอ่านแผนที่เก่ง

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ คือ เขาสามารถจัดการสิ่งต่างๆ ได้ในหัว และวิเคราะห์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขาสามารถจินตนาการและสร้างโลกใหม่ขึ้นมาในความคิด สามารถจัดการและเล่นสิ่งของต่างๆ ได้ดี และมีทักษะในการใช้มือที่ดี

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านมิติสัมพันธ์

1. ให้ลูกทำงานศิลปะ งานประดิษฐ์ เพื่อเปิดโอกาสให้คิดได้อย่างอิสระ

2. พาลูกไปเที่ยวชมนิทรรศการศิลปะ พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ

3. ฝึกให้ใช้กล้องถ่ายภาพ การวาดภาพ

4. คุณพ่อคุณแม่ควรจัดเตรียมอุปกรณ์การวาดภาพให้พร้อม จัดสิ่งแวดล้อมให้ลูกได้ทำงานด้านศิลปะ

5. ฝึกลูกให้เล่นเกมปริศนาอักษรไขว้ เกมตัวเลข เกมที่ต้องแก้ปัญหา เล่นเกมเกี่ยวกับภาพ เกมตัวต่อเลโก้ เกมจับผิดภาพ ฯลฯ

6. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก คือการให้ดู ให้วาด ให้ระบายสี ให้คิดจินตนาการ

6. ด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal)

เด็กที่ฉลาดด้านนี้จะมีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม พวกเขาจึงเป็นคนที่มีเพื่อนมาก ชอบทำงานร่วมกับคนอื่น และมีความสามารถในการเป็นผู้นำสูง

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านมนุษยสัมพันธ์ คือ เขาชอบเล่นเป็นกลุ่มเขาสามารถนำผู้อื่นได้ดีเขาสนใจความรู้สึกและมักเห็นอกเห็นใจคนอื่น

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านมนุษยสัมพันธ์

1. คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกได้เข้ากลุ่มเล่น หรือทำกิจกรรมกับเพื่อน ๆ

2. ส่งเสริมให้ลูกรู้จักการ เรียนรู้ร่วมกัน แก้ปัญหาร่วมกันกับเพื่อน ๆ

3. สามารถเรียนได้ดีหากให้โอกาสในการทำงานร่วมกับผู้อื่น

4. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก ได้แก่ การเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่น ทำงานร่วมกัน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเพื่อน การเรียนรู้ในชุมชน เป็นต้น

7. ด้านเข้าใจตนเอง (Intrapersonal)

ในทางตรงกันข้าม เด็กที่เข้าใจตนเองชอบทำงานเพียงลำพัง พวกเขามักเป็นตัวของตัวเอง และแม้ว่าจะไม่ค่อยเข้าสังคม แต่พวกเขาก็เชื่อมั่นในความสามารถของตนและมีแรงจูงใจในการทำสิ่งต่างๆ

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านเข้าใจตนเอง คือ พวกเขาเก่งในการทำงานให้ไปถึงเป้าหมายชัดเจนว่าตนเองชอบหรือไม่ชอบอะไรรักความยุติธรรม

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านเข้าใจตนเอง

1. คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกทำงานตามลำพัง ทำงานคนเดียว อิสระ แยกตัวจากกลุ่มบ้าง

2. ควรสอนให้เห็นคุณค่าของตัวเอง นับถือตัวเอง (self esteem)

3. สอนและสนับสนุนให้ทำงานเขียน บันทึกประจำวัน

4. พาลูกไปทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นบ้าง

5. แนวทางการสอนที่เหมาะสมกับลูก คือ ควรเน้นที่การเปิดโอกาสให้เลือกศึกษาในสิ่งที่สนใจเป็นพิเศษ และส่งเสริมในแนวทางที่ลูกชอบและถนัด

8. ด้านรู้จักธรรมชาติ (Naturalistic)

ในด้านนี้เป็นเด็กที่ชอบผจญภัยในโลกกว้าง (นอกบ้าน) มาตั้งแต่เด็ก จึงมักเห็นเขาชอบเตร็ดเตร่เพื่อสำรวจสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ พวกเขายังสนใจในเรื่องของต้นไม้และสัตว์ต่างๆ อย่างมาก

จุดเด่นของเด็กที่มีความฉลาดด้านรู้จักธรรมชาติ คือ สังเกตเห็นรูปแบบและคุณลักษณะเฉพาะของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ชอบจัดระบบสิ่งของที่สะสมไว้มีความสามารถในการแยกแยะระหว่างสิ่งของในหมวดเดียวกันและสังเกตเห็นความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ

วิธีส่งเสริมพรสวรรค์ของลูกด้านรู้จักธรรมชาติ

1. คุณพ่อคุณแม่อาจจะพาลูกไปทำกิจกรรมฝึกปฏิบัติงานด้านเกษตรกรรมเกี่ยวกับการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์

2. พาลูกเข้ากิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมศึกษา ค่ายสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

จะเห็นว่าพรสวรรค์หรือความฉลาดในแต่ละด้านของลูก  ยังต้องการการส่งเสริมจากคุณพ่อคุณแม่ เพื่อต่อยอดการเรียนรู้และความสามารถให้ลูกในด้านที่เขาสนใจหรือถนัด ซึ่งจะเป็นผลดีกับลูกต่อไป ถึงอย่างไรพรสวรรค์ยังต้องควบคู่ไปกับพรแสวง คือ ยังต้องเรียนรู้และฝึกประสบการณ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น  แล้วคุณพ่อคุณแม่จะเห็นว่าหนูทำได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

th.theasianparent.com

https://medium.com