Home กิจกรรมเด็ก เล่นกับลูก ข้อมูลรักลูก อันตรายจากแท๊ปเล็ต ทีวี ทำให้ลูกเป็นออทิสติก และพัฒนาการล่าช้า !!!

อันตรายจากแท๊ปเล็ต ทีวี ทำให้ลูกเป็นออทิสติก และพัฒนาการล่าช้า !!!

8 second read
0
0
917

อันตรายเป็นที่สุดค่ะ !!!

ลูกไม่พูด พูดช้า สื่อสารไม่ได้ ร้องเพลง ABC ได้ ท่อง ก.ไก่ ได้ค่ะ

ลูกไม่สบตา เรียกไม่หัน เดินเขย่งเท้า กระโดด วิ่งไปมาตลอดเวลา หน้าเดียว สื่อสารไม่ได้

จากข้อมูลต่างๆที่ทางบ้านให้มา หลายๆบ้านเข้าใจผิด คิดว่าน้องดูยูทูปแล้วดี เด็กๆชอบ นั่งดูอารมณ์ดี

      หลายๆเคสที่มาปรึกษาครูและเข้ามารับการกระตุ้นพัฒนาการ

สาเหตุใหญ่ เกิดจากการดูยูทุปตั้งแต่เล็กๆ อายุไม่กี่เดือนก็ดู และใช้เวลานานมากต่อวัน เด็กบางคนถึงขั้นเข้าสู่ภาวะออทิสติก !

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายุคนี้เป็นยุคของโซเชียลเน็ตเวิร์ค เดินไปทางไหน นั่งที่ไหนก็เห็นคนนั่งก้มหน้าใช้โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตกันทั้งนั้น ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ เด็กอายุน้อยๆ บางคน ก็นั่งดูแท็บเล็ตกันแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ให้ความบรรเทิงทั้งพ่อแม่และลูกแล้วมันจะมีข้อเสียอย่างไรมาดูกันค่ะ

5 ข้อเสีย หากลูกติดแท็บเล็ต ติดมือถือ

1.ร่างกายไม่พัฒนาตามวัย:

ถ้าลูกติดแท็บเล็ตลูกจะนั่งดูนิ่งๆในท่าเดิมไม่รู้จักเมื่อยหรือขยับไปทำกิจกรรมอื่นๆเลย ซึ่งเด็กวัย 1-5 ขวบเป็นวัยที่ต้องอยู่ไม่นิ่ง แขนขาจะขยับสำรวจโลกตลอดเวลาแต่ถ้าต้องมานั่งดูแท็บเล็ต จะมีปัญหาเรื่องการเจริญเติบโตของร่างกายแน่นอน เช่น ร่างกายไม่แข็งแรง เคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่ว เหนื่อยง่าย ป่วยบ่อยเป็นต้น ดังนั้นไม่ควรให้ลูกนั่งหน้าจอดูทีวีหรือแท็บเล็ต ควรพาลูกทำกิจกรรมอื่นๆจะดีกว่าค่ะ

2.ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หงุดหงิดง่าย:

เด็กที่ติดทีวี หรือ แท็บเล็ตจะมีอาการรอไม่ได้ ทนไม่ไหว ใจร้อน ควบคุมตัวเองไม่อยู่ หุนหันพลันแล่น เป็นเด็กขี้หงุดหงิด ก้าวร้าว เพราะหน้าจอที่ลูกดูบ่อยๆเคลื่อนไหวรวดเร็ว เป็นดังใจตามที่ลูกต้องการ จึงทำให้ลูกเป็นเด็กไม่มีความอดทน รอคอยไม่เป็นนั่นเองค่ะ

3.เข้าสังคมปกติได้ยาก:

ถ้าลูกติดอินเตอร์เน็ตมากๆจะทำให้เข้าสังคมไม่ได้ เพราะไม่ค่อยได้พบเจอเพื่อนบ้าน ไม่มีเพื่อนในหมู่บ้าน ทำให้ขาดการปรับตัวเมื่อต้องเข้าสู่สังคม ปรับตัวเข้าหาผู้ใหญ่ไม่เป็น การใช้ชีวิตพื้นฐานในการอยู่ในสังคมก็จะแย่ลง และอยู่กับคนอื่นไม่ได้ในที่สุดค่ะ

4.อาจทำให้เป็นเด็กอ้วน:

เด็กที่ติดทีวีหรือแท็บเล็ตมักจะอ้วนเกินไป เวลาจะกินข้าวก็จะนั่งดูแท็บเล็ตหรือทีวีไปด้วย จึงทำให้การกินอาหารเพลิดเพลินกินไปได้เรื่อยๆ มีพ่อแม่คอยป้อนให้กิน หรือเด็กบางคนก็ไม่ยอมนั่งกินข้าวดีๆ จะกินแต่ขนมที่กินได้ง่ายๆไม่เสียเวลาในการดู สิ่งเหล่านี้จึงทำให้เด็กอ้วนเกินไปนั่นเองค่ะ

5.ขาดสมาธิ:

เด็กจะไม่มีใจจดจ่อกับกิจกรรมอะไรเลย ที่ต้องใช้สมาธิหรือสมองในการแก้ปัญหา เพราะเคยเจอแต่หน้าจอที่แสดงสีสันสดใส เคลื่อนไหวได้รวดเร็วทันใจ ถ้าต้องทำกิจกรรมที่ต้องใช้เวลาคิดเด็กจะทำไมได้ และจะหงุดหงิดง่ายอีกด้วย

การใช้อุปกรณ์เหล่านี้กับลูกมีทั้งข้อดีและข้อเสีย พ่อแม่ที่จำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านี้กับลูกควรจะจำกัดเวลาการเล่นของลูกให้เล่นได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน และต้องใช้กับเด็กที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 3 ปีขึ้นไป หรือ ควรจะนั่งเล่นนั่งดูด้วย สอน และชวนพูดคุยกันไปด้วย ให้ลูกได้สื่อสาร โต้ตอบ ได้ทำกิจกรรมอื่นๆร่วมกันกับครอบครัวและคนในสังคม จึงจะเป็นสิ่งที่ดีต่ออนาคตของเด็กมากกว่าค่ะ

สิ่งที่เด็กควรได้ทำและเรียนรู้

เด็กๆตั้งแต่วัยแรกเกิดจนโตจะเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 7 โดยร่างกายเมื่อได้รับข้อมูลจากสิ่งต่างๆรอบตัว ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 7 ด้าน ก็จะส่งข้อมูลผ่านไปยังสมอง เพื่อประมวลผลและตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆที่ต้องเผชิญ เราเรียกสิ่งนี้ว่า บูรณาการประสาทสัมผัสทั้ง 7 ร่างกายจะจดจำสิ่งเหล่านี้ เพื่อสร้างเป็น ประสบการณ์ในการเรียนรู้ ประสบการณ์เหล่านี้เองที่จะหล่อหลอมเด็ก และทำให้เค้าสร้างตัวตันของเค้าขึ้นมา ทั้งในด้าน พฤติกรรม กระบวนการรู้คิด สติปัญญา การตอบสนองต่อสถานการณ์รอบตัว

     ประสาทสัมผัสทั้ง 7   สัมผัสเหล่านี้ เป็นพื้นฐานสำคัญ ของ การเรียนรู้ของเด็กทั้งหมด ทั้งในด้านร่างกายและสมอง ให้เค้าเติบโตขึ้นไป ประสาทสัมผัสทั้ง 7 ดังกล่าว ประกอบด้วย

  1. การมองเห็น เป็นการใช้สายตาตรวจจับภาพการสะท้อนแสงจากวัตถุที่มองเห็น การรับรู้ทางสายตานั้นสำคัญมากต่อการเรียนรู้ของเด็ก เช่น การอ่าน การเขียน การนับจำนวน ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลต่อการประสบความสำเร็จในชีวิต เด็กในวัย 2-3 ขวบ เป็นช่วงวัยที่รู้จักสีต่างๆ เพิ่มมากขึ้น สนใจวาดรูปและดูรูปภาพ เล่นต่อบล็อกไม้ โยนรับลูกบอลไปมาเป็น
  2. การฟัง คือความสามารถในการรับรู้เสียงผ่านการสั่นสะเทือน ในช่วง 3 ปีแรกเด็กจะฟังเสียงและเรียนรู้ที่จะพัฒนาเสียงของตัวเองตามที่ได้ยินจากพ่อแม่ ทักษะด้านนี้จะเห็นผลดีที่สุดเมื่อเด็กมีปฏิสัมพันธ์กับคุณพ่อคุณแม่ ไม่ใช่กับโทรทัศน์ กิจกรรมที่พ่อแม่ทำร่วมกับลูกเพื่อพัฒนาทักษะด้านนี้ได้แก่ ฟังเสียงดนตรี ร้องเพลง หรือเล่านิทานให้ลูกฟัง
  3. การสัมผัส เด็กๆสามารถรับรู้ระบบการสัมผัสบนร่างกายผ่านมือ เท้า ผิวหนัง รวมทั้งเรียนรู้และตีความหมายของสิ่งต่างๆผ่านการสัมผัส การรับสัมผัสจะมีผลต่อความสุข ความตื่นเต้น และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสื่อสาร ตลอดจนความรู้สึกปลอดภัยของเด็กเองด้วย กิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสด้านนี้ เช่น ให้ลูกปั้นดินน้ำมัน เล่นทราย ฯลฯ เพื่อแยกความแตกต่างของผิวสัมผัสแต่ละชนิดที่มีความแตกต่างกัน
  4. การรับกลิ่น เป็นความสามารถในการรับรู้โมเลกุลสารระเหยในอากาศผ่านตัวรับกลิ่นภายในจมูก ในช่วง 6 เดือนแรก พัฒนาการด้านการรับกลิ่นของเด็กจะเป็นไปอย่างรวดเร็วและจะพัฒนาอย่างเต็มที่ในช่วงอายุ 3-6 ขวบ การกระตุ้นประสาทสัมผัสด้านนี้ช่วยสร้างความทรงจำให้เด็ก เช่น กลิ่นของผิวกายแม่ตอนกอดลูก นอกจากนี้ ยังส่งต่อความสุขให้ลูก และช่วยแยกแยะระหว่างอันตรายและปลอดภัยได้เป็นอย่างดี กิจกรรมที่พ่อแม่เสริมทักษะให้ลูกด้านนี้คือการให้ลูกปิดตาและดมกลิ่นต่างๆ เช่น ผลไม้ที่เคยทาน หรือการดมกลิ่นของดอกไม้ เป็นต้น
  5. การรับรส ปกติแล้วปุ่มการรับรู้รสชาติบริเวณลิ้นของคนเราสามารถรับรู้ได้ 5 รส คือ หวาน เค็ม เปรี้ยว ขม และรสกลมกล่อม รสชาติที่เด็กๆ สามารถรับรู้ได้ก่อนรสอื่นๆ คือ รสหวาน การรับรู้รสมีผลต่อความสุขและคุณภาพชีวิต คุณพ่อคุณแม่ช่วยกระตุ้นให้ลูกได้โดยให้ทดลองชิม น้ำตาล เกลือ มะนาว และพูดคุยกันถึงรสชาติของอาหารนั้นๆ
  6. การรับรู้ส่วนต่างๆของร่างกาย ผ่าน กล้ามเนื้อ เอ็นและข้อต่อ หรือเราเรียกว่า ประสาทสัมผัสการเคลื่อนไหว ระบบนี้จะช่วยให้เด็กสามารถรับรู้ถึงตำแหน่งของส่วนต่างๆ บนร่างกายได้อัตโนมัติ ทำให้จดจำท่าทางของแขน ขา โดยไม่ต้องอาศัยการมอง และสามารถรับรู้ถึงบริเวณกล้ามเนื้อ ข้อต่อ เอ็น เช่น การหลับตาปรบมือ หรือการกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง การขึ้นบันไดโดยไม่ต้องมอง เป็นต้น ประสาทสัมผัสด้านนี้สำคัญมากเพราะทำให้เด็กสามารถควบคุมและวางแผนกิจกรรมการเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่น กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมลูกได้ เช่น การเล่นแซนด์วิชโดยใช้หมอนนุ่มๆ หนีบลูกเอาไว้สองด้าน หรือ การฝึกให้ลูกตอกไข่ใส่ชาม
  7. การทรงตัว เด็กๆจะรับรู้ตำแหน่งของศีรษะจรดเท้าผ่านแรงโน้มถ่วงของโลก หรือที่เรียกว่า การรักษาสมดุลในตัวเอง เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยประสานการเคลื่อนไหวของตาและศีรษะ กิจกรรมที่ดีต้องใช้การเคลื่อนไหวต่าง รวมถึงการกระโดด ปีน ป่าย โดยที่เท้าไม่อยู่ติดพื้น ระบบนี้นอกจากส่งผลต่อความสามารถในการเคลื่อนไหวทรงตัวแล้ว ยังมีผลต่อความสามารถด้านภาษาของเด็กอีกด้วย

การบูรณาการประสาทสัมผัสทั้ง 7 เป็นสิ่งจำเป็น ที่พ่อแม่ควรฝึกฝนให้แก่ลูกน้อย ตามวัยที่เหมาะสมสำหรับเค้า โดยเฉพาะในช่วงอายุ 2-6 ขวบ ซึ่งเราเรียกว่าเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสของลูก เป็นช่วงเวลาสำคัญของการเรียนรู้สู่สมองลูกที่จะเปิดและปิดลงในเวลาอันสั้น ซึ่งหากพ่อแม่ไม่รีบคว้าโอกาสไว้ ก็จะหลุดลอยไปไม่มีวันหวนกลับ พัฒนาการของเด็กในวัยนี้จะพัฒนาเร็วมาก โดยสมองจะพัฒนาถึง 90% จนเกือบสมบูรณ์เท่ากับผู้ใหญ่

กิจกรรมที่เล่นร่วมกับเค้าจึงควรเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เค้าฝึกทักษะสัมผัสในแต่ละด้าน ให้เค้าได้เรียนรู้ทักษะใหม่ใหม่ นอกจากนี้พ่อแม่ควรอยู่ใกล้ชิดที่สุดเพื่อช่วยแนะนำ ส่งเสริมและ สนับสนุนทุกการเรียนรู้ เพื่อให้ลูกของเราเติบโตแข็งแรงสมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญาและอารมณ์ค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก

www.maerakluke.com

www.foremostomega.com/

Load More Related Articles
Load More By krumamkids
Load More In ข้อมูลรักลูก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Check Also

Focus (Yaeji Remix) – Charli XCX Featuring Yaeji (Lyrics) เนื้อเพลง แปลไทย

[Intro: Yaeji] Focus on my love Focus on my love Focus … …